ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 46 ตอนที่ 46
ตอนที่ 46
หลังจากงานเลี้ยงฉลองวันปีใหม่ที่จัดขึ้นในวังหลวงจบลง ทั่วทั้งเมืองหลวงก็อบอวลไปด้วยบรรยกาศของเทศกาลปีใหม่
หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกบ้านเรือนล้วนเตรียมของใช้ในวันปีใหม่ บรรยากาศในเมืองจึงไม่เงียบสงบ ในทางตรงกันข้ามกลับครึกครื้นยิ่งนัก
ช่วงเวลานี้ของทุกปี เป็นช่วงที่จวนเวินได้รับความสนใจ เวินถิงชุนมีพี่ชายหนึ่งคน น้องสาวสองคน แม้พวกเขาไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่ทุกเทศกาลปีใหม่ พวกเขาล้วนพาบุตรหลานเข้าเมืองหลวง พร้อมกับสวัสดีปีใหม่
ในจวนเต็มไปด้วยผู้คน ใกล้เทศกาลปีใหม่ ทุกแห่งหนเปี่ยมไปด้วยความรื่นเริง หลายเดือนมานี้เวินหนิงกลับมาเป็นกุลสตรีผู้รักษากฎระเบียบและมารยาทอีกครั้ง นางแทบไม่ออกจากจวน เวินถิงชุนจึงไม่ได้เคร่งครัดกับนางเท่าใดแล้ว
เวินหนิงจำได้ว่าเมื่อชาติก่อน หลังจากเทศกาลปีใหม่ งานแต่งงานของเวินหลานเตรียมพร้อมประมาณหนึ่งแล้ว ช่วงนี้นางจึงให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เป็นจริงตามคาด เวินถิงชุนดูมีความสุขยิ่งนัก ยิ้มแย้มตลอดเวลา คาดว่าพี่ใหญ่น่าจะบอกท่านพ่อแล้ว ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะเคยไปบ้านฝ่ายหญิงแล้วก็ได้
สตรีที่เวินหลานชอบพอ คือเหอเจาบุตรีคนแรกสุดของเหอหรงฟู่กรมราชแพทย์ กำลังจะเข้าพิธีปักปิ่นในเดือนหนึ่งที่ใกล้มาถึง อายุน้อยกว่านางหลายเดือน
แต่อย่ามองว่านางอายุยังน้อย ทั้งยังชื่อ ‘เจาเจา’ ความเป็นจริงนางเป็นคนเคร่งขรึมอย่างมาก รับการถ่ายทอดวิชาจากเหอหรงฟู่ตั้งแต่เด็ก ยังไม่เข้าพิธีปักปิ่นก็มีหลายตระกูลใหญ่ยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อเชิญนางไปรักษาหญิงในเรือน
ครั้งแรกที่ทั้งสองเจอกัน เวินหนิงก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
เวลานั้นเหอเจอเพิ่งอายุสิบสาม เหอหรงฟู่เป็นแขกของตระกูลเวิน คิดว่านางกับเวินหนิงอายุไล่เลี่ยกัน จึงพาเหอเจามาด้วย
ทว่าเหอเจkกลับไม่ชอบเที่ยวเล่น นั่งอ่านตำราแพทย์ด้วยสีหน้าจริงจัง เมื่อพี่ใหญ่ของนางผ่านมาเห็น จึงเข้าไปแกล้ง
ประจวบเหมาะ เวินหลานศึกษาด้านการแพทย์เช่นเดียวกัน เหอเจkปะทะฝีปากกับพี่ใหญ่ด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ความรู้ด้านวิชาการแพทย์ของนางเอาชนะเวินหลานที่อายุมากกว่า
หากไม่ใช่เพราะเมื่อชาติก่อนเคยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ความจริงเวินหนิงก็คิดไม่ถึงว่า เวินหลานจะตกหลุมรักเหอเจาเพราะเรื่องนี้ ทั้งยังไม่ยอมพูดถึงแม้แต่น้อย รอจนกระทั่งอีกฝ่ายเข้าพิธีปั่นปิ่น ค่อยทาบทามสู่ขอ
หากไม่ใช่เพราะ ไม่ใช่เพราะ...
“หลิงหลาน เกี้ยวที่ไปรับคุณหนูต้วนออกเดินทางหรือยัง” เวินหนิงถามหลิงหลานที่กำลังปักปิ่นให้นาง
วันดีๆ เช่นวันขึ้นปีใหม่ นางเองก็ไม่อยากคิดเรื่องเศร้าเมื่อชาติก่อน ทว่าเวลาเดินเร็วเหลือเกิน ราวกับน้ำที่ไม่เคยหยุดไหล เดือนหกในปีหน้า องค์ชายจากหลิวฉิวมาเยือน ตระกูลเวินต้องเผชิญหน้ากับเคราะห์ร้ายครั้งใหญ่ นางต้องเตรียมการให้พร้อม
แม้ตอนนี้ยังไม่มีแผนการ แต่พยายามเก็บเงินให้ได้มากที่สุด ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด
หลิงหลานพยักหน้า “ให้จังเหล่าเอ้อร์ยกเกี้ยวไปรับตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ เวลานี้น่าจะอยู่ระหว่างทางไปโรงน้ำชา”
เวินหนิงหยุดมองกระจก ลุกขึ้น “เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”
หมู่นี้เวินหนิงชวนต้วนหรูซวงสองครั้งแล้ว ครั้งหนึ่งไปลอยกระทงด้วยกัน ครั้งหนึ่งไปฟังนิทานด้วยกันที่โรงน้ำชา ต่างก็เป็นสตรีทั้งคู่ อายุก็ไล่เลี่ยกัน คนหนึ่งสดใสอีกคนอ่อนโยน จึงคุยกันถูกคอยิ่งนัก
เวินหนิงครุ่นคิด ครั้งนี้นางน่าจะพูดเข้าประเด็นได้แล้ว วันนี้จึงไม่ได้มีแค่นาง นางชวนเวินฉีไปด้วย ให้เขารอที่ห้องข้างๆ
โดยปกติ ต้วนหรูซวงไม่ค่อยมีโอกาสออกจากจวน มารดาของนางเป็นบุตรสาวพ่อค้า ร่ำรวยเงินทอง ทว่ากลับโดนดูถูก นางในฐานะบุตรีอนุภรรยา ในตระกูลมีพี่ชายและพี่สาวที่เป็นบุตรเอก พวกเขาปฏิบัติกับนางไม่ดีเท่าใดนัก คนนอกก็น้อยนักที่จะผูกมิตรกับนาง
ครั้งแรกที่เวินหนิงส่งเทียบเชิญมาที่ตระกูล นางแปลกใจยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าวันที่สอง นางยังส่งเกี้ยวที่จวนมารับ คาดว่าเวินหนิงคงจะรู้สภาพความเป็นอยู่ของนาง เป็นห่วงกลัวว่านางไม่อาจออกไปเที่ยวเล่นได้
นางไม่ใช่คนคิดมาก หลังจากออกมาเที่ยวเล่นกับเวินหนิงสองครั้ง นางก็สนิทสนมกับเวินหนิงมากขึ้น
“พี่เวิน วันนี้พวกเราฟังนิทานอีกแล้วหรือ” ต้วนหรูซวงดวงตาเป็นประกาย มองไปที่เวินหนิง
เวินหนิงเห็นสีหน้ามีความสุขของคนตรงหน้า ฉีกยิ้มกว้าง “วันนี้ชวนเจ้าออกมา แท้จริงแล้วพี่มีเรื่องอยากจะหารือกับเจ้า”
ต้วนหรูซวงกำลังหยิบขนมกุ้ยฮวาเข้าปาก เมื่อได้ฟังจึงกินเพียงคำเล็กๆ เช็ดมุมปาก ถามด้วยความแปลกใจ “หารือกับข้า”
ต้วนหรูซวงไม่เคยได้รับความสำคัญมาก่อน ทั้งไม่ใช่คนฉลาด ยิ่งไม่มีความสามารถ มีเรื่องใดที่เวินหนิงจะปรึกษานางได้
เวินหนิงเตรียมคำพูดเอาไว้แล้ว นางพูดอย่างไม่อ้อมค้อม “น้องหรูซวง ชีวิตของเจ้าทุกวันนี้ในตระกูลต้วนมีความสุขหรือไม่”
พูดถึง ‘ตระกูลต้วน’ แววตาของต้วนหรูซวงหม่นหมองลงเล็กน้อย นางเอามือเกยคาง ทอดถอนหายใจแล้วพูด “พี่เวิน พี่ส่งเกี้ยวมารับข้าถึงจวนทุกครั้ง พอจะรู้แล้วกระมังเจ้าคะ แม้ท่านแม่จะเป็นบุตรสาวของพ่อค้าในเจียงหนาน ฐานะร่ำรวยระดับหนึ่ง กล่าวได้ว่ามีชื่อเสียง แต่ในเมืองหลวง ผู้อื่นยังคง...ดูถูกท่านแม่ที่เป็นลูกพ่อค้า ตัวข้าก็เป็นเพียงสตรี ไม่อาจช่วยนางได้...”
ต้วนหรูซวงร่ายยาว แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริง “ตอนท่านแม่ยังสาว ท่านพ่อมาหาท่านแม่บ่อยครั้ง แต่เมื่อสองปีก่อนท่านพ่อเพิ่งรับอนุภรรยาเข้ามาสองครั้ง...ชีวิตของข้าจึงไม่สุขสบายเท่าใดนัก”
“น้องหรูซวง ข้ารู้ดีว่าสถานการณ์ของเจ้าในตระกูลเป็นเช่นไร ดังนั้นจึงอยากทำบางอย่างร่วมกับเจ้า” เวินหนิงจับมืออีกฝ่ายแน่น “เรื่องนี้สำหรับผู้อื่นอาจจะน่าตกใจ แต่ข้าคิดว่าน้องหรูซวงน่าจะชอบ”
ต้วนหรูซวงเอียงศีรษะด้วยความฉงน รอเวินหนิงพูด
เวินหนิงเม้มริมฝีปาก “มารดาของเจ้ามาจากตระกูลเฉินเจียงหนาน ตระกูลเฉินเป็นพ่อค้าใหญ่ น้องหรูซวง น้องสนใจทำการค้าหรือไม่”
ต้วนหรูซวงแปลกใจยิ่งนัก นางเป็นเพียงบุตรีอนุภรรยา ที่จวนไม่เคยให้นางร่ำเรียนหนังสือ จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะเชิญอาจารย์มาสอนหนังสือ นางไม่รู้หนังสือ แต่ท่านแม่ชอบสอนนางนับเงิน ทั้งยังเล่าเรื่องในอดีตให้นางฟัง ท่านตาเริ่มทำการค้าจากเล็กๆ ไปใหญ่ได้อย่างไร เล่าเรื่องพวกลุงๆ ให้ฟังว่าพวกท่านทำการค้าทางทะเลอย่างไรบ้าง
นาง...สนใจด้านนี้จริงๆ ถึงขั้นเคยคิดว่านางเปิดร้านและเริ่มทำการค้าเหมือนพวกท่านได้หรือไม่
แค่ว่านางเพิ่งเข้าพิธีปักปิ่น หญิงสาวคนหนึ่ง ยังไม่ออกเรือน แล้วจะค้าขายนอกเรือนได้อย่างไร แม้แต่งงานแล้ว ใช่ว่าสามีในอนาคตจะอนุญาต
ดังนั้นนางจึงเพ้อฝันก่อนนอนเท่านั้น ไม่กล้าคิดไปไกล
นางไม่รู้ว่าเวินหนิงอ่านใจตนได้อย่างไร เบิกตากว้าง ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะตอบอย่างไร
เวินหนิงยิ้ม แล้วรอฟังคำตอบด้วยความใจเย็น
ต้วนหรูซวงขยับริมฝีปาก พูดเสียงเบา “ท่าน...ท่านแม่มักจะเล่าเรื่องการค้าที่น่าสนใจให้ข้าฟัง ข้าชอบมาก แต่ว่า...”
“น้องหรูซวง ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลเรื่องอะไร” เวินหนิงพูดต่อ “แต่ขอเพียงเจ้ามีความคิดที่จะทำการค้า เรื่องอื่นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า"
หลายวันมานี้เวินหนิงคิดดีแล้ว นางไม่จำเป็นต้องให้ต้วนหรูซวงไปโรงบ่มสุราทุกวัน วางตัวเยี่ยงเถ้าแก่เนี้ย สิ่งที่นางต้องการคือ ความคิดด้านการค้า แนวคิดทางการค้าอันเป็นเอกลักษณ์ของต้วนหรูซวง
ในหนึ่งเดือนต้วนหรูซวงไปที่โรงบ่มสุราเพียงครั้งสองครั้งก็พอแล้ว ที่เหลือเขียนจดหมายกันได้
ส่วนเรื่องอื่นๆ ให้เวินฉีรับผิดชอบ นางไม่ต้องจัดการด้วยตนเอง
เวินหนิงเล่าสถานการณ์ของโรงบ่มสุราให้ฟังคร่าวๆ พร้อมกับแผนการของตนเอง ให้ต้วนหรูซวงฟัง
เมื่อชาติก่อนเวินหนิงไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้ ทั้งยังไม่เคยผูกมิตรกับต้วนหรูซวงอย่างแท้จริง แต่นางรู้สึกว่า ต้วนหรูซวงน่าจะตอบตกลง
นางไม่ได้นิสัยใจคอเหมือนเด็กตามภาพลักษณ์ ตรงกันข้าม หญิงสาวบอบบางตัวเล็กคนนี้ มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งซ่อนอยู่ข้างใน เวินหนิงจำได้ว่าตอนที่ได้ยินข่าวต้วนหรูซวงพามารดาออกจากจวน ทั้งยังขนย้ายของทั้งหมดที่มารดาของนางซื้อออกจากจวน แม้กระทั่งต้นไม้ต้นหนึ่งก็ไม่เหลือทิ้งไว้ เวินหนิงตกตะลึงมาก
ขณะที่นางถูกขังอยู่ในเรือนของเผยโย่วโดยไม่อาจทำสิ่งใดได้ หญิงสาวที่อายุใกล้เคียงกับตน สร้างตัวเองแล้ว
อุปนิสัยเช่นนี้ ฝีมือระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะปลูกปั้นได้ในระยะเวลาสั้นๆ
เป็นจริงตามคาด เมื่อได้ฟังความคิดของเวินหนิง ดวงตาของต้วนหรูซวงเป็นประกาย ประกายที่ทอขึ้นมานี้แตกต่างจากตอนดีใจยามเจอกัน แววตาของนางราวกับไข่มุก ราวกับดวงอาทิตย์ส่องสว่าง
“พี่เวิน ข้าอยากลองดู” ต้วนหรูซวงจับมือเวินหนิงด้วยความดีใจ ฝ่ามือของนางถึงกับมีเหงื่อผุดออกมา
เวินหนิงยิ้มกว้าง “ได้ เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าเจอคนคนหนึ่งก่อน”
“หลิงหลาน” เวินหนิงร้องเรียกคนที่อยู่นอกประตู