ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 40 ตอนที่ 40

#40บทที่ 40

ตอนที่ 40

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูคิดว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ ชุดใดสวยเจ้าคะ”​ พวงแก้มของหลิงหลานแดงระเรื่อ ความสุขทอประกายออกมาจากแววตา นางชี้ไปบนโต๊ะ “เครื่องประดับเหล่านี้ด้วยเจ้าค่ะ คุณหนูคิดว่าควรจะเข้ากับเสื้อผ้าชุดใด”

เวินหนิงกำลังอ่านนิยาย อ่านอย่างออกรส นางปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจ “สวยทุกตัว”

หลิงหลานเดินไปริบนิยายจากเวินหนิง “คุณหนูเจ้าคะ! คุณหนูตั้งใจหน่อยสิเจ้าคะ! พรุ่งนี้จะเข้าวังหลวงแล้ว ปีหนึ่งมีโอกาสเช่นนี้แค่ครั้งสองครั้ง คุณหนูยังไม่สนใจอีก”

“เอ๊! ข้ากำลังอ่านถึงตอนสำคัญ!” เวินหนิงลุกขึ้นยืนด้วยความไม่สบอารมณ์

หลิงหลานไม่ยอมแพ้ “คุณหนูของบ่าว! เรื่องสำคัญตอนนี้คือพรุ่งนี้คุณหนูจะเข้าวังหลวง งานเลี้ยงฉลองวันขึ้นปีใหม่ในครั้งนี้ฮองเฮาเป็นคนเชิญ แจ้งอย่างชัดเจนแล้วว่าจัดขึ้นเพื่อชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน ฮองเฮาทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรคุณหนูไม่เข้าใจอีกหรือเจ้าคะ”

นี่เป็นงานเลี้ยงวสันต์ เปิดโอกาสให้บรรดาคุณหนูคุณชายมาเจอกัน

ฮองเ​ฮาช่างเมตตายิ่งนัก แต่คุณหนูของนางกลับไม่สนใจ ไม่ว่าจะถามสิ่งใดก็ไม่ใส่ใจ ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องแต่งงานแม้แต่น้อย

เวินหนิงถอนหายใจ มองหลิงหลานเตรียมเครื่องประดับและเสื้อผ้า พยักหน้าแล้วพูด “สวยทุกอย่าง ทุกปีที่ผ่านมาเจ้าเป็นคนเตรียมให้ข้ามาโดยตลอด เช่นนั้นก็เตรียมตามที่เจ้าคิดว่าดีก็แล้วกัน อย่าให้สะดุดสายตาจนเกินไปและอย่าเรียบง่ายจนเกินไป”

เฮ้อ ในปีที่ผ่านๆ มานั้น เวินหนิงไม่ต้องกังวลเรื่องแต่งงาน แต่ในปีนี้หากยังคงทำเหมือนเดิม แล้วนางจะเลือกสามีที่ถูกใจได้อย่างไร

เวินหนิงรู้ดีว่าหลิงหลานกำลังคิดอะไร อุ้มโถน้ำร้อนแล้วนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง “พี่ใหญ่และพี่รองยังไม่แต่งงาน ข้าจะรีบร้อนอะไรเล่า พรุ่งนี้ให้พวกท่านพี่หาพี่สะใภ้ที่ถูกใจให้ได้ก่อน”

“พวกท่านหนอ...” หลิงหลานส่ายหน้าด้วยความจนปัญญา “เจตนาทำให้นายท่านหนักใจกันจริงๆ!”

แต่ละคนถึงวัยที่ควรแต่งงานแล้ว แต่กลับยังไม่ยอมแต่งงาน

“องค์หญิงเจอเหออายุยี่สิบสองแล้ว ยังไม่มีคู่หมั้นไม่ใช่หรือ” เวินหนิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ

“ฮองเฮาก็ร้อนใจยิ่งนักเจ้าค่ะ จึงจัดงานเลี้ยงวันพรุ่งนี้ขึ้นอย่างไรเล่าเจ้าคะ”

เวินหนิงเบ้ปาก หยิบนิยายขึ้นมาพร้อมกับกอดโถน้ำร้อนแน่นขึ้น

นี่ก็เดือนสิบสองแล้ว เมื่อคืนหิมะตกหนัก ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้อาจจะตกอีกก็ได้ นางเป็นคนหนาวง่าย ไม่อยากไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันปีใหม่อะไรนั่นจริงๆ

เวลานี้เมื่อชาติก่อน งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นเช่นเดียวกัน แค่ว่าตอนนั้นงานแต่งงานของนางและเสิ่นเจิ้นกำหนดฤกษ์แล้ว นางแต่งงานออกเรือนหลังเทศกาลปีใหม่

ด้วยเหตุนี้นางและเสิ่นจิ้นจึงไม่ไปร่วมงาน

หลังจากจบการสอบคัดเลือกฤดูวสันต์ ได้ยินว่าเสิ่นจิ้นกลับไปประจำที่ชายแดนอีกครั้ง ใกล้วันขึ้นปีใหม่ ตามหลักเขาควรกลับมาได้แล้ว

หากเขากลับมา พรุ่งนี้เขาต้องไปร่วมงานเลี้ยงแน่นอน

ไม่ใช่แค่เขา เผยโย่วก็ไปร่วมงานเลี้ยงเช่นเดียวกัน

ครึ่งปีหลังมานี้นางแทบไม่ออกจากจวน นางไม่เคยพบเจอเผยโย่วอีกเลย ช่วงสารทฤดูที่ชาติก่อนนางกับเขากลับมาเจอกัน นางถึงขั้นปฏิเสธงานชมดอกเก๊กฮวยและใบเฟิงหลายครั้ง แม้แต่เวินหลานและเวินฉีมาชวนนาง นางก็ยืนกรานไม่ออกไป ชาตินี้จึงแตกต่างจากชาติที่แล้ว ในเส้นเวลาเดิมของนางกับเผยโย่ว จึงไม่เคยเจอกัน

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้นางอยากจะเจอเขา

ทุกครั้งที่เจอเขานางต้องแสดงละคร นางควรแสดงละครอย่างไรจึงจะสมเหตุสมผล

เวินหนิงเพียงคิดกรู้สึกหงุดหงิด เหตุใดฮ่องเต้เจียเหอจึงไม่พระราชทานคู่สมรสให้เผยโย่ว

เมื่อชาติก่อนฮ่องเต้เจียเหออยากจะยกองค์หญิงเจาเหอที่ท่านรักมากที่สุดให้เผยโย่ว ถึงขั้นเปลี่ยนกฎข้อที่ไม่ให้ราชบุตรเขยรับราชการ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในงานเลี้ยงฉลองวันปีใหม่ครั้งนี้ เกิดขึ้นในเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ในอีกครึ่งปีหลัง

เวลานั้นเขารับนางเข้าไปในเรือนหลังแล้ว ไม่รู้ว่าเอาความกล้ามาจากที่ใด จึงกล้าขัดคำสั่ง และไม่รู้ว่าสุดท้ายทำเช่นไร ฮ่องเต้เจียเหอจึงไม่ลงโทษเขา

ชาตินี้ ‘รักแรก’ ของเขาไม่ปรากฏตัว หากฮ่องเต้เจียเหอพระราชทานคู่สมรส เขาน่าจะไม่ปฏิเสธ

พรุ่งนี้นางแกล้งป่วยดีหรือไม่

เช่นนั้นนางจะได้ไม่ต้องเจอเผยโย่วอีกครึ่งปี

เวินหนิงมองหลิงหลานที่กำลังตั้งใจจัดเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้ตน

ช่างเถอะ หากนางแกล้งป่วย ไม่ใช่แค่หลิงหลานเท่านั้นที่ไม่ยอม เวินถิงชุนโมโหจนล้มป่วยขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องดี

“พรุ่งนี้ไม่ว่าจะบุตรเอกหรือบุตรอนุ ล้วนต้องไปร่วมงานใช่หรือไม่” ​เวินหนิงนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ เอ่ยถาม

หลิงหลานพยักหน้า “คุณชายใหญ่ว่าเช่นนั้นเจ้าค่ะ”

เวินหนิงเลิกคิ้วขึ้น สายตาของนางกวาดมองนิยาย ทว่าไม่ได้อ่านเนื้อความแม้แต่น้อย

หากเป็นเช่นนี้ ไปสักครั้งก็ไม่เป็นเช่นไร

นางเก็บนิยาย เดินไปตรงหน้าเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่แขวนเอาไว้ “ข้าเลือกเอง”

ตั้งแต่เผยโย่วกลับจวนกั๋วกง ทุกคนในจวนร่วมกันรับประทานมื้อค่ำด้วยกัน

ค่ำคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน

บรรพบุรุษจวนกั๋วกงเคยสร้างคุณงามความดี บรรดาศักดิ์ ‘เจิ้นกั๋วกง’ จึงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน เวลานี้เผยกั๋วกงเป็นผู้สืบทอด ความเป็นจริงเขาไม่เคยเป็นทหารมาก่อน ก่อนจะพบเจอองค์หญิงใหญ่ เขาคือบัณฑิตผู้สอบได้อันดับสามในการสอบคัดเลือกฤดูวสันต์ปีนั้น

เพราะราชบุตรเขยไม่อาจรับราชการ เผยกั๋วกงจึงไม่มีตำแหน่งในทางราชทาน ในตอนนั้นองค์หญิงใหญ่และเผยกั๋วกงต่างฝ่ายต่างมีใจให้กัน หลังจากแต่งงานทั้งสองรักใคร่กันมาก ทำให้ผู้คนอิจฉา

ตามหลักแล้วชีวิตของพวกเขาควรจะมีความสุข หากท่านซื่อจื่อไม่หายตัวไป

เผยกั๋วกงในตอนนี้แก่ชรา ผมขาวโพลน สายตาพร่ามัว ทางด้านองค์หญิงใหญ่สวดมนต์ไหว้พระมานานหลายปี ความสัมพันธ์ของทั้งสองแตกต่างจากวันวาน ไม่แม้แต่จะนั่งข้างกัน

บนโต๊ะอาหารมีอนุภรรยาอีกคนหนึ่ง คืออนุภรรยาที่องค์หญิงใหญ่รับมาด้วยตนเอง หลังจากซื่อจื่อหายตัวไป อนุภรรยามีบุตรชายสองคน คนหนึ่งอายุสิบแปด อีกคนเพิ่งเจ็ดขวบเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้แม้จะเป็นครอบครัวเดียวกัน ทว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ได้ครึกครื้น ถึงขั้นเงียบและวางตัวอย่างระมัดระวัง

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ต่างคนต่างกลับห้องของตนเอง เผยกั๋วกงเดินกลับเข้าไปในห้องหนังสือ มีเพียงองค์หญิงใหญ่เท่านั้นที่บอกให้เผยโย่วอยู่ต่อ

สมัยสาวๆ องค์หญิงใหญ่งดงามยิ่งนัก แต่เพราะความทุกข์ทรมานในการตามหาบุตรชายตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ความงามของนางลดลง แม้นางไม่ได้แก่ชราเหมือนเผยกั๋วกง ทว่าผมของนางขาวโพลนทั้งสองข้าง หนังตาตก มองแล้วอายุเยอะกว่าฮูหยินหวังมาก

แต่อย่างน้อยเวลานี้แววตาของนางทอประกาย สายตาที่มองเผยโย่วเปี่ยมไปด้วยความดีใจและคาดหวัง

“ซู่จือ พรุ่งนี้เข้าวังหลวง ลูกมีแผนอะไรหรือไม่”

ชื่อเดิมของซื่อจื่อคือเผยเหิง ด้วยเพราะอายุยังน้อย จึงไม่ได้ตั้งชื่อทางการ ทว่าก่อนจะกลับเข้าตระกูล องค์หญิงใหญ่พูดถึงเรื่องนี้ จึงใช้ ‘ชื่อ’ และ ‘ชื่อทางการ’ เดิม หนึ่งเพื่อระลึกถึงบิดามารดาเลี้ยงทั้งสอง ตลอดหลายปีมานี้เผยโย่วชินแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

สาวใช้เก็บโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว ยกน้ำชาเข้ามา เผยโย่วจิบน้ำชา พูด “เรื่องนี้ไม่รบกวนท่านแม่ขอรับ ลูกย่อมพิจารณาด้วยตนเอง”

เห็นชัดว่าคำตอบนี้ทำให้องค์หญิงใหญ่ไม่พอใจ “หลังจากเทศกาลปีใหม่ลูกก็จะอายุยี่สิบสองแล้ว หากเป็นครอบครัวอื่น หลานๆ คงวิ่งกันทั่วจวนแล้ว แต่ลูกกลับไม่มีแม้กระทั่งสาวใช้ห้องข้าง...”

พูดถึงครึ่งหนึ่ง หยุดชะงัก “หัวใจของลูกมีเจ้าของแล้วหรือ ได้ยินว่าระยะหลังมานี้ลูกตามหาคนคนหนึ่ง ลูกตามหาใครบอกแม่ได้หรือไม่”

เผยโย่ววางน้ำชาลง ยิ้มบางๆ “สหายของลูกเมื่อครั้นตอนเป็นเด็กเท่านั้นขอรับ”

ต่อด้วย “ภาพที่ท่านแม่ส่งมาข้าจะกลับไปตั้งใจดูขอรับ”

พูดเช่นนี้องค์หญิงใหญ่ค่อยสบายใจขึ้นบ้าง

ก่อนหน้านี้องค์หญิงใหญ่สั่งให้คนส่งภาพวาดหญิงสาวที่มาร่วมงานเลี้ยงมาที่เรือนชิงฮุย ให้เผยโย่วพิจารณาดูก่อน หากมีคนที่เขาถูกใจ พรุ่งนี้จะได้ดูว่าตัวจริงของสตรีเป็นเช่นไร

หากราบรื่น งานเลี้ยงปีใหม่ในครอบครัวจะได้ให้ฮ่องเต้พระราชทานคู่สมรส เมื่อเข้าฤดูวสันต์จะได้ทำการสู่ขอ

คิดถึงตรงนี้ องค์หญิงใหญ่พูดเสริม “ซู่จือ ลูกน่าจะรู้ว่า ชีวิตคู่ของลูก ไม่อาจตัดสินตามใจตนเอง”

อีกความหมายหนึ่งก็คือ ไม่ใช่สตรีทุกคนจะแต่งเข้าจวนกั๋วกงได้

หลังจากเผยโย่วกลับมา องค์หญิงใหญ่ยังคงใช้เวลาส่วนมากในห้องพระ แม้นางไม่ได้สนใจเรื่องภายนอก แต่ยังคงมีคนส่งข่าวให้นาง

เผยโย่วกำลังตามหาชายหรือหญิง นางย่อมรู้ดี

“ท่านแม่วางใจขอรับ” ขนตางอนยาวของเผยโย่ว ตอนเงยหน้าขึ้นมา แววตาของเขาทอประกาย อ่านสายตาของเขาไม่ออก “หากไม่มีเรื่องใดแล้ว ซู่จือขอตัวก่อนขอรับ”

องค์หญิงใหญ่พยักหน้า ผายมือให้เขาถอยออกไป

แค่ว่าหลังจากเผยโย่วเดินออกไป องค์หญิงใหญ่ถอนหายใจเฮือกใหญ่

แม่นมชุยที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบนวดไหล่ให้ทันที เข้าใจความหมายของเสียงถอนหายใจนี้ พูดปลอบโยน “ท่านซื่อจื่อไม่ได้โตมากับองค์หญิง เพิ่งกลับเข้าจวนไม่ถึงหนึ่งปี นานวันเข้า ย่อมดีขึ้นเจ้าค่ะ”

แม้จะพูดเช่นนี้ แต่นางรู้สึกว่าท่านซื่อจื่อเย็นชา กลับจวนมานานแล้ว ดูอ่อนโยนและใส่ใจ อบรมสั่งสอนบ่าวรับใช้ได้ดี แต่ความเป็นจริงสำหรับทุกคนในจวนกั๋วกง ท่านซื่อจื่อให้ความรู้สึกห่างเหินอย่างบอกไม่ถูก

องค์หญิงใหญ่ไม่ได้พูดอะไร ยกน้ำชาขึ้นมาจิบ หลุบตาลงซ่อนเร้นความรู้สึกของนาง

เรือนชิงฮุยเงียบสงบที่สุดในจวนกั๋วกงแล้ว เริ่มแรกครึกครื้นอยู่บ้าง ทว่าเวลาไม่ถึงครึ่งเดือน ท่านซื่อจื่อก็ไล่คนออกจนเกือบหมด มีเพียงหวังฉินเซิงที่ติดตามมาจากตระกูลหวังและบ่าวรับใช้เฝ้าประตูสองคนเท่านั้น ที่ได้อยู่ในเรือนชิงฮุ9+ย ไม่มีแม้กระทั่งสาวใช้คอยทำความสะอาดเรือน

คนในจวนต่างไม่เข้าใจ แต่หวังฉินเซิงรู้ดี

ตอนตระกูลหวังย้ายจากหลิงหนานมายังเมืองหลวงไม่ถึงสองปี การค้าของหวังฝูดีขึ้น มีเงินทองมากขึ้น หวังฝูจึงซื้อสาวใช้สองคนเพื่อมาช่วยดูแลฮูหยินหวัง แต่ว่า...

เฮ้อ...

ผิดที่คุณชายของเขารูปงาม ทั้งยังเป็นคนมีความสามารถ สตรีคนใดบ้างที่จะไม่ชอบ

ไม่ให้มีสาวใช้ในเรือน แต่อย่างน้อยก็ต้องแต่งงานกระมัง!

เวลานี้หวังฉินเซิงมองภาพวาดกองโตบนโต๊ะ เขาดีใจอย่างมาก รอคุณชายกลับมาเปิด จะได้เป็นบุญตาของเขา

อาจเพราะดีใจจนเกินไป เขาตั้งใจจะปัดฝุ่น แต่ด้วยความไม่ระวังจึงทำให้ภาพวาดหล่น

ม้วนภาพวาดหล่นลงพื้น คลี่ออก เผยให้เห็นภาพหญิงสาม

หวังฉินเซิงก้มลงเก็บ เขาหยุดชะงัก

หน้าตางดงาม ดวงตาน่าหลงใหล แค่ภาพวาด ยังสะกดสายตาเช่นนี้ ตัวจริงจะเป็นเช่นไร...

เอ๊! เขาคล้ายจะเคยพบเจอสตรีคนนี้มาก่อน?

ภาพคุณชายรูปงามเมื่อครึ่งปีก่อนฉายขึ้นมา ดังนั้นสตรีคนนี้คือ...คุณหนูตระกูลเวิน?

ตอนเผยโย่วเดินเข้ามาในห้องหนังสือ เขาเห็นหวังฉินเซิงเก็บภาพวาดขึ้นมาพอดี อีกฝ่ายคลี่ภาพวาด มุมปากฉีกกว้าง แววตาเปี่ยมไปด้วยความเขินอาย

เผยโย่วอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

“คุณชาย” หวังฉินเซิงเห็นเผยโย่วเข้ามา จึงม้วนเก็บภาพวาด แล้ววางไว้ด้านบนสุด

“เป็นความปรารถนาดีขององค์หญิงใหญ่ เมื่อครู่บ่าวจัดภาพวาดไปรอบหนึ่งแล้ว คุณชายลองดูสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ"

เผยโย่วเดินไปแล้วหยิบม้วนภาพวาดด้านบนสุด คลี่ออกบนโต๊ะ

หวังฉินเซิงกำลังจะดูท่าทีของคุณชายตอนเห็นคุณหนูตระกูลเวิน ทว่าอีกฝ่ายกลับหยิบพู่กันขึ้นมา แต้มน้ำหมึก แล้วบรรเลงลงบนใบหน้าของคุณหนูเวิน

เอ่อ...

ก็จริง คุณหนูเวินงดงาม แต่ว่านิสัยก้าวร้าวเกินไป ไม่แปลกที่คุณชายไม่ชอบ

แต่ว่าปกติคุณชายไม่แสดงออกทางสีหน้า คุณชายเก็บความรู้สึกเก่งที่สุด การทำให้คุณชายเกลียดชังได้ถึงขั้นนี้...ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

วันที่สอง หิมะตกจริงๆ ทั้งเมืองหลวงปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ให้ความรู้สึกงดงามอีกแบบ

ยังไม่ถึงยามโหย่ว รถม้าของตระกูลต่างๆ ก็เริ่มทยอยกันออกเดินทาง มุ่งหน้าไปยังวังหลวง

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 40 ตอนที่ 40