ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 49 ตอนที่ 49
ตอนที่ 49
เวินหนิงคิดไม่ถึงว่าจะมีคนบ้าเช่นนี้ เอาเรื่องของนางกับเผยโย่วไปใส่บทละคร โดยเปลี่ยนแค่เพศเท่านั้น ละครนี้...แสดงมานานเท่าใดแล้ว มีคนเคยดูมากเพียงใดแล้ว
“ท่านพ่อ คนพวกนี้ช่างบ้าเสียจริง ท่านรีบให้คนมาจัดการคณะละครเหล่านี้เร็ว!” เวินหนิงพูดติดขัด ครุ่นคิด อย่าให้เผยโย่วรู้เรื่องนี้เด็ดขาด...
ทว่าเพิ่งพูดจบ มีคนเคาะประตูห้อง บ่าวรับใช้เปิดประตู เห็นชายชุดดำยืนโน้มตัวคารวะด้านหน้าพร้อมกับพูด “ใต้เท้าเวินขอรับ ท่านซื่อจื่อเชิญคุณหนูเวินไปเสวนาที่ห้องข้างๆ ขอรับ”
เวินหนิง “...”
ขณะที่เวินถิงชุนกำลังจะลุกขึ้นยืน กู้เฟยโน้มตัวลงต่ำกว่าเดิม “ใต้เท้าเวินขอรับ ท่านซื่อจื่อเชิญคุณหนูเวินเพียงคนเดียวขอรับ” ขณะเวินถิงชุนลังเล เวินหนิงลุกขึ้นแล้ว “ท่านพ่อเจ้าคะ อาหนิงไปเพียงครู่หนึ่งเจ้าค่ะ”
หากเวลานี้นางไม่ไป ด้วยนิสัยแค้นต้องชำระของเผยโย่ว เขาต้องหาเรื่องท่านพ่อ หรือไม่ก็พี่ใหญ่และพี่รองแน่นอน
นางไม่ได้เป็นคนจ้างให้แสดงละครเรื่องนี้ นางไม่มีอะไรต้องกลัว
เวินถิงชุนขมวดคิ้วเป็นปม ชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานทั้งสองฝ่าย อยู่ในห้องเดียวกันไม่เหมาะสมเท่าใดนัก แต่เผยโย่วเป็นถึงซื่อจื่อจวนกั๋วกง ยามพบเจอตนต้องทำความเคารพอีกฝ่าย ทั้งยังต้องเรียกเขาว่า ‘ท่านซื่อจื่อ’ เวลานี้หากดึงดันจะไปด้วย ไม่ถูกกาลเทศะเท่าใด
เวินหลานและเวินฉีมองหน้ากันครู่หนึ่ง รู้ว่าเรื่องระหว่างเวินหนิงและเผยโย่วไม่ได้เกิดขึ้นมาเพียงสองสามวัน จึงไม่พูดอะไร
“หรงอวี้ เจ้าลงไปถามที่มาที่ไปของคณะละครและคนเขียนบทซะ” เวินถิงชุนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วหันไปพูดกับเวินหลาน
เวินฉีรีบวางแก้วน้ำชาในมือ “ข้าไปด้วยขอรับ”
…
ห้องอาหารข้างๆ เดินเพียงสองสามก้าวเท่านั้น แต่สองสามก้าวนี้ เวินหนิงคิดได้แล้ว ผู้ว่าจ้างคณะละครเหล่านี้ เกรงว่าจะเป็นพวกเดียวกับคนที่ผลักนางลงทะเลสาบ พยายามคิดหาวิธีต่างๆ จับคู่ให้นางกับเผยโย่ว
ผู้อยู่เบื้องหลัง ต้องเป็นศัตรูของเผยโย่วแน่นอน
สำหรับเรื่องที่ว่าเป็นฝีมือของใคร นางเดาไม่ออก กล่าวโดยสรุปเมื่อชาติก่อนเขามีปัญหากับขุนนางเกินครึ่งของราชสำนัก คนที่ไม่ชอบเขามีมากมาย ผู้ใดจะรู้ว่าเขาที่เพิ่งรับราชการเพียงครึ่งปี จะมีปัญหากับใคร
ทันทีที่เวินหนิงเข้ามาในห้อง นางได้กลิ่นหอมของเครื่องประทินผิวที่มีเพียงสตรีเท่านั้นที่ใช้ กลิ่นหอมนี้ ราคาน่าจะสูงลิ่ว
ที่แท้เมื่อครู่เขานัดเจอคนที่นี่ แต่ว่าเมื่อชมการแสดงแล้ว สตรีโมโหจึงลุกออกไป เขาจึงใช้นางเป็นที่ระบายอารมณ์เช่นนั้นหรือ
“คุณชายเจ้าคะ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าการแสดงในโรงน้ำชานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คุณชาย ตอนนี้ท่านเป็นซื่อจื่อจวนกั๋วกง เรื่องนี้ทำให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง คุณชายต้องทวงคืนความยุติธรรมให้ข้านะเจ้าคะ!” ยังไม่ทันเดินไปตรงหน้าเผยโย่ว เวินหนิงคุกเข่าลงแล้ว
เวินหนิงสู้เขา ด้วยนิสัยของเผยโย่ว เขานัดหมายกับสตรีอื่นแล้ว ไม่แน่อีกไม่กี่เดือน เขาอาจจะแต่งงานแล้วก็ได้!
ถึงอย่างไรในสายตาเขานางเป็นคนพูดจาเจ็บแสบ สองหน้า ทั้งยังไม่มีความสามารถ เป็นสตรีที่ไม่มีข้อดีใดๆ แม้แต่น้อย
เผยโย่วนั่งบนโต๊ะพร้อมกับถือน้ำชาเอาไว้ มองนางคุกเข่าบนพื้น ด้วยสีหน้านิ่งเฉย
เวินหนิงพูดต่อ “คำพูดของคุณชายในวันนั้น ข้าจำใส่ใจ ไม่มีเหตุผลป่าวประกาศเรื่องนี้ อีกอย่าง ข้าจะเอาเงินจากที่ใดมาว่าจ้างพวกคณะละคร! แม้จะอยากทำแต่ก็ไร้ความสามารถเจ้าค่ะ!”
เผยโย่วยกน้ำชาขึ้น จิบเบาๆ ยังคงเงียบ
เวินหนิงก้มหน้าลง พูดด้วยความสิ้นหวัง “ยิ่งไปกว่านั้น...ได้ยินว่าคุณชายเผยคือราชบุตรเขยในใจฝ่าบาท ข้าไม่กล้าเพ้อฝัน...”
เผยโย่ววางแก้วน้ำชาลง แล้วมองมาที่นาง “ข้าได้บอกหรือว่าคุณหนูเป็นคนแต่งบทละครข้างล่าง เหตุใดต้องรีบร้อนอธิบาย”
เวินหนิง “...”
ได้ นางโง่เขลา โปรดอย่าคาดหวังกับนาง
“ลุกขึ้นเถอะ” เผยโย่วปรายตามองไปที่เก้าอี้ว่างข้างๆ “นั่งลง”
พูดง่ายเช่นนี้เชียวหรือ?
เวินหนิงลุกขึ้นด้วยควาลังเล มองไปที่เขาอย่าง ‘หวาดกลัว’ นั่งลงข้างๆ ด้วยความระมัดระวัง
เผยโย่วมองไปที่นาง “คุณหนูเวิน คุณหนูตกลงไปในทะเลสาบเมื่อครั้งก่อน กระโดดลงไปเองหรือ”
เวินหนิงตกใจ คิดไม่ถึงว่าเผยโย่วจะคิดได้เร็วเช่นนี้ วันนั้นนางตอบไปตามเขา ยอมรับว่าตนเป็นฝ่ายกระโดดลงไปในทะเลสาบเอง...
หวนคิด เวินหนิงตัดสินใจ ทำหน้าเศร้าแล้วคุกเข่า จับชายเสื้อของเผยโย่ว “คุณชาย แท้จริงแล้ววันนั้น...วันนั้น...ข้าน้อยไม่ได้ขี้ขลาด แต่ว่าไม่ทันตั้งตัว หากรู้ว่าคุณชายตกลงไปในทะเลสาบ ข้าต้องกระโดดลงไปแน่นอน!”
“ดังนั้น คุณหนูไม่ได้กระโดดลงไปเองหรือ”
“เจ้าค่ะ...มีคนผลักข้า...” เวินหนิงพูดติดขัด “ตอนนั้นมืดมาก บนสะพานเต็มไปด้วยผู้คน ข้า...มองไม่เห็นว่าใครเป็นใคร...”
ดวงตาคมเฉียบของเผยโย่ว ฉายความเยือกเย็น
เวินหนิงเงยหน้าขึ้นมองเขา จากสีหน้าเขานางรู้ว่าเขาพอจะรู้แล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง
“แต่คุณชายโปรดเชื่อข้า แม้ไม่มีคนผลักข้า ข้าก็ยินดีกระโดด ความรู้สึกที่ข้ามีต่อคุณชาย...”
เผยโย่วไม่อยากจะเห็นหน้านางอีก เขาดึงเสื้อตนเองกลับมา “คุณหนูเวินกลับไปได้แล้ว”
ดีมาก ยังคงเย็นชาและไร้เยื่อใยเหมือนเดิม
เวินหนิงแกล้งทำเป็นอาลัยอาวรณ์ ลุกขึ้นช้าๆ จัดเสื้อผ้าของตนเอง แล้วเดินอ้อยอิ่งออกไป ทั้งยังหันกลับมาอีกครั้ง
แต่อย่างรวดเร็ว เวินหนิงเสียใจกับการชักช้าของตนอย่างมาก นางยังไม่ทันเดินออกจากห้อง จู่ๆ โรงน้ำชาก็วุ่นวาย ด้านล่างมีคนร้องตะโกนด้วยความตกใจ “ไฟไหม้ ไฟไหม้! หนีเร็ว!”
…
โรงน้ำชาไฟไหม้ ในคืนที่ลูกค้าเต็มร้าน ภาพรัชศกเจียเหอปีที่สิบแปดฉายขึ้นในความคิดของนาง เกิดขึ้นในฤดูเหมันต์ นางกับหลิงหลานอยากหนีออกจากเมืองหลวงช่วงชุลมุน จู่ๆ มีคนร้องตะโกน “กลุ่มกบฏมาแล้ว กลุ่มกบฏมาแล้ว หนีเร็ว!”
เพียงชั่วขณะหนึ่ง ท้องถนนชุลมุนวุ่นวาย คนจำนวนมากวิ่งไปที่ประตูทางใต้ มีทั้งสัมภาระ มีทั้งลูกน้อย ต่างฝ่ายต่างผลักกันไปมา มีคนวิ่งหนีออกไปได้ แต่ก็มีคนล้มลง ถูกเหยียบตายบนท้องถนน
โรงน้ำชาเต็มไปด้วยคน อีกทั้งพวกเขาก็อยู่บนชั้นสอง
ท่านพ่อ
เวินหนิงจะวิ่งออกไป แต่กลับถูกมือหนึ่งคว้าเอาไว้
“ไปกันเถอะ”
เวินหนิงเงยหน้าขึ้น เผยโย่ว? เหตุใดต้องคว้ามือนาง?
เขาพานางวิ่งผ่านห้องอาหารก่อนหน้านี้ของตน เวินหนิงขัดขืน “คุณชายเผย ท่านพ่อของข้ายังอยู่ในห้อง”
ทว่าราวกับเผยโย่วไม่ได้ยิน เขาพานางวิ่งไปข้างหน้า
ที่ชั้นหนึ่งวุ่นวายยิ่งนัก คล้ายว่าไฟจะลุกไหม้จากห้องครัว เหตุเพราะตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูเหมันต์ ดังนั้นไม่ว่าจะชั้นหนึ่งหรือบนชั้นสอง ล้วนจุดไฟ หากไฟไหม้ขึ้นมา ต้องลุกลากเร็วแน่ๆ
บันไดลงไปชั้นล่างเต็มไปด้วยผู้คน ไม่อาจใช้ได้ ห้องบางห้องบนชั้นสองเริ่มลุกไหม้แล้ว
เผยโย่วพาเวินหนิงไปจากบันได ย้อนกลับมาที่โถงทางเดิน
ด้านหลังโรงน้ำชามีสวนดอกไม้ ในฤดูเหมันต์เช่นนี้ไม่มีดอกไม้ใด เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน ไฟยังไม่ลุกลามไปถึง ออกไปทางนี้ได้ แต่หากจะไปที่สวนดอกไม้ ต้องกระโดดจากชั้นสอง...
“คุณชายเผย!” เผยโย่วจับมือเวินหนิงแน่น ไม่ว่านางจะขัดขืนเช่นไร เขาก็ไม่มีทีท่าจะปล่อยมือ นางเกือบจะร้องเรียกเขาด้วยชื่อเต็มแล้ว
แต่เมื่อมองเห็นสีหน้าซีดขาว มองเห็นแววตาของเขา เต็มไปด้วยความตกใจและกระวนกระวายอย่างที่นางไม่เคยพบเจอเมื่อชาติก่อน ไม่ว่านางจะพูดอะไร คล้ายเขาไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น เขาคว้ามือนางแน่น หยุดลงบนทางเดิน
“ซื่อจื่อ ข้าพาพวกท่านลงไปเองขอรับ” กู้เฟยเดินตามหลังมาตลอด เขามีวรยุทธ์ การพาพวกเขากระโดดลงไปทีละคนไม่ใช่ปัญหา
แต่เขาเพิ่งเข้ามาใกล้ เผยโย่วดึงตัวเวินหนิงไปด้านหลัง มองอีกฝ่ายด้วยความไม่ไว้วางใจ
กู้เฟยชะงัก เขารู้ดีว่าตนคือคนที่จวนกั๋วกงเลี้ยงดู ซื่อจื่อกลับมาเพียงครึ่งปียังไม่เชื่อใจเขา แต่สีหน้าไม่ไว้วางใจที่แสดงออกมาชัดเจนเช่นนี้ เขาเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก
เวินหนิงตกตะลึง เหตุใดเผยโย่วจึงทำเหมือนว่านางต่างหากที่เป็นพวกเดียวกับเขา
วินาทีต่อไป เผยโย่วกอดเอวเวินหนิง เท้าแตะระเบียง กระโดดลงไป
ลมหนาวพัดผ่านใบหน้า เวินหนิงเพิ่งตกลงบนพื้น เผยโย่วก็รีบพานางวิ่งออกไปทันที แม้กระทั่งกู้เฟยยังรั้งท้าย
เขาวิ่งห่างจากโรงน้ำชา ไกลจากเพลิงไหม้ จู่ๆ เผยโย่วก็หยุดลงกะทันหัน
แทบจะไม่ได้ยินเสียงชุลมุนในโรงน้ำชาแล้ว บนถนนฉังอันมีทหารที่กำลังวิ่งไปทางโรงน้ำชา เผยโย่วหยุดลงในตรอกซอยแห่งหนึ่ง ในตรอกซอยมีหิมะที่ยังไม่ละลาย ยามลมพัดผ่าน หนาวเย็นยิ่งนัก
เวินหนิงไม่รู้ว่าตนวิ่งตามเขาทันได้อย่างไร นางแทบจะหายใจไม่ทัน โชคดีที่วันนี้นางสวมรองเท้าข้อยาว มิเช่นนั้นรองเท้าคงตกบนท้องถนนแล้ว
เผยโย่วหยุดนิ่ง คล้ายไอบางๆ ลอยออกมาจากนัยน์ตาของเขา แล้วค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เขามองเวินหนิงด้วยความแปลกใจ เมื่อหันกลับไป พบว่าไฟกำลังไหม้โรงน้ำชา เมื่อก้มหน้าลง ตนกำลังจับข้อมือซ้ายของเวินหนิง
ขมวดคิ้ว รีบปล่อยมือ
เวินหนิงถูกเขาจับมืออย่างแรงจนแทบหัก เมื่อเขาปล่อยมือ นางส่งเสียง “ซี๊ด”
“ขอโทษ” เผยโย่วเบือนหน้าหนี เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย
เวินหนิงนวดข้อมือ มองเผยโย่วด้วยความฉงน
สีหน้าของเขาไม่ซีดขาวอีกแล้ว แววตากลับมานิ่งสงบเหมือนเดิม นี่ต่างหากคือสีหน้าที่นางคุ้นชิน นี่คือสีหน้าที่ควรจะเป็นของเผยโย่วในชาตินี้
แต่คล้ายว่าเขาเพิ่งดึงสติกลับมาได้ เมื่อครู่ตอนเขามองนาง แล้วหันไปมองโรงน้ำชา คล้ายมีความสับสน ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเวินหนิงรู้จักเขาเป็นอย่างดี นางจึงดูออก
ความสับสนนั้นทำให้นางมีความรู้สึกบางอย่าง
คล้ายเผยโย่ว...ไม่รู้ตัวว่าเมื่อครู่ตนทำสิ่งใดลงไป