ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 48 ตอนที่ 48

#48บทที่ 48

ตอนที่ 48

อีกด้านหนึ่ง จ้าวซีจื้อบุตรีคนโตของจวนเสนาบดีจ้าว

คืนงานเลี้ยง นางบอกให้สาวใช้ไปรับกระทง เดิมทีนางอยากจะเดินข้ามสะพานแล้วค่อยลง ทว่าบนสะพานเต็มไปด้วยผู้คน ตอนที่นางชะเง้อมองไปข้างหน้า ชั่วขณะหนึ่งด้วยความไม่ระวัง ทำให้ลื่นแล้วตกลงไปในทะเลสาบ

โชคดีที่ไม่เป็นอันตราย ได้คุณชายรองตระกูลเสิ่นช่วยชีวิตไว้

ฮองเฮาตั้งใจจัดงานเลี้ยงโดยเชิญหนุ่มสาวที่ยังไม่แต่งงานมาร่วมงาน ทุกคนล้วนรู้เจตนาของฮองเฮาดี อีกทั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้น จ้าวซีจื้อจึงมองเสิ่นจิ้นอย่างพิจารณา

เขามีความเป็นสุภาพบุรุษ ทันทีที่ช่วยนางขึ้นมาถึงบนฝั่ง เขารีบคว้าผ้าคลุมจากบ่าวรับใช้มาคลุมตัวนาง เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเห็นนางในสภาพเสื้อผ้าแนบเนื้อ

เสิ่นจิ้นหน้าตาหล่อเหลา มีความสง่าผ่าเผยของผู้มีปัญญา ทั้งยังมีความแข็งแกร่งของทหาร น่าประทับใจยิ่งกว่าในภาพวาดที่นางเคยดูก่อนหน้านี้

อีกทั้งเขาอายุแค่นี้ ก็สร้างคุณงามความดีในการสู้รบแล้ว บิดาของเขาเป็นถึงเสนาบดีกรมธรรมการ ฐานันดรศักดิ์เหมาะสมกับนาง...

จ้าวซีจื้อมีความคิดบางอย่างขึ้นมาทันที

เพียงแต่เสิ่นจิ้นในวันนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหนาวหรืออย่างไร สีหน้าของเขาซีดขาว เขาประสานมือคารวะแล้วเดินจากไปเงียบๆ

เดิมทีนางคิดว่าเขาเขินอาย ไม่ก็กังวลกลัวผู้อื่นนินทา ทำให้นางเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงรีบออกไป แต่ระหว่างทางกลับจวน สาวใช้ของนางบอกว่า เดิมทีคนแรกที่กระโดดลงไปในทะเลสาบเพื่อจะช่วยนาง ไม่ใช่เสิ่นจิ้น แต่เป็นท่านซื่อจื่อเผยโย่วผู้มีชื่อเสียง ที่เพิ่งกลับเข้าจวนกั๋วกงเมื่อไม่นานมานี้

เสิ่นจิ้นกระโดดลงทะเลสาบไม่ใช่เพื่อช่วยชีวิตนาง แต่ช่วยชีวิตสตรีที่เขามีใจให้มานาน เสิ่นจิ้นกับนางเคยแต่งงานกัน ค่ำคืนนั้นเวินหนิงกระโดดลงไปในทะเลสาบเช่นเดียวกัน เสิ่นจิ้นจึงกระโดดลงไปตาม

“ไม่รู้ว่าสตรีตระกูลเวินคนนั้นมีเสน่ห์อะไร ทั้งที่ถอนหมั้นกับคุณชายเสิ่นจิ้นนานแล้ว แต่เขายังไม่ลืมนาง ถึงขั้นยอมกระโดดลงทะเลสาบเพื่อช่วยนางอีก” เสี่ยวเถาสาวใช้คนสนิทเล่าให้ฟัง

หึ จะมีเสน่ห์อะไรได้ ยั่วยวนเก่งกระมัง คนในกองทัพล้วนเปิดเผย ทางด้านสตรีตระกูลเวินก็เป็นสตรีที่ไม่รู้จักเหนียมอาย ไม่แน่ว่าทั้งสองอาจเสียความบริสุทธิ์ไปนานแล้ว

จ้าวซีจื้อจับผ้าเช็ดหน้าแน่น

ครุ่นคิด คนแรกที่กระโดดลงไปในทะเลสาบ เดิมทีคือเผยโย่วผู้สูงศักดิ์ดั่งดวงจันทร์บนท้องฟ้า หากไม่ใช่เพราะสตรีตระกูลเวินและเสิ่นจิ้นเข้ามาป่วน เช่นนั้น...

วันที่สอง บิดามารดาของเสิ่นจิ้นมาที่เรือน จ้าวซีจื้อรีบบอกบิดาก่อนที่พวกเขาจะเจอกัน “ท่านพ่อ ลูกไม่ได้คิดอะไรกับเสิ่นจิ้นเจ้าค่ะ หากพวกเขาพูดเชิงลองใจ ท่านพ่ออย่าตอบรับเด็ดขาด”

เสิ่นจิ้นเป็นทหารที่ต้องคอยออกรบ หากนางแต่งงานกับเขา เช่นนั้นก็ต้องใช้ชีวิตไม่ต่างจากหญิงหม้ายไม่ใช่หรือ ยิ่งไปกว่านั้น เขามีอะไรเทียบท่านซื่อจื่อจวนกั๋วกงได้บ้าง ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าฝ่าบาทประทับใจในตัวเผยโย่ว อยากจะให้เขากับองค์หญิงเจาเหอแต่งงานกัน นางไม่กล้าเพ้อฝัน

แต่ว่างานเลี้ยงผ่านมานานแล้ว ฝ่าบาทยังไม่รับสั่งให้มีสมรสพระทาน เผยโย่วเป็นคนแรกที่กระโดดลงไปในทะเลสาบเพื่อช่วยนาง ไม่แน่ว่า...ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีใจให้นางก็ได้

หลังจากปฏิเสธตระกูลเสิ่นไป จ้าวซีจื้อยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเรื่องเป็นเช่นนี้

นางเคยเจอเผยโย่วเพียงสองครั้ง ครั้งแรกตอนที่เขาสอบติดจอหงวน เดินขบวนแห่จอหงวน ทุกคนต่างพูดกันว่า เขาไม่ใช่แค่จอหงวน แต่ควรจะยกตำแหน่งบุรุษรูปงามให้เขาด้วย นางนั่งอยู่บนโรงน้ำชา ตอนที่เห็นสีหน้านิ่งสงบของเขาขี่บนหลังม้า เดินขบวนโดยมีชาวบ้านคอยโยนดอกไม้ให้ นางคิดในใจช่างน่าเสียดายนัก ใบหน้าหล่อเหลาท่าทีสง่าผ่าเผยเช่นนี้ กลับเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน

ครั้งที่สองคือคืนงานเลี้ยง ทั้งที่นางเห็นว่าเขามีบ่าวรับใช้คอยติดตามเพียงคนเดียว อีกทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ก็ไม่ได้หรูหรา แม้กระทั่งกวานที่สวมก็ไม่ได้ทำจากทองคำ แต่กลิ่นอายที่ฉายออกมาจากตัวเขานั้น คล้ายว่ามองนานเล็กน้อยจะเป็นการเสียมารยาท

น่าเสียดาย เขาเป็นคนที่ฝ่าบาทเลือกให้ธิดาคนโปรด

แต่ความจริง เขามีใจ...ให้นางอย่างชัดเจน!

ยิ่งจ้าวซีจื้อคิดเช่นนี้ นางก็ไม่อาจนิ่งเฉย นางคลาดกับเขาสองครั้งแล้ว ต้องคลาดเป็นครั้งที่สามหรือ

อีกทั้งหลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น นางย้อนกลับไปดูภาพวาดบุรุษที่ท่านแม่เคยส่งให้ ไม่มีชายใดเทียบเผยโย่วได้เลย!

นางเป็นถึงบุตรีเอกที่เสนาบดีกรมการคลังรักมากที่สุด ควรแต่งงานกับบุรุษรูปงามและมากความสามารถเฉกเช่นเผยโย่ว

นางบอกท่านพ่อ ทว่าจ้าวตี๋กลับส่ายหน้า “ฝ่าบาทถูกใจท่านซื่อจื่อมาก ใครบ้างที่ดูไม่ออก คู่ครองของเขา เกรงว่าแม้กระทั่งองค์หญิงใหญ่ก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ”

แม้ไม่ใช่องค์หญิงเจาเหอ ในวังหลวงยังมีองค์หญิงคนอื่นๆ อีกหลายคน หากรอฝ่าบาทพระราชทานสมรส แล้วเผยโย่วจะตกเป็นของนางได้อย่างไร

จ้าวซีจื้อคิดวนไปมาในเรือนอยู่หลายวัน นางรวบรวมความกล้าให้เสี่ยวเถาส่งเทียบเชิญไปที่จวนกั๋วกง องค์หญิงใหญ่ไม่อาจตัดสินแล้วอย่างไร ขอเพียง...ขอเพียงท่านซื่อจื่อมีใจให้นาง ฝ่าบาทจะทำอะไรเขาได้

คิดไม่ถึงว่าเทียบเชิญที่ส่งไปนั้น ซื่อจื่อจะรับเอาไว้จริงๆ!

จ้าวซีซื้อรู้สึกคล้ายเดินอยู่บนปุยเมฆ ความสุขเอ่อล้นออกมาจากใจของนาง อยากประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ท่านซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์ดั่งดอกบัวหิมะบนภูเขาหิมะมีใจให้นางจริงๆ!

วันที่นัดหมาย คือวันนี้ จ้าวซีจื้อตื่นมาแต่งตัวแต่เช้า นางแต่งหน้าทำผมไปหลายรอบ เสื้อผ้าก็เปลี่ยนไปหลายตัว แม้กระทั่งปลอกเล็บ ก็เปลี่ยนมาหลายอัน นางเปลี่ยนทุกอย่างหลายรอบ กระทั่งมั่นใจว่าตนงดงามไร้ที่ติ ค่อยออกจากจวนด้วยความพอใจ

เผยโย่วมาถึงก่อนแล้ว มีบ่าวรับใช้ยืนอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นนางบ่าวรับใช้ก็เปิดประตูให้เงียบๆ จ้าวซีจื้อเพียงแค่คิดว่าท่านซื่อจื่อรอนาง หัวใจของนางก็เต้นแรง ตอนที่นางเดินข้ามธรณีประตู ขาอ่อนแรงเล็กน้อย โชคดีที่เสี่ยวเถาพยุงนางไว้

“น้อมทักทายท่านซื่อจื่อเจ้าค่ะ” เพิ่งเดินเข้ามา จ้าวซีจื้อก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม

ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการออกจากจวนเงียบๆ อีกทั้งชายหญิงพบเจอกันเป็นการส่วนตัว จ้าวซีจื้อจึงสวมหมวกม่าน นางโน้มตัวลงเช่นนี้ จึงมองเห็นภาพตรงหน้าไม่ชัด ได้ยินเพียงเสียงอ่อนโยนของชายหนุ่ม “คุณหนูจ้าว เชิญนั่งขอรับ”

จ้าวซีจื้อหัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม

นางถอดหมวกม่าน ภาพตรงหน้าสว่างและชัดเจนขึ้นมาก เมื่อเงยหน้าขึ้น ที่ริมหน้าต่าง นางเห็นชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีฟ้า เกล้าผมด้วยกวานเงิน แม้จะเรียบง่ายทว่ากลับสง่ายิ่งนัก ดวงตาคู่สวย ไฝเล็กตรงสันจมูกนั้น ชวนหลงใหล

นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวซีจื้อเห็นเผยโย่วใกล้ขนาดนี้ ชั่วขณะหนึ่งหัวใจของนางหยุดเต้น รีบก้มหน้าลง ไม่กล้ามองหน้าเขาอีก

นางนั่งลงด้วยความกระวนกระวาย ขณะที่นางพยายามคิดคำพูดที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ คนตรงหน้าเอ่ยถาม “คุณหนูจ้าวคิดเห็นอย่างไรกับเสื้อผ้าของข้าในวันนี้”

จ้าวซีจื้อชะงัก เสื้อผ้า?

นางเงยหน้าขึ้น ดวงแก้มแดงระเรื่อยิ่งกว่าเดิม “ย่อม...ย่อมเหมาะกับท่านซื่อจื่อมาก”

“คุณหนูจ้าวคิดอย่างไรกับสีของเสื้อผ้าขอรับ” เผยโย่วถามอีก น้ำเสียงนิ่งสงบ ไม่แฝงความรักใคร่แต่อย่างใด

ทว่าจ้าวซีจื้อกลับไม่กล้าเงยหน้า นางทำได้เพียงตอบเสียงหวาน “งดงามเจ้าค่ะ...” ใบหน้าของนางแดงยิ่งกว่าเดิม

เผยโย่วมองคนตรงหน้าที่เวลานี้แก้มแดงระเรื่อ นางก้มหน้างุด เขาจึงไม่อ้อมค้อม “ได้ยินว่าคุณหนูจ้าวมักจะไปซื้อผ้าที่ร้านผ้าหลินซื่อ

จ้าวซีจื้อกะพริบตาปริบๆ ฉงนกับคำถามของเขา แล้วตอบ นางชอบไปซื้อผ้าที่ร้านผ้าหลินซื่อจริงๆ

“ข้าชอบสีฟ้า ก่อนหน้านี้ข้าถูกใจผ้าสีฟ้าผืนหนึ่งที่ร้านผ้าหลินซื่อ แม้จะมีเพียงตัวอย่างผ้า แต่ข้าก็ชื่นชอบยิ่งนัก เถ้าแก่บอกว่าคุณหนูซื้อผ้าที่มีเพียงพับหนึ่งไป เป็นความจริงหรือไม่ขอรับ”

คำพูดของเขาไร้ความหวาน จ้าวซีจื้อถึงขั้นรู้สึกว่า... คล้ายบทสนทนาในศาล?

นางเงยหน้าขึ้น ทั้งที่ท่านซื่อจื่อเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ทว่านัยน์ตาของเขากลับน่าเกรงขาม นางรีบหลบตาลง หัวใจเต้นแรงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างจากตอนแรกที่เดินเข้ามา

เผยโย่วชำเลืองมองหวังฉินเซิง หวังฉินเซิงหยิบภาพวาดที่เตรียมไว้ขึ้นมาวางบนโต๊ะ

“คุณหนูจ้าว ผ้านี้ยังอยู่ที่จวนหรือไม่ขอรับ”

จ้าวซีจื้อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง นางเห็นภาพวาดผ้าที่เสมือนจริงยิ่งนัก ทั้งสีและลวดลาย ทำให้นางอยากจะยื่นมือไปจับ อยากรู้ว่าตรงหน้าคือแผ่นกระดาษหรือผ้ากันแน่

“ผ้าผืนนี้...” จ้าวซีจื้อคุ้นตายิ่งนัก แค่ว่าชั่วขณะหนึ่งนางคิดไม่ออก

“เวลานี้ยังไม่ดึกมากนัก คุณหนูจ้าวไม่ต้องรีบร้อนขอรับ ค่อยๆ คิด” เผยโย่วเปิดหน้าต่าง ไม่มองนาง นั่งพิงเก้าอี้ แล้วมองการแสดงด้านล่าง คล้ายกำลังชม

จ้าวซีจื้อกระวนกระวายใจยิ่งนัก นาง...นางเคยซื้อผ้าที่ร้านผ้าหลินซื่อ ไม่ถึงร้อยพับแต่อย่างน้อยก็เจ็ดแปดสิบพับ ทุกครั้งนางซื้อผ้าเพียงชนิดเดียว แต่ซื้อทั้งหมด ไม่อนุญาตให้เถ้าแก่นำเข้าผ้าแบบเดิมอีก เพื่อเลี่ยงไม่ให้เหมือนคนอื่น

ท่าน...ท่านซื่อจื่อกำลังบอกอ้อมๆ ว่านางทระนงตน?

“คุณหนู คล้ายว่าคุณหนูจะชื่นชอบผ้าผืนนี้ เมื่อตอนเดือนสาม” เสี่ยวเถาพูดกระซิบ

ความเป็นจริงนางชอบผ้าสีสว่าง ผ้าสีฟ้าเช่นนี้นางรู้สึกเรียบเกินไป แต่เวลานั้นนางเห็นว่าผ้าพับนี้สวยมาก ทั้งยังราคาแพงที่สุด พับหนึ่งยี่สิบตำลึง

แพงที่สุด ย่อมดีที่สุด

ดีที่สุด จึงคู่ควรกับนาง

นางตัดสินใจซื้อ

ทว่าซื้อกลับไปไม่นาน สุดท้ายนางก็ไม่ชอบ จึง...

“ท่านซื่อจื่อชอบผ้าผืนนี้จริงๆ หรือเจ้าคะ” จ้าวซีจื้อจับผ้าเช็ดหน้าแน่น “ข้าเคยซื้อ แต่ว่า...”

นางอายที่จะบอกว่าตนได้ใหม่ลืมเก่า จึงพูดไปว่า “แต่หมัวมัวในจวน ชื่นชอบผ้าผืนนี้ ข้าจึงยกให้นางเจ้าค่ะ หากท่านซื่อจื่อชอบ ประเดี๋ยวกลับไป...”

“ไม่ต้องขอรับ” เผยโย่วถอนสายตากลับมาจากการแสดงบนเวที “แย่งของรักผู้อื่น ไม่ใช่การกระทำของสุภาพบุรุษ”

จ้าวซีจื้อโล่งอก ผ่านมาครึ่งปีแล้ว เกรงว่าหลี่หมัวมัวคงนำผ้าพับนั้นไปตัดเย็บแล้ว

ขณะที่นางกำลังจะพูดบางอย่าง เผยโย่วพูดขึ้น “ดึกมากแล้ว ฟ้าครึ้มถนนหนทางมืด คุณหนูจ้าวรีบกลับจวนเถอะขอรับ”

จ้าวซีจื้อ “?”

เมื่อครู่เพิ่งบอกว่ายังไม่ดึกมาก ตอนนี้บอกว่าดึกแล้ว?

“วันนี้มีคนคอยติดตาม ทั้งยังบอกที่จวนแล้ว ข้า...”

จ้าวซีจื้ออยากจะบอกว่า “ข้าชมการแสดงกับท่านซื่อจื่อจนจบได้” แต่แววตาของเผยโย่วที่ชมการแสดงอยู่นั้นค่อยๆ หม่นหมองลง ตามด้วยเย็นยะเยือก

นางหันไปมองการแสดงบนเวที ตัวละครกำลังขับร้อง “คุณหนูโย่วโย่ว ข้ารักคุณหนู พร้อมตกน้ำลุยไฟเพื่อคุณหนู อย่าพูดถึงน้ำในทะเลสาบในฤดูเหมันต์ แม้จะเป็นน้ำมันร้อนๆ ข้าก็พร้อมที่จะกระโดดลงไปช่วยอย่างไม่ลังเล!”

นางเอกตื้นตันใจจนน้ำตาคลอ กอดพระเอกแน่น “ท่านเวิน!”

ตึง...

เผยโย่วกระแทกแก้วน้ำชาในมือ จนเกิดเสียงดัง

จ้าวซีจื้อตกใจจนตัวสั่น

“ข้า...ข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ” เสียงของนางสั่นเล็กน้อย

ไม่ใช่เพราะเผยโย่วกระแทกแก้วแรง แต่เพราะแววตาของเขาในตอนนี้...ใบหน้าอ่อนโยน แต่แววตากลับเย็นยะเยือก คล้ายมีดาบแหลมคมซ่อนไว้ จ้าวซีจื้อที่อยู่ในเรือนมาตลอด จะเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร

เสี่ยวเถาก็ตกใจเช่นเดียวกัน นางรีบพยุงคุณหนูของตนเดินออกไป

ทันทีที่ทั้งสองออกไป ภายในห้องเงียบอย่างเห็นได้ชัด ได้ยินเพียงเสียงขับร้องของคนบนเวที เมื่อครู่หวังฉินเซิงมัวแต่สนใจคุณหนูจ้าว จึงไม่ได้สนใจการแสดงบนเวที เขากำลังแปลกใจว่าเหตุใดคุณชายจึงโมโหเช่นนี้ เผยโย่วพูด “เจ้าไปถามสิ นักแสดงบนเวทีมาจากที่ใด ผู้ใดเขียนบท ผู้ใดอนุญาตให้พวกเขาขึ้นแสดง”

หวังฉินเซิงเกาศีรษะ รีบทำตามคำสั่ง

ภายในห้องมีเพียงเผยโย่ว เขานั่งดูการแสดงหน้านิ่ง คุณชายเวินและคุณหนูโย่วโย่วรักกัน คนข้างล่างปรบมือเสียงดัง เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยัน ถึงขั้นมีคนพูดเล่นขึ้นมา “มาๆ มาเดากันสิว่า คุณหนูเวินจะสมปรารถนาเหมือนในบทละครหรือไม่”

แววตาของเผยโย่วเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม เขากัดฟันแน่น พูดกับคนที่อยู่นอกประตู “กู้เฟย”

กู้เฟยรีบเดินเข้ามา โน้มตัวคารวะ

“เจ้าไปพาตัวเวินหนิงบุตรีใต้เท้าเวินมาซะ” น้ำเสียงของเขาซ่อนความโมโหอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

กู้เฟยชะงัก เวินหนิงบุตรีใต้เท้าเวินสังกัดหงหลูซื่อ นางเป็นเพียงสตรี ให้เขาไปพาตัวนางมาตอนนี้ เอ่อ...

เขาเงยหน้าขึ้นมองฟ้า

เผยโย่ววางแก้วน้ำชาลง เงยหน้าขึ้น แววตานิ่งงัน ชำเลืองมองไปห้องข้างๆ ที่มีเพียงกำแพงกั้นกลาง “นางอยู่ห้องข้างๆ”

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 48 ตอนที่ 48