ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 39 ตอนที่ 39

#39บทที่ 39

ตอนที่ 39

ต้นเดือนห้า อากาศในเมืองหลวงเริ่มร้อน หลิงหลานเกือบจะลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเวินหนิงคือคนที่ให้ความสำคัญกับมารยาทสตรี ยึดถือเรื่องมารยาท

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ เวินหนิงทำตามสัญญา นางไม่ทำเรื่องเกินงามใดๆ อีก ผ่านช่วงเวลากักบริเวณไปนานแล้ว แต่เวินหนิงยังคงไม่ค่อยออกนอกเรือน

ทว่าเมื่อเวินหนิงหยุดดื้อรั้น นางกลับรู้สึก...ไม่ค่อยสบายใจ?

จวนเวินมีคุณหนูเพียงคนเดียว ทุกคนต่างปรารถนาให้นางได้ทำตามอำเภอใจ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เวลานี้เวินหนิงนั่งอยู่บนโต๊ะหินอ่อนในสวน เช่นเดียวกับเมื่อชาติก่อน ฟังชวนซิ่งเล่าเหตุการณ์ไฟไหม้ตระกูลหวังให้นางฟัง แค่ว่าถ้วยน้ำชาในมือตกแตกตั้งแต่ประโยคแรกที่ได้ยิน

“สองสามีภรรยาตระกูลหวังเสียชีวิต?” คุณชายอี๋ชุนช่วยพวกเขาแล้วไม่ใช่หรือ

“ใช่” ชวนซิ่งกดหัวไหล่เวินหนิง “น่าเสียดายจริงๆ พวกเขาเลี้ยงดูซื่อจื่อจนเติบโต เป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง ชีวิตดีๆ กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว แต่กลับจากไปเช่นนี้”

เวินหนิงแปลกใจ คุณชายอี๋ชุนไม่น่าใช่คนที่รับเงินแล้วไม่ทำงานเช่นนี้ ทั้งยังหลอกลวงนาง เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับศพในตระกูลหวัง หรือว่าคุณชายอี๋ชุนช่วยคู่สามีภรรยาตระกูลหวังแล้ว หาศพอื่นมาแทนที่เช่นนั้นหรือ

แล้วเหตุใดต้องเปลืองแรงทำในสิ่งที่ตนไม่ได้ประโยชน์เช่นนี้ด้วย?

ถึงว่าคราวก่อนเขาเรียกนางไป อยากจะเอาเงินจากนางอีก หรือว่าจะเป็นเพราะเรื่องนี้ เรื่องแค่นี้ต้องเก็บเงินเพิ่มอีกห้าพันตำลึง? พ่อค้าหน้าเลือดจริงๆ!

“บ่าวรับใช้ที่ติดตามท่านซื่อจื่อโชคดี คืนนั้นเขาอยู่ที่จวนกั๋วกง จึงรอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้” ชวนซิ่งพูดต่อ “มิเช่นนั้นจากความรุนแรงของเพลิงไหม้ในคืนนั้น ว่ากันว่าทั้งตระกูลหวัง รวมถึงต้นไม้ในตระกูลถูกไฟไหม้จนไม่เหลือซาก หากบ่าวรับใช้อยู่ในตระกูลหวังคงไม่อาจเอาชีวิตรอดได้!”

“บ่าวรับใช้ไม่ได้อยู่ในตระกูลหวัง?” เวินหนิงตกตะลึง

แตกต่างจากชาติก่อน ชาติก่อนตายสามคน นางจำได้ดี

“ใช่ ว่ากันว่าบ่าวรับใช้คนนั้นติดตามซื่อจื่อไป ชีวิตต่อจากนี้คงไม่เหมือนเดิมแล้ว” บ่าวรับใช้ใหญ่ในตระกูลชั้นสูง สูงศักดิ์ยิ่งกว่าคุณหนูในตระกูลธรรมดา จึงไม่ต้องพูดถึงบ่าวรับใช้คนสนิท

เวินหนิงตักขนมเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ

เมื่อชาติก่อนบ่าวรับใช้คนสนิทของเผยโย่วชื่อว่าถูไป๋ นางไม่เคยเจอหวังฉินเซิงมาก่อน ชาตินี้ แตกต่างกับชาติที่แล้ว ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

“ไฟไหม้ได้อย่างไรเจ้าคะ สืบทราบแล้วหรือยัง” เวินหนิงถาม

เมื่อชาติก่อนเพราะเชิงเทียนในห้องหวังฉินเซิงล้ม จึงทำให้เกิดไฟไหม้ ครั้งนี้หวังฉินเซิงไม่อยู่ในเรือน แล้วไฟไหม้ได้อย่างไร

“ว่ากันว่าเชิงเทียนในห้องหวังฝูและฮูหยินหวังล้ม น่าจะเป็นเพราะทั้งสองนอนหลับสนิท จึงไม่รู้ตัว”

เชิงเทียนล้มอีกแล้ว?

เวินหนิงบีบขนมในมือ รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

“จิงจ้าวฝู่คอยดูแลเรื่องนี้หรือเจ้าคะ” เวินหนิงถาม

“ใช่ เจ้าเมืองจิงจ้าวทำคดีนี้ด้วยตนเอง” ชวนซิ่งเห็นน้องสาวกินขนมหลายชิ้นแล้ว จึงรินน้ำชาให้นาง “ว่ากันว่าทำดีด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เดิมทีอยากจะชันสูตรศพ แต่ซื่อจื่อฝังนำศพไปฝังตั้งแต่คืนวันนั้นแล้ว ทั้งยังไม่ยอมให้เปิดโลงศพ จึงไม่ได้มีการชันสูตร”

ไม่ให้ความสำคัญกับการตายของบิดามารดาเลี้ยงขนาดนี้เชียวหรือ

หึ

ใจจืดใจดำเลือดเย็นจริงๆ

ไม่สิ ไม่มีหัวใจต่างหาก

“วันนี้พี่รองกลับจวนใช่ไหมเจ้าคะ” เวินหนิงไม่อยากกินขนมและไม่อยากดื่มน้ำชาแล้ว นางเช็ดมุมปาก ลุกขึ้นยืน “พวกเราไปหาพี่รองกันเถอะเจ้าค่ะ”

จวนกั๋วกงในเดือนห้า ท้ายที่สุดแขกในจวนก็ลดน้อยลง

เจอตัวซื่อจื่อที่หายสาบสูปไปนานกว่าสิบเก้าปี ทั้งยังได้รับตราประทับจากฮ่องเต้เจียเหอ นับตั้งแต่ปลายเดือนสี่จวบจนต้นเดือนห้า มีคนมาแสดงความยินดีแทบจะทุกวัน

หวังฉินเซิงมองคุณชายของตนที่ย้ายจากตระกูลหวังมายังจวนกั๋วกง เปลี่ยนจากหวังโย่วมาเป็นเผยโย่ว ไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด คล้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้คุณชายไม่เคยหายไปจากจวนกั๋วกง เป็นคุณชายของจวนกั๋วกงมาโดยตลอด

หวังฉินเซิงไม่กล้ารอช้า หลังจากจัดการพิธีศพของหวังฝูและฮูหยินหวัง เขาก็รีบไปเรียนรู้เรื่องมารยาทจากแม่นมชุยและกู้เฟย

ระยะเวลาครึ่งเดือนกว่า กิริยาวาจาของเขาแตกต่างจากเดิมมาก

เวลานี้เขายืนเฝ้าอยู่ริมสระบัวที่อยู่นอกเรือนชิงฮุย เผยโย่วไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมาย หวังฉินเซิงก็รู้ทันทีว่าตนต้องดูต้นทางให้คุณชาย

เผยโย่วอยู่ในศาลาริมสระบัว คล้ายกำลังวาดภาพดอกบัวในต้นฤดูคิมหันต์ แต่แท้จริงแล้วมีใครคนหนึ่งอยู่ด้วย คนๆ นั้นกำลังคุยกับเผยโย่ว

หวังฉินเซิงนึกสงสัย คุณชายของเขารู้จักชายคนนี้ตั้งแต่เมื่อใด ระยะหลังมานี้เขามาพบคุณชายบ่อยครั้ง แต่ครั้งละไม่นาน ตอนนี้หวังฉินเซิงเข้าใจแล้ว เรื่องบางอย่างคุณชายไม่พูด เขาก็ไม่ถาม

คนที่กำลังโน้มตัวรายงานเรื่องต่างๆ ให้เผยโย่วในศาลาคือ ถูไป๋

แตกต่างจากเมื่อก่อนตอนเจอกันยามค่ำคืน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแต่งกายด้วยชุดสีขาวทั้งตัว ทำให้ใบหน้าของเขาคมชัดมากขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำ ทำให้เผยโย่วได้ยินอย่างชัดเจน “ทำตามคำสั่งของคุณชายเรียบร้อยขอรับ รอพวกเขาพร้อมใช้งาน เกรงว่าต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง”

เผยโย่วกำลังวาดภาพใบบัว เขาพยักหน้า “ไม่รีบ ข้าเชื่อในความสามารถของเจ้า”

ถูไป๋หยิบตราคำสั่งที่ทำจากเหล็กดำขึ้นมา พูดว่า “นับตั้งแต่วันนี้พวกเขาจะฟังคำสั่งของผู้ครอบครองตราคำสั่ง ตราคำสั่งเท่ากับคำสั่งของนาย เชิญคุณชายดูขอรับ”

เผยโย่วกวาดตามอง “เจ้าเก็บไว้ก่อนเถอะ”

ถูไป๋ชะงักครู่หนึ่ง ไม่ได้ถอนมือที่ยื่นค้างไว้

“ในเมื่ออาจารย์เซี่ยงเลือกเจ้า ข้าย่อมไว้วางใจเจ้า” เผยโย่วหยุดพู่กัน ลุกขึ้น มองไปยังสระบัวเขียวขจี เขาหัวเราะเบาๆ “เจ้ารู้ดีว่าคนที่ข้าเชื่อใจได้มีไม่มาก”

ถูไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถูไป๋จะไม่ทำให้คุณชายผิดหวังขอรับ”

จากนั้นกดเสียงลงต่ำแล้วพูด “คุณชายขอรับ หวังฝูกับฮูหยินหวังไปถึงเจียงหนานแล้วขอรับ”

เผยโย่วครุ่นคิดครู่หนึ่ง พูดขึ้นช้าๆ “เจียงหนาน?”

“ใช่ขอรับ” พวกเขาใช้เวลานานมากกว่าจะเจอตัวทั้งสอง พบว่าเบื้องหน้ามีคนคอยดูแลทั้งสอง เบื้องหลังก็มีคนคอยคุ้มกัน พวกเขาทำตามคำสั่งของเผยโย่ว ไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น ติดตามอยู่หลายวันพบว่าพวกเขาย้ายไปอยู่ที่เจียงหนาน “ดูเหมือนพวกท่านทั้งสองนึกขึ้นได้กะทันหัน คล้ายเป็นเพราะฮูหยินหวังชอบที่นั่นขอรับ”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘ฮูหยินหวัง’ สีหน้าของเผยโย่วอ่อนโยนเล็กน้อย เขายกมุมปากขึ้น “ท่านแม่อยากไปเจียงหนานมาโดยตลอด คาดว่าท่านพ่อไม่อาจเอาชนะท่านแม่ได้”

“คนพวกนั้นดูแล้วไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกจับได้ จึงไม่ได้ถามขอรับ” ถูไป๋พูดต่อ

“ไม่ต้อง ให้พวกเขาถอนกำลังเถอะ” เผยโย่วถอนสายตากลับ “หากพวกเขาคิดจะทำร้าย เช่นนั้นก็ไม่มีวันช่วย หากอนาคตพวกเขามีจุดประสงค์แอบแฝง เช่นนั้น...อย่างน้อยก็ให้ท่านพ่อและท่านแม่มีชีวิตที่สงบสุขนานขึ้น”

ถูไป๋รู้ดีว่าเผยโย่วกังวลเรื่องใด เขาพูด “คุณชายเองก็...”

เผยโย่วหัวเราะเยาะตนเอง “ข้าไม่รู้ว่าผู้ใดคิดอยากจะสังหารพวกท่าน ยิ่งไม่รู้ว่าผู้ใดรู้ว่าพวกเขาตกอยู่ในอันตราย จึงไปช่วยพวกเขา แล้วพาออกนอกเมืองหลวง ถูไป๋ อีกฝ่ายเก่งกาจเกินไป หรือข้าอ่อนแอเกินไป”

“คุณชาย ขั้วอำนาจต่างๆ ในเมืองหลวงล้วนสลับซับซ้อน คุณชายเพิ่งกลับจวนกั๋วกง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณชายยังจับทางไม่ได้ ถูไป๋จะช่วยคุณชายอย่างสุดความสามารถ เป็นแรงสนับสนุนของคุณชายเองขอรับ!” ถูไป๋ประสานมือโน้มตัวลง

“ลำบากเจ้าแล้ว” เผยโย่วพยุงแขนของเขา

ถูไป๋โน้มตัวลงต่ำยิ่งกว่าเดิม

ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ท่านอาจารย์ส่งเขามาจวนกั๋วกง ยกเขาให้เผยโย่ว เผยโย่วเป็นนายของเขาแล้ว นายบ่าวแตกต่างกัน ย่อมไม่อาจปฏิบัติตัวเหมือนเมื่อก่อน

หลังจากถูไป๋ออกไป เผยโย่วอยู่ในศาลาตามลำพังนานกว่าสองชั่วยาม กระทั่งวาดภาพสระบัวเสร็จ

เขาเป็นคนใจเย็น สถานการณ์ในตอนนี้ ยิ่งต้องใช้ความอดทน

ท่านพ่อและท่านแม่ย้ายมาเมืองหลวงไม่ถึงหกปี พวกท่านไม่มีศัตรูที่ใด ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจากการแก้แค้น อีกทั้งยังเกิดเรื่องวันที่เขากลับจวนกั๋วกง เห็นชัดว่าเป้าหมายคือเขา

แค่ว่าเขาคิดไม่ออก แม้ขั้วอำนาจต่างๆ ในเมืองหลวงจะสลับซับซ้อน ทว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะขวางทางอะไรพวกเขาได้ หรือว่าในสายตาของคนพวกนั้น หากท่านทั้งสองตาย เขาจะเป็นเช่นไร

เผยโย่วคิดไม่ออก ตลอดหลายปีที่อยู่ในเมืองหลวง แม้เขาจะไม่เคยสร้างศัตรู แต่เขาก็ไม่เคยผูกมิตรเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะพวกขุนนางใหญ่ เขาและหวังฝูต่างไม่อยากข้องเกี่ยว ใครกันที่รู้ว่าจะเกิดเหตุไฟไหม้ แล้วช่วยพวกท่านทั้งสอง

เหตุใดต้องช่วยพวกท่านด้วย

ในเมื่อไม่มีเบาะแส เช่นนั้นก็ต้องรอต่อไป

เป็นศัตรูหรือผู้มีพระคุณ สักวันหนึ่งย่อมปรากฏตัว

ความเป็นจริงสำหรับเวินหนิง เรื่องนี้เรียบง่ายยิ่งนัก แค่เหตุการณ์ไฟไหม้เท่านั้น นางไม่อยากให้ใครต้องตาย จึงจ่ายเงินก้อนโตเพื่อช่วยพวกเขา แต่กลัวเผยโย่วจะจับได้ว่านางอยู่เบื้องหลัง นางจึงส่งพวกเขาออกนอกเมือง นางคิดไม่ถึงว่าเผยโย่วจะมีความสามารถถึงขั้นพบร่องรอยและติดตามสองสามีภรรยาตระกูลหวังได้ คิดแค่ว่าหนึ่งปีให้หลังแม้พวกเขาจะกลับมาหาเผยโย่วในเมืองหลวงอีกครั้ง เขาก็ไม่มีวันสืบรู้ว่าเป็นฝีมือของนาง

เรื่องที่คุณชายอี๋ชุนหาศพสองศพมาแทนที่คู่สามีภรรยาตระกูลหวัง อยู่เหนือความคาดหมายของนาง

วันที่สอง เวินหนิงไปหอนางโลมอี๋ชุนอีกครั้ง เมื่อเห็นของที่คู่สามีภรรยาตระกูลหวังพกติดต่อตลอดเวลา มั่นใจว่าพวกเขาถูกส่งออกนอกเมืองหลวงแล้ว นางก็โล่งอก

สำหรับเรื่องที่เผยโย่วเจอสองศพนั้นแล้วจะดีใจหรือเสียใจ เกี่ยวอะไรกับนางเล่า

ถึงอย่างไรนับจากนี้ เขากับนางก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว

เวินหนิงคิดถูก เผยโย่วที่กลับจวนกั๋วกงแล้วนั้น แทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเวินหนิงที่อยู่แต่ในจวน แค่ว่ายามดื่มน้ำชาหลังอาหารผู้คนยังคงพูดถูกนางบ้างเป็นครั้งคราว แม่นางอาหนิงตระกูลเวินสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก เกือบได้แต่งงานกับท่านซื่อจื่อ

จากฤดูคิมหันต์เข้าสู่สารทฤดู จากสารทฤดูเข้าสู่ฤดูเหมันต์ เวลาครึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ปลายปีแล้ว คืนส่งท้ายปีเก่ารัชศกปีที่สิบห้า ไม่เพียงขุนนางใหญ่มาร่วมงาน ฮ่องเต้และฮองเฮายังเชิญชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานออกเรือนเข้าวังหลวง ร่วมฉลองวันปีใหม่ด้วยกัน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 39 ตอนที่ 39