ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 50 ตอนที่ 50

#50บทที่ 50

ตอนที่ 50

เวินหนิงไม่มีเวลาคิดถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของเผยโย่ว ถึงขั้นไม่มีอารมณ์แสดงละครต่อหน้าเขา หลังจากข้อมือฟื้นตัวกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง นางก็รีบวิ่งไปที่โรงน้ำชาทันที

แม้จะรู้ว่ามีพี่ชายทั้งสองคนอยู่ เวินถิงชุนไม่มีทางเป็นอะไร แต่นางยังคงเป็นห่วง เพราะเมื่อชาติก่อนนางและครอบครัวไม่ได้ออกมาดูละครในเวลานี้ ทั้งยังไม่เคยได้ยินเรื่องไฟไหม้ในโรงน้ำชา

อาจจะเพราะตอนนั้นนางกำลังมีความสุขที่จะได้แต่งงานกับเสิ่นจิ้น ข่าวไฟไหม้ในโรงน้ำชาจึงผ่านหูนางไปเท่านั้น จำไม่ได้แต่อย่างใด

ตอนที่นางกลับไปถึง โชคดีที่สามพ่อลูกยืนอยู่หน้าโรงน้ำชา เวินหลานและเวินฉีกำลังจะเข้าไปตามหานาง

“ท่านพ่อ! พี่ใหญ่ พี่รอง!” เวินหนิงรีบวิ่งไป

เพราะวันที่สองก็คืนส่งท้ายปีก่อนแล้ว หลิงหลานกำลังเตรียมอาหารในคืนส่งท้ายปีเก่า จึงไม่ได้ติดตามออกมาด้วย ทว่าเมื่อเห็นนายท่านและคุณชายทั้งสองที่ใบหน้าเปรอะเปื้อน เสื้อผ้ามีรอยไหม้ จึงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

เมื่อนางและเวินหนิงกลับไปถึงห้อง จึงถามด้วยความเป็นห่วง “คุณหนู แม้คุณหนูจะดูเหมือนไม่เป็นเช่นไร แต่ว่าคุณหนูบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ”

เวินหนิงเล่าเรื่องที่นางเพิ่งเล่าให้เวินถิงชุน เวินหลานและเวินฉีฟังบนรถม้าเมื่อครู่ ให้หลิงหลานฟังอีกรอบหนึ่ง

บอกเพียงว่าผู้ติดตามของท่านซื่อจื่อมีวรยุทธ์ พานางและเขากระโดดลงมาจากชั้นสอง ดังนั้นนางจึงไม่ถูกไฟไหม้แม้แต่น้อย

หลิงหลานถามต่อว่าเหตุใดจึงเจอท่านซื่อจื่อ เวินหนิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงน้ำชาให้หลิงหลานฟัง แม้จะดึกมากแล้วก็ตาม พร้อมกับด่าทอพวกคนนำเรื่องของนางกับเผยโย่วไปแต่งเป็นละครด้วยกัน

ตอนที่นางล้มตัวลงนอน ยามจื่อแล้ว

ค่ำคืนนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย หลังกลับมานางคุยกับหลิงหลานอยู่นาน เวินหนิงควรจะทั้งง่วงและเหนื่อย แต่เมื่อนางหลับตาลง ภาพเผยโย่วจับมือนาง ป้องนางไว้ข้างหลัง มองกู้เฟยด้วยความไม่ไว้วางใจฉายขึ้นมา

นางรู้จักกู้เฟย

เขากับถูไป๋เหมือนกัน เป็นมือซ้ายและมือขวาของเขา ชาติก่อนติดตามรับใช้เผยโย่วมาโดยตลอด คือผู้ใต้บังคับบัญชาฝีมือดีของเขา

เขาไม่ให้กู้เฟยเข้าใกล้นางเนี่ยนะ

อีกทั้งสองอยู่ในตรอกซอยเล็กๆ บนถนนฉังอัน แววตาสับสนใต้แสงจันทร์นั้น รวมถึงรีบปล่อยมือนางตอนดึงสติกลับมา

เกิดอะไรขึ้นกับเผยโย่วกันแน่

หรือว่าเขาจะจับพิรุธของนางได้แล้ว เล่นละครไปตามน้ำ?

เวินหนิงครุ่นคิด

อีกด้านหนึ่ง จวนกั๋วกงในเวลานี้ เผยโย่วก็นอนไม่หลับเช่นเดียวกัน ห้องหนังสือของเขาจุดไฟส่องสว่าง หน้าต่างและประตูปิดสนิท ด้วยเหตุนี้อากาศในห้องจึงอุ่นมาก แม้จะเป็นฤดูเหมันต์ แต่กู้เฟยก็เหงื่อแตก ถึงขั้นเหงื่อเม็ดโตไหลอาบแก้ม

เผยโย่วนั่งอยู่บนโต๊ะ เชิงเทียนวางไว้ข้างๆ ทว่าสีหน้าของเขายังคงหม่นหมอง ชำเลืองมองกู้เฟยที่คุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้น

เผยโย่วเงียบ กู้เฟยก็ไม่กล้าส่งเสียง เกรงว่าวันนี้เขาคงทำความผิดร้ายแรงบางอย่าง

เปลวเทียนส่งเสียง “พรึ่บ” แววตาของเผยโย่วหม่นหมองลงยิ่งกว่าเดิม เขาถาม “คืนนี้เจ้าเห็นอะไรบ้าง”

กู้เฟยเหงื่อแตก เม็ดเหงื่อ “หยด” ลงบนพื้น

“ข้าน้อย...” กู้เฟยรู้ดีว่าท่านซื่อจื่อไม่ใช่คนอ่อนโยนอย่างที่เห็น แววตาเคร่งขรึมที่จับจ้องมานั้น ทำให้เขากดดันยิ่งนัก คุกเข่าสองข้าง ก้มคำนับ “ข้าน้อยไม่เห็นอะไรทั้งนั้นขอรับ!”

เผยโย่ววางมือไว้บนโต๊ะ ในมือควงมีดเล่น ฝักดาบทำจากเงินแท้ ด้านบนสลักลวดลายงดงาม แค่มองก็รู้ว่าไม่ใช่มีดทั่วไป

เขามองไปที่ดอกบัว ถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “ข้าถามว่า ตั้งแต่ออกมาจากห้องกระทั่งออกมาจากโรงน้ำชา เจ้าเห็นอะไรบ้าง”

กู้เฟยตัวแข็งทื่อ ไม่เข้าใจในสิ่งที่เผยโย่วพูด

เขาติดตามเผยโย่วมานาน เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเผยโย่วมีวรยุทธ์ ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่าจอหงวนมีวรยุทธ์ เขาจึงคิดว่าเผยโย่วเจตนาปิดบังเรื่องนี้

แต่ไฟไหม้โรงน้ำชาในวันนี้ ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ คุณชายจะพาคุณหนูเวินหนีไฟ ความลับจึงเปิดเผย เขาในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยากรักษาชีวิตตนเอง ย่อมต้องแสดงความจงรักภักดี ตอบไปว่าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น

ทว่าเมื่อเผยโย่วถามอีก เขาจึงสับสน

เผยโย่วไม่ได้พูดอะไร เขาเงียบแล้วมองไปที่กู้เฟย กู้เฟยคิดครู่หนึ่ง เลือกพูดตามความจริง “ท่านซื่อจื่อขอรับ หลังจากไฟไหม้โรงน้ำชา ท่านพาคุณหนูวิ่งออกไปจากห้อง แต่เพราะที่บันไดเต็มไปด้วยผู้คน อีกทั้งไฟลุกลามไปทั่วชั้นหนึ่งและเริ่มลามขึ้นชั้นสอง ท่านน่าจะคิดว่าหนีออกจากโรงน้ำชาทางบันไดไม่ปลอดภัย จึงพาคุณหนูเวินวิ่งย้อนกลับมายังโถงทางเดินแล้วตรงไปที่สวนดอกไม้ด้านหลังโรงน้ำชาขอรับ”

“ข้าน้อยเป็นห่วงกลัวว่าท่านซื่อจื่อกับคุณหนูเวินกระโดดจากชั้นสองลงไปชั้นหนึ่งแล้วจะเป็นอันตราย จึงเสนอตัวพาพวกท่านหนี แต่ว่า...” กู้เฟยสุดลมหายใจเข้า “แต่ว่าท่านปฏิเสธ แล้วพาคุณหนูเวินกระโดดลงไปด้วยตนเองขอรับ จากนั้นก็รีบพานางวิ่งออกไปจากโรงน้ำชา”

พูดจบ กู้เฟยคำนับอีกครั้งทันที “ท่านซื่อจื่อ กู้เฟยเป็นผู้ติดตามของท่าน ซื่อจื่อบอกว่ากู้เฟยเห็นสิ่งใด กู้เฟยก็เห็นสิ่งนั้นขอรับ!”

พูดจบเขาก้มหน้าบนพื้น ไม่ลุกขึ้น

ชั่วขณะหนึ่งภายในห้องหนังสือเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียง กู้เฟยไม่รู้ว่าเผยโย่วกำลังคิดอะไร รู้แค่ว่าดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองมาที่เขา แต่เขายังคงรู้สึกกดดันยิ่งนัก ซื่อจื่อไม่ตัดสินเสียที

ผ่านไปนาน เสียงเพล้งดังขึ้น มีดตกลงตรงหน้าเขา

ราวกับน้ำเย็นสาดตั้งแต่หัวจรดเท้า หัวใจของกู้เฟยจมดิ่งลงก้นเหว

เป็นจริงตามคาด ท่านซื่อจื่อ...ไม่เชื่อใจเขา

เหงื่อยังคงไหลไม่หยุด เหงื่อบนแผ่นหลังที่หนาวเย็นแนบชิดกระดูก กู้เฟยมองมีดเล่มนั้น กัดฟันแน่น

นายสั่งให้ตาย ย่อมต้องตาย

เขาทำได้เพียงใช้ความตายพิสูจน์ความภักดี

กู้เฟยเก็บมีดขึ้นมา ดึงออกจากฝัก มองมีดที่คมเฉียบ ไม่ลังเล หลับตาลง ยกมีดขึ้นแทงหัวใจตนเอง

“ช้าก่อน” เผยโย่วพูด

กู้เฟยชะงัก มือถือมีดที่แทงหัวใจไปประมาณสองนิ้วหยุดลง

เผยโย่วเงยหน้าขึ้น “ข้ายกมีดเล่มนี้ให้เจ้า”

มือของกู้เฟยสั่นเทา เหงื่อไหลไม่หยุด

“กลับไปทำแผลให้เรียบร้อย” เผยโย่วพูดเสียงเรียบ

กู้เฟยเก็บมีด คำนับอีกครั้ง ลุกขึ้นแล้วเดินออกไป

เขาเพิ่งเดินออกไป เผยโย่วขมวดคิ้ว ถึงขั้นยกมือขึ้นนวดระหว่างคิ้ว

ครั้งที่สอง

ช่วยนางตอนจมน้ำในวังหลวงหนึ่งครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง

หากบอกว่าครั้งนั้นจู่ๆ เขาก็ไม่ช่วยจ้าวซีจื้อ แล้วไปช่วยเวินหนิงแทน เช่นนั้นครั้งนี้เล่า ครั้งนี้นับตั้งแต่ได้ยินคนในโรงน้ำชาตะโกนว่าไฟไหม้ ตอนที่เขาดึงสติกลับมาอีกครั้ง เขาจับมือเวินหนิงและยืนอยู่บนถนนฉังอัน

ระหว่างนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างเขาไม่รู้เลย เช่นเดียวกับตอนอยู่ในน้ำเมื่อคราวก่อน

คล้ายมีคนควบคุมความรู้สึกนึกคิดของเขา

“คุณชาย” เสียงร้องเรียกขัดจังหวะความคิดของเผยโย่ว

เผยโย่วมองไปที่หน้าต่าง “เข้ามา”

ถูไป๋กระโดดเข้ามาผ่านช่องหน้าต่าง

“คุณชาย สืบได้ความแล้วขอรับ!” เมื่อครู่ตอนอยู่ที่โรงน้ำชา ถูไป๋ได้ยินจ้าวซีจื้อบอกว่ายกผ้าผืนนั้นให้หมัวมัว เขาจึงรีบไปสืบ สืบเรื่องนี้ตลอดทั้งคืน แล้วรีบกลับมา

เผยโย่วหยุดคิดฟุ้งซ่าน “เป็นอย่างไรบ้าง”

ถูไป๋ประสานมือพูด “หลี่หมัวมัว มีหลานชายคนหนึ่งชื่อหลี่อัน เขาเป็นทหาร เมื่อครึ่งปีก่อนเขาเคยตัดเสื้อผ้าด้วยผ้าสีฟ้าผืนนั้นจริงๆ ขอรับ อีกทั้งวันเกิดเหตุ เขาไม่ได้เข้าเวร”

นิ้วทั้งห้าของเผยโย่วกำหมัดแน่น ถาม “เขาอยู่ที่ใด”

ถูไป๋พูด “หยุดปีใหม่ขอรับ เมื่อหลายวันก่อนเพิ่งกลับบ้านเกิด แต่ทหารรักษาการณ์มีวันหยุดมากสุดแค่เจ็ดวันเท่านั้น วันที่สี่เขาน่าจะกลับมาแล้วขอรับ”

ขนตางอนยาวเรียงแพร เผยโย่วเคาะโต๊ะ ครู่หนึ่ง เขาพูดขึ้น “จับตาต่อไป อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น”

“คุณชายวางใจขอรับ” ถูไป๋โค้งคำนับจะเดินออกไป

“พรุ่งนี้” จู่ๆ เขาก็พูดขึ้น “เจ้ากับกู้เฟย เอาตัวพวกคณะละครในโรงน้ำชามาที่จวนกั๋วกง”

กู้เฟย?

“อีกเรื่องหนึ่ง ไปสืบสิว่าไฟไหม้วันนี้คืออุบัติเหตุ หรือมีคนลอบวางเพลิง”

ถูไป๋รับคำสั่ง “ขอรับ”

เรื่องที่แสดงในโรงน้ำชา แสดงมานานเกือบครึ่งเดือนแล้ว เริ่มตั้งแต่งานเลี้ยงจบลงประมาณสองวัน ก็เริ่มมีการแสดงเรื่องนี้แล้ว!

แค่ว่าตลอดระยะเวลามานี้คนตระกูลเวินงานยุ่ง จึงไม่รับรู้

อาหารค่ำคืนวันที่สามสิบ จึงรับประทานอย่างไม่มีความสุขเท่าใดนัก

แม้เวินถิงชุนจะส่งคนไปไล่พวกคณะละครตั้งแต่ยามจื่อ แต่พวกเขาก็หายไปแล้ว ทว่าเรื่องนี้แสดงมานานเกือบครึ่งเดือน ทั้งยังเป็นครึ่งเดือนก่อนปีใหม่ที่ครึกครื้นที่สุด เกรงว่าคนทั้งเมืองหลวงคงจะดูกันหมดแล้ว

เวินหนิงไม่รู้สึกอะไร นับตั้งแต่นางวางแผนให้เผยโย่วเกลียดนาง นางก็ไม่คาดหวังว่าชาตินี้ชื่อเสียงของตนจะไม่เสียหาย แต่เวินถิงชุนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เมื่อคิดว่าท่านพ่อไม่สบายใจ นางจึงเศร้าไปด้วย

ความเป็นจริงคืนนั้นหลังกลับมาจากงานเลี้ยง คนในครอบครัวถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนั้นนางบอกปัดไป ไม่ได้เล่าความจริงให้ฟัง นางคิดว่าเวินถิงชุนจะโมโหเพราะเรื่องนี้ ทว่าคิดไม่ถึงตอนอยู่บนโต๊ะอาหาร เวินถิงชุนไม่ตำหนินาง แต่กลับถามนาง “อาหนิง ลูกบอกพ่อมาตามตรง ลูกรักท่านซื่อจื่อเผยจริงๆ หรือ มอบใจให้เขาไปหมดแล้วจริงหรือ”

ไม่ได้เค้นถาม ไม่ได้ตำหนิ น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งนัก

เวินหนิงชะงัก

น้ำเสียงและสีหน้านี้ของเวินถิงชุน นางคุ้นเคยอย่างมาก นางถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ นางซุกซน ชอบสิ่งใดล้วนต้องได้สิ่งนั้น

ทุกครั้งที่นางทำเช่นนี้ เวินถิงชุนก็จะถามนาง “อาหนิงอยากได้จริงๆ หรือ”

ขอเพียงนางพยักหน้า ไม่ว่าจะแพงเพียงใด บ้าเพียงใด เขาล้วนทำให้นาง

“อาหนิง หากลูกอยากจะแต่งงานกับท่านซื่อจื่อเผย พ่อจะช่วยลูกคิดหาวิธีเอง “เวินถิงชุนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

เวินถิงชุนคิดเช่นนี้จริงๆ เขามีลูกสาวเพียงคนเดียว ฮูหยินของเขาคลอดลูกคนนี้โดยใช้ชีวิตเข้าแลก ตลอดสิบกว่าปีมานี้เวินหนิงเปรียบดั่งแก้วตาดวงใจของเขา เขาไม่อยากเห็นนางเสียใจ สำหรับสตรีการแต่งงานเหมือนเกิดใหม่ครั้งที่สอง เขาอยากจะให้นางได้แต่งงานกับคนที่นางรัก

หากนางรักท่านซื่อจื่อเผยถึงขั้นนี้ เขาก็ยอมเดิมพันดูสักครั้ง

เวินหนิงตกใจกับคำถาม รีบพูด “ท่านพ่อ อาหนิงเปล่าเจ้าค่ะ! อาหนิงตัดใจจากเขาตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อนแล้ว ตกน้ำในงานเลี้ยงครั้งนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุ เรื่องราวในละครนั่น ก็บิดเบือน...ท่านพ่อ ท่านถามพี่ใหญ่กับพี่รองได้เจ้าค่ะ อาหนิงไม่ได้ข้องเกี่ยวกับซื่อจื่อเผยมานานแล้ว”

เวินหลานพยักหน้า “ท่านพ่อ งานเลี้ยงคืนนั้นลูกเห็นแล้วขอรับ อาหนิงคุยเล่นกับคุณหนูต้วนอย่างมีความสุข ไม่ได้วิ่งตามซื่อจื่อเผยต้อยๆ เหมือนในละคร”


เวินฉีหยิบแก้วเหล้าขึ้นมา ขมวดคิ้ว “ท่านพ่อ เรื่องนี้เกรงว่าจะมีคนใช้น้องเป็นเครื่องมือ พวกตระกูลใหญ่ซับซ้อน อีกทั้งซื่อจื่อรับราชการเพียงครึ่งปี ได้ยินว่าเป็นคนเด็ดขาด คาดว่าคงทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ จึงมีคนอยากจะใช้น้องสาวเป็นเครื่องมือทำลายชื่อเสียงของเขาขอรับ”

เวินถิงชุนขมวดคิ้ว มองไปที่เวินหนิง “อาหนิง แม้พ่อจะไม่ได้เป็นขุนนางขั้นที่หนึ่ง แต่พ่อรับราชการมานาน หากลูก...”

“ท่านพ่อ ลูกไม่อยากแต่งงานกับเขาจริงๆ เจ้าค่ะ” เวินหนิงรีบพูด “ข้าแต่งงานกับใครก็ได้ แต่ไม่มีวันแต่งงานกับเผยโย่ว!”

ถ้อยคำนี้นางพูดจากใจจริง นางทำทุกอย่างแทบตาย หวังว่าเวินถิงชุนจะไม่ทำให้ทุกสิ่งที่นางทำไปไร้ค่า!

เวินถิงชุนเห็นลูกสาวพูดด้วยความจริงใจไม่ได้โกหก จึงถอนหายใจ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ดีที่สุดแล้ว ปีนี้แม่ของลูกจากไปเป็นปีที่สิบห้าแล้ว พรุ่งนี้ลูกไปค้างที่วัดฉือเอินสักสองสามวัน สวดภาวนาให้แม่”

สวดมนต์เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น พรุ่งนี้วันปีใหม่ มีแขกมาที่จวนมากมาย ละครเรื่องนั้นแสดงมานานครึ่งเดือน เวินถิงชุนไม่อยากให้ผู้อื่นนินทาเวินหนิง

เวินหนิงเข้าใจ วัดฉือเอินอยู่ชานเมือง เช่นนั้นนางก็ยิ่งเป็นอิสระไม่ใช่หรือ

เวินหนิงตอบตกลงทันที

วันส่งท้ายปีที่ผ่านมา คือวันที่จวนกั๋วกงครึกครื้นที่สุด วันนี้องค์หญิงใหญ่จะออกจากห้องพระ ชมการแสดงกับทุกคน แล้วร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน

จวนกั๋วกงใจกว้าง ในวันนี้บ่าวรับใช้ก็จะได้ซองแดงเช่นเดียวกัน บางซองแดงมีเงินมากกว่าค่าแรงทั้งปีของพวกเขาเสียอีก

ปีนี้ท่านซื่อจื่อกลับมา องค์หญิงใหญ่และกั๋วกงเผยใบหน้ายิ้มแย้ม พวกบ่าวรับใช้ก็พากันยิ้มแย้ม คิดว่าคืนนี้ต้องได้ซองแดงซองใหญ่แน่นอน พวกเขาตั้งใจทำงานกันมาก

แค่ว่าการแสดงที่สองเพิ่งเริ่มขึ้น องค์หญิงใหญ่ผู้อ่อนโยนโมโหถึงขั้นโยนแก้วน้ำชาทิ้ง “สามหาว! กล้าดีมาจากที่ใด จึงกล้าแสดงละครเช่นนี้!”

องค์หญิงใหญ่หรงหวาเกิดในราชวงศ์ ตอนสาวๆ เคยช่วยสนับสนุนฮ่องเต้เจียเหอ ด้วยเหตุนี้ทุกคนที่เกรงกลัวในอำนาจของราชวงศ์จึงคุกเข่าทันที ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม พวกคณะละครสารภาพหมดเปลือก เผยเซ่าคิดที่ว่าตนวางแผนแยบยลถูกสาวถึง

ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำขององค์หญิงใหญ่ ทำให้เผยเซ่าและเคอซื่อมารดาของเขา ถูกไล่ออกจากจวน เหลือไว้เพียงเผยหลิงวัยเจ็ดขวบ อยู่ในจวนกั๋วกง

แม้ตลอดหลายปีมานี้กั๋วกงเผยจะไปแค่เรือนของเคอซื่อ แต่อย่างไรนางก็เป็นเพียงอนุภรรยา นายหญิงของจวนประกาศกร้าวแล้ว ทางด้านเผยกั๋วกงไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด ปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการขององค์หญิงใหญ่

จวนกั๋วกงไม่แม้แต่จะรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน เคอซื่อและเผยเซ่าคำนับอ้อนวอนที่โถงใหญ่ องค์หญิงใหญ่โมโห บอกให้เผยโย่วกลับเรือนตนเอง ทางด้านเผยกั๋วกงมองอาหารบนโต๊ะ ไม่ได้พูดอะไร เดินกลับเข้าห้องตนเอง

“ซู่จือ เจ้ากับคุณหนูเวิน มีความสัมพันธ์กันอย่างไรกันแน่” ตอนที่สองแม่ลูกรับประทานอาหารร่วมกัน แม่นมชุนเตรียมหม้อไฟไว้ให้ทั้งสอง ภายในห้องอบอุ่นยิ่งนัก ทำให้คำถามขององค์หญิงใหญ่ไม่ได้เย็นชาเท่าใด

แต่ความจริงองค์หญิงใหญ่ยังคงโมโห เพียงคิดว่าซื่อจื่อจวนกั๋วกงถูกเขียนเป็นตัวละคร ‘คุณหนูโย่วโย่ว’ นางก็ยิ่งโมโห

อีกทั้งเรื่องนี้แสดงในเมืองหลวงนานครึ่งเดือนแล้ว คนของนางหูหนวกตาบอดกันหมดแล้วหรือ จึงไม่มีผู้ใดรู้! หรือเป็นเพราะนางไม่ยุ่งเรื่องทางโลกนาน พวกเขาจึงคิดว่านางเป็นเพียงมีดเก่าสนิมเกราะ ไม่น่ากลัวแล้ว

“นับตั้งแต่ลูกกลับจวนกั๋วกง ก็ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับนางแล้วขอรับ” อยู่จวนกั๋วกงมานานครึ่งปีแล้ว เผยโย่วสนิทสนมกับองค์หญิงใหญ่มากขึ้น รินเหล้าอุ่นๆ ให้นาง “ท่านแม่อย่าโมโหเลยขอรับ ทำให้ผู้อื่นสมหวังเสียเปล่า”

พูดถึงเรื่องนี้ องค์หญิงใหญ่ตบโต๊ะ หัวเราะในลำคอ “พวกโง่เขลา ไม่รู้กำลังตน”

“ท่านแม่ใจเย็นขอรับ” เผยโย่วยื่นเหล้าให้องค์หญิงใหญ่

องค์หญิงใหญ่เห็นเผยโย่วสนิทสนมกับตนมากขึ้น อารมณ์จึงดีขึ้นเล็กน้อย หยุดพูดถึงเผยเซ่า รับประทานอาหารและคุยเรื่องงานในกรมโยธา

ขณะที่เผยโย่วกำลังจะลุกออกไป นางพูด “ในทุกปีแม่จะไปสวดมนต์ที่วัดฉือเอิน วันนี้อากาศหนาว แม่ขออยู่ในจวนกั๋วกง ลูกไปแทนแม่นะ”

ดวงตาสีนิลของเผยโย่วว่างเปล่า เขาไม่พูดอะไร ตอบกลับสั้นๆ “ขอรับ”

แม่นมชุนที่อยู่ด้านหลังรู้ว่าองค์หญิงใหญ่อยากจะให้ซื่อจื่ออกไป เพื่อจะได้จัดระเบียบจวน พร้อมให้คนในเมืองหลวงรู้ว่า จวนกั๋วกงยังคงเป็นจวนกั๋วกง ไม่ใช่ใครที่พวกเขาคิดอยากจะปั้นเรื่องล้อเลียนได้

แค่ว่าชื่อเสียงด้านลบเช่นนี้ นางไม่อยากให้ซื่อจื่อแบกรับ

หลังจากเผยโย่วออกไป แม่นมชุยนวดไหล่ให้องค์หญิงใหญ่ พร้อมกับถาม “องค์หญิงใหญ่เจ้าคะ วันนี้นายท่านยังไม่ได้รับประทานมื้อค่ำ ให้บ่าวส่งอาหารไปที่ห้องหนังสือไหมเจ้าคะ”

องค์หญิงใหญ่หลับตาลง ปล่อยให้แม่นมนวดไหล่ ไม่ตอบคำถาม

แม่นมชุดจึงพูดต่อ “องค์หญิงใหญ่เจ้าคะ ตอนนี้ท่านซื่อจื่อกลับมาแล้ว วันนี้องค์หญิงไล่เคอซื่อออกจากจวน นายท่านไม่พูดอะไรแม้แต่น้อย ตลอดหลายปีมานี้นายท่านทำดีกับนางแค่เพราะสืบทอดตระกูลเท่านั้น...”

ยิ่งไปกว่านั้น เคอซื่อคืออนุภรรยาที่องค์หญิงใหญ่ยัดเยียดให้ท่านกั๋วกง ตอนนี้ท่านซื่อจื่อกลับมาแล้ว เคอซื่อก็ถูกไล่จากจวนแล้ว เหตุใดยังต้อง...

“ไม่ต้อง” องค์หญิงใหญ่ลืมตา ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้อง “หม้อไฟวันนี้กนแล้วร้อนในง่าย ประเดี๋ยวเจ้าให้คนชงชาดับร้อนไปที่เรือนชิงฮุย”

แม่นมชุยจนปัญญา ทำได้เพียงถอนหายใจ “เจ้าค่ะ”

เผยโย่วที่เวลานี้ควรกลับถึงเรือนชิงฮุยแล้ว ถูกคนขวางทางไว้

เผยเซ่าคุกเข่าระหว่างทางเดินกลับไปที่เรือนชิงฮุย เมื่อเห็นเผยโย่วก็ร้องไห้อ้อนวอน “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่! ข้าผิดไปแล้ว! ข้าเจ้าเล่ห์! ท่านโปรดเมตตา เห็นแก่ที่ข้าเด็กกว่าท่านหลายปี อภัยให้ข้าสักครั้ง! ข้าไม่กล้าแล้วขอรับ!”

เผยโย่วหยุดเดิน มองน้องชายที่คุกเข่าบนพื้น ตอนนี้ดึกมากแล้ว เขามองเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัดเท่าใดนัก

เผยเซ่าเช็ดน้ำมูกและน้ำตา เขาคิดไม่ถึงว่าเรื่องเล็กแค่นี้จะไปถึงหูองค์หญิงใหญ่! พี่ใหญ่คนนี้ของเขาหน้าตานิ่งๆ เขาคิดว่าพี่ใหญ่เพียงปากเก่งเท่านั้น อย่างมากก็แค่มาคุยกับเขา คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นแก่หน้าของตน จ้างคณะละครมาถึงจวนกั๋วกง!

ทำให้เขากับท่านแม่ถูกไล่ออกจากจวน

“พี่ใหญ่ ข้าถูกคนหลอกใช้ หน้ามืดไปชั่วขณะ! พี่ใหญ่ พี่ให้อภัยข้าสักครั้งเถอะขอรับ!” เผยเซ่าไม่หวงศักดิ์ศรีของตนอีกต่อไป เขาใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองตั้งแต่เด็ก ออกไปจากจวนกั๋วกง เขาจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร

ท่านพ่อกับท่านแม่ เป็นสามีภรรยากันมานานสิบกว่าปี เป็นพ่อของเขามานานสิบกว่าปี แต่วันนี้กลับไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว! เขาจึงทำได้เพียงมาขอร้องเผยโย่ว

ทว่าเผยโย่วเพียงมองเขา ปล่อยให้เขาคำนับ ไม่พูดไม่จา

เผยเซ่าเงยหน้าขึ้น เห็นดวงตาสีนิลคู่นั้น แตกต่างจากปกติ เวลานี้แววตาของคนตรงหน้าเย็นชา มองมาที่เขา ดั่งกำลังมองของตายอย่างไรอย่างนั้น

เผยเซ่าหยุดร้องไห้ ส่วนลึกในแววตาของเผยโย่วฉายความเย้ยหยัน

เผยโย่วก้าวเท้าเดินผ่านเขาไป ตอนเดินผ่านเหยียบนิ้วมือของเขาอย่างไม่ไยดี

เผยเซ่าตกตะลึงจนลืมความเจ็บปวด ตอนที่เขาดึงสติกลับมา หันหน้าไปด่าแผ่นหลังนั้น “เผยโย่ว! พี่คือคนบ้าที่ไม่มีหัวใจ”

เผยโย่วไม่แม้แต่จะหันกลับมา เดินเข้าไปในเรือนชิงฮุย ลมหนาวเย็นพัดนำถ้อยคำนั้นมาที่หูของเขา

เขาเลิกคิ้วขึ้น

เขาไม่มีหัวใจเช่นนั้นหรือ

ก็จริง

ไม่ว่าจะหวังโย่ว หรือว่าเผยโย่ว ล้วนยากจะผูกมิตรกับผู้อื่น

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 50 ตอนที่ 50