ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 33 ตอนที่ 33

#33บทที่ 33

ตอนที่ 33

อากาศในเดือนสี่ดีขึ้นในทุกวัน โดยเฉพาะวันนี้ แสงแดดเจิดจ้า ท้องฟ้าสีครามไม่มีเมฆแม้แต่น้อย

บนถนนฉังอันยังคงเต็มไปด้วยรถรา โรงน้ำชาชื่อดังต่างๆ เริ่มเต็มไปด้วยลูกค้า

รถม้าคันหนึ่งจอดหน้าจวน บุรุษในชุดหรูหราเหยียบเก้าอี้มนุษย์เดินลงจากรถม้า ขณะเดินเข้าจวนฝีเท้าของเขามีความไม่สบอารมณ์

ฉินอวี่อยู่ในเรือนนานกว่าครึ่งเดือนแล้ว

แต่โบราณว่าไว้ เส้นเอ็นฉีกขาดและกระดูกหักต้องใช้เวลาร้อยวันในการฟื้นฟู เขากระดูกซี่โครงหักสองท่อน นี่ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว แต่ยังคงปวดจนนอนไม่หลับทุกคืน

ตอนฉินจื๋อเดินเข้ามา เขามองม่านที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับก่นด่า

ไอ้บ้าหวังโย่ว หากบาดแผลเหล่านี้ไม่ใช่ฝีมือของหวังโย่ว ฉินอวี่ยอมเขียนชื่อตนเองสลับหัวหาง!

“เจ้ายังมีหน้ามาด่าอีกหรือ” ฉินจื๋อเข้ามาด้วยความโมโห “ตอนนั้นข้าบอกว่าอย่างไร ให้เจ้าผูกมิตรกับหวังโย่ว ไม่ใช่สร้างศัตรู! เจ้าช่างดีนัก ลำพังตัวเจ้าเองก็พอแล้ว เวลานี้ยังทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วย!”

ฉินอวี่ข่มความเจ็บปวด เงยหน้าขึ้น “พี่ใหญ่ แน่ใจหรือ เจ้าหวังโย่วคือกั๋วกงซื่อจื่อ?”

“วันนี้กรีดเลือดพิสูจน์ คาดว่าคงทำตามขั้นตอนเท่านั้น นี่คือเรื่องใหญ่ หากไม่มั่นใจจริงๆ จวนกั๋วกงจะยอมให้ข่าวลือแพร่งพรายทั่วเมืองหลวงได้อย่างไร กรีดเลือดพิสูจน์วันนี้ แม้กระทั่งฝ่าบาทก็เสด็จไปที่จวนกั๋วกง เรื่องนี้จะมีอะไรผิดพลาดได้อีกเล่า!”

มือของฉินจื๋อที่ถือพัดเอาไว้แทบจะหักพัดเป็นสองท่อน

โลกใบนี้เต็มไปด้วยเรื่องน่าอัศจรรย์จริงๆ

เหตุใดจึงบังเอิญเช่นนี้ คนที่ตามหามานานหลายสิบปี เวลานี้กลับปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า

โชคดีที่วันนั้นตอนอยู่ที่หออวิ๋นทิง ฉินอวี่แค่ให้บทเรียนบ่าวรับใช้ของหวังโย่ว หลังจากเกิดเรื่องขึ้นเขาก็กลับมา วันนั้นตอนอยู่ในงานเลี้ยงฉยงหลิน เขากับหวังโย่วมีปากเสียงเล็กน้อยเท่านั้น มิเช่นนั้นอนาคตคงได้เป็นศัตรูกับจวนกั๋วกง!

“พี่ใหญ่ หวังโย่วยังไม่ถูกแต่งตั้งไม่ใช่หรือ พวกเรามีอะไรต้องกลัว” ฉินอวี่เบ้ปาก

ฉินจื๋อโยนพัดใส่หน้าอีกฝ่าย “เจ้าโง่! หากเขาเข้าจวนกั๋วกง เขาจะสนใจตำแหน่งขุนนางเช่นนั้นหรือ เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดผ่านมานานกว่าครึ่งเดือนแต่กลับยังไม่ถูกแต่งตั้ง นั่นเพราะฝ่าบาทกำลังรอ! หากเขาเป็นเพียงจอหงวนที่มาจากตระกูลยากจน ด้วยความสามารถของเขาก็เป็นเพียงขุนนางขั้นหกในสำนักบัณฑิตฮั่นหลินเท่านั้น แต่หากเขาเป็นซื่อจื่อจวนกั๋วกง จะแต่งตั้งแค่ขุนนางขั้นหกได้อย่างไร!”

พัดกระแทกปากฉินอวี่จนเขากัดฟันกรอด เขาเป็นคนหยาบคาย ตลอดหลายปีมานี้ใครบ้างที่หาเรื่องได้ใครบ้างหาเรื่องไม่ได้เขารู้ดี แต่เพราะเหตุใดจึงมีปัญหาด้วยได้และไม่ได้นั้น เขาไม่ได้เก็บมาคิด

อย่างมากก็แค่ยศสูงกว่าอาของเขากระมัง

“เช่นนั้นรอข้าพักรักษาตัวจนหายดีก่อนแล้วไปขอโทษเขา” ฉินอวี่เป็นคนที่หากให้เขาใจกล้า เขาย่อมใจกล้าโดยไม่กังวลใดๆ หากให้เขาขลาดเขลา เขาก็ยอมขลาดเขลาอย่างว่าง่าย

ฉินจื๋อเอามือไขว้หลังเดินวนไปมาในห้อง หลังจากสงบสติอารมณ์ เขาพูดเสียงอ่อน “ไม่รีบ”

หากฉินอวี่ผูกมิตรกับหวังโย่วก่อน ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่หากอีกฝ่ายทระนงตนตั้งแต่ยังเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่ต้องการประจบพวกเขา เมื่อกลับเข้าจวนกั๋วกงแล้ว จะไม่ยิ่งหยิ่งผยองหรือ

เหตุใดต้องประจบทั้งที่อีกฝ่ายเมินเฉย ไม่เพียงไร้ประโยชน์ แต่ยังขายหน้าอีกด้วย

“รอเขากลับเข้าจวนกั๋วกงก่อน ดูสิว่าจะเป็นเช่นไร” ฉินจื๋อเก็บพัดของตนเอง มุมปากเผยรอยยิ้มมีเลศนัย

จวนกั๋วกงซื่อจื่อแล้วอย่างไรเล่า บุตรชายองค์หญิงใหญ่แล้วอย่างไรเล่า ถึงอย่างไรก็แซ่เผยไม่ได้แซ่ฉู่

แวดวงตระกูลชั้นสูงไม่เหมือนตระกูลยากไร้เหล่านั้น ที่จะได้รับอิทธิจากคนเพียงสองสามคน

ชีวิตช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ของเวินหนิงไม่ค่อยสงบสุขเท่าใดนัก

หลิงหลานเห็นนางกลับไปเป็นเหมือนเดิม เหมือนตอนที่เพิ่งหายป่วย ยามตื่นเดินวนไปมาไม่หยุด ยามหลับพลิกตัวไปมา คล้ายนอนหลับไม่สนิท

หลิงหลานกำลังคิดว่าควรตามหมอมาดีหรือไม่ เพื่อจ่ายยาบรรเทาความเครียดให้คุณหนู

“จ่ายยาอะไรเล่า จิตใจของข้านิ่งสงบดี” เวินหนิงเงยหน้าขึ้นดื่มชาที่เย็นชืดหมดแก้วในคราเดียว “เจ้าอย่าลืมสิ เมื่อหลายวันก่อนพวกเราเพิ่งทำเงินได้ห้าพันตำลึง เรื่องดีๆ เช่นนี้ จะมีเรื่องอะไรให้กังวลเล่า”

หลิงหลานจิปาก

น้ำเสียงไม่สบอารมณ์นี้ แทบจะทำให้ชาที่เย็นชืดแทบจะร้อนกรุ่นอีกครั้ง ยังบอกว่าตนจิตใจนิ่งสงบอีก...

นางไม่ได้เสวนาอะไรกับเวินหนิงมากมาย หันหลังเดินออกไปจากเรือนเซียงถี

สาเหตุที่ทำให้คุณหนูหงุดหงิด หลิงหลานพอจะเดาได้ ข้อแรกคือบทลงโทษกักบริเวณครึ่งเดือน ต้องอยู่แค่ในเรือนเท่านั้น มากสุดก็ไปได้แค่เรือนข้างทิศบูรพาเท่านั้น ยากที่จะไม่เบื่อหน่าย

ข้อสองคือแผนการการดูรายชื่อจับลูกเขยล้มเหลว แม้คุณหนูไม่เคยพูดสิ่งใด แต่ข่าวลือก็แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว ทำให้คุณหนูกลายเป็นตัวตลกที่ทุกคนพูดขณะดื่มน้ำชาหลังรับประทานอาหาร อย่างไรก็คุณหนูก็ย่อมเสียใจ

หลิงหลานรู้สึกว่าจิตใจบอบช้ำ ต้องมีหมอใจมารักษา

นางไปเรือนข้างทิศบูรพา เรือนของเวินหลาน เชิญเวินหลานไปเล่าเรื่องสนุกๆ ให้คุณหนูฟัง คุณหนูจะได้อารมณ์ดีขึ้น

ประจวบเหมาะกับเวินหลานเพิ่งเลิกงาน เขามีเรื่องอยากระบายมากมาย เมื่อหลิงหลานมาที่เรือน เขาจึงล้างมือ แล้วไปที่เรือนเซียงถี

เวินหนิงกำลังเบื่อหน่าย ทนอ่านตำราต่อไปไม่ไหวแล้ว เดินหมากลำพังก็ไร้ความหมาย ฝึกเขียนพู่กันก็ยิ่งเงียบจนว้าวุ่นใจ

เมื่อเห็นเวินหลานมา ดวงตาของนางทอประกาย “พี่ใหญ่ เหตุใดวันนี้จึงเลิกงานเร็วเช่นนี้เจ้าคะ”

เวินหลานมาด้วยความเร่งรีบ เมื่อมาถึงก็เทน้ำชาแล้วยกดื่ม เขาขมวดคิ้วเป็นปม “อาหนิง เหตุใดชาจึงเย็นชืดเช่นนี้”

ถามเวินหนิง แต่กลับมองหลิงหลาน

หลิงหลานรีบอธิบาย “ช่วงนี้คุณหนูบอกว่า...อากาศร้อนอบอ้าวเจ้าค่ะ อยากดื่มชาเย็นๆ”

อากาศร้อนอบอ้าว?

เกรงว่าจิตใจว้าวุ่นต่างหาก

เวินหลานขมวดคิ้วครุ่นคิด เก็บคำพูดและข่มความรู้สึกเอาไว้

เกรงว่าเวลานี้ยังไม่ควรบอกเวินหนิง

ทว่าคิดไม่ถึงเวินหนิงกลับเป็นฝ่ายถาม “พี่ใหญ่เจ้าคะ ช่วงนี้ข้างนอกมีเรื่องอะไรใหม่ๆ บ้างเจ้าคะ”

เวินหลานเจตนาบ่ายเบี่ยง เขาพูด “อาหนิงอยู่บ้านจนเบื่อใช่หรือไม่ พี่เดินหมากกับเจ้าดีไหม”

เวินหนิงไม่ตอบ ยังคงถามอีกครั้ง “เมื่อช่วงก่อนน้องได้ยินบ่าวรับใช้พูดกันว่า คล้ายมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับจอหงวนของเรา”

เวินหลานรู้ดีว่าไม่อาจบ่ายเบี่ยง เขาถอนหายใจ เล่าเรื่องทั้งหมดให้เวินหนิงฟัง แล้วพูด “วันนี้จวนกั๋วกงได้มีการกรีดเลือดพิสูจน์ ฝ่าบาทเสด็จไปที่จวนกั๋วกงด้วย หวังโย่วคือทายาทขององค์หญิงใหญ่จริงๆ ว่ากันว่าองค์หญิงใหญ่กอดจอหงวนทั้งน้ำตาจนแทบจะหมดสติ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้จอหงวนกลับมาแซ่เผย บันทึกชื่อในบันทึกของตระกูล สามวันหลังจากนี้กราบไหว้บรรพบุรุษ กลับคืนสู่ตระกูล”

เดิมทีเวินหลานไม่อยากเล่าเรื่องพวกนี้ เป็นห่วงกลัวเวินหนิงฟังแล้วเศร้ายิ่งกว่าเดิม

ทว่าคิดไม่ถึงประเด็นสำคัญที่เวินหนิงสนใจไม่ได้อยู่ที่ ‘หวังโย่วเป็นซื่อจื่อ’ นางพูดด้วยความตกตะลึง “กรีดเลือดพิสูจน์ความสัมพันธ์วันนี้หรือเจ้าคะ”

เวินหลานชะงัก เวินหนิงพูดต่อ “น้องหมายความว่านี่คือสายเลือดของราชวงศ์ ว่ากันว่ายังไม่เจอตัวคนค้าทาสในตอนนั้นไม่ใช่หรือเจ้าคะ ทั้งยังไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงระหกระเหินไปถึงหลิงหลาน กรีดเลือดพิสูจน์ตอนนี้ จะให้กลับคืนสู่ตระกูลแล้วเช่นนั้นหรือ”

เวินหลาน “องค์หญิงใหญ่ตามหาเขามานานสิบเก้าปีแล้ว ยังจะให้รอนานขนาดนั้นได้อย่างไร เจ้าไม่รู้ ได้ยินว่าองค์หญิงใหญ่ตามจอหงวนกลับตระกูลหวังตั้งแต่คืนงานเลี้ยงฉยงหลิน เกรงว่าแทบอยากจะรับอีกฝ่ายเข้าตระกูลตั้งแต่คืนนั้นแล้ว”

“เอ่อ...” เวินหนิงหลุบตาลง ถูแก้วน้ำชาในมือ

เห็นสีหน้าอาลัยอาวรณ์ของนาง เวินหลานถอนหายใจแล้วพูด “อาหนิง พี่ใหญ่รู้ว่าเจ้าชมชอบจอหงวน”

เมื่อก่อนเวินหลานเรียกอีกฝ่ายว่า ‘คุณชายหวัง’ หรือไม่ก็ ‘ซู่จือ’ แต่ตอนนี้ไม่อาจเรียกเช่นนั้นแล้ว

“แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า โชคดีแล้วที่ในตอนนั้นทำไม่สำเร็จ” ไม่ว่าจะลอบเจอกันเป็นการส่วนตัว หรือว่าดูรายชื่อจับลูกเขย ล้วนโชคดีที่ล้มเหลว “มิเช่นนั้นด้วยชาติตระกูลของเขาในตอนนี้...”

เวินหลานไม่ได้พูดต่อ แต่เขาคิดว่าเวินหนิงน่าจะเข้าใจ

แม้นางกับหวังโย่วจะมีใจให้กัน แต่เมื่อวันหนึ่งเขากลายเป็นบุตรเอกคนโตของจวนกั๋วกง เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่เขาตัดสินใจเองได้

ซ้ำร้าย...อาจจะถูกถอนหมั้นอีกครั้ง

ทว่าเวินหนิงกลับไม่ได้สนใจคำพูดของพี่ชาย เอาแต่คิดเรื่อง ‘กลับคืนสู่ตระกูลในอีกสามวันข้างหน้า’

เมื่อชาติก่อน เวลานี้นางกำลังเตรียมออกเรือนอย่างมีความสุข เรื่องทุกอย่างของเผยโย่วล้วนไม่ข้องเกี่ยวกับนาง ยามฟังผู้อื่นเล่าเรื่องของเขา นางรู้สึกคล้ายกำลังฟังเรื่องเล่าเท่านั้น

ดังนั้นนางจึงจำเวลาโดยละเอียดไม่ได้ จำได้เพียงคร่าวๆ เท่านั้น

นางยากจะอธิบาย การไม่รู้ว่าเรื่องดำเนินไปถึงขั้นใดทำให้นางกังวลกว่า หรือว่าเวลานี้ที่รู้ว่าจะเกิดเรื่องขึ้นในอีกสามวันทำให้นางกังวลมากกว่า ความคิดของนางมีแต่คำว่า “เหลือเวลาอีกสามวัน”

เวลานี้หลิงหลานเดินเข้ามา “คุณชายใหญ่ คุณหนู บ่าวเพิ่งไปโรงครัวมา เห็นโรงครัวกำลังทำตุ๋นนกพิราบ คืนนี้ให้โรงครัวทำบะหมี่ตุ๋นนกพิราบมาให้สองชามดีหรือไม่เจ้าคะ ”

เมื่อได้ยินคำว่าบะหมี่ ภาพรอยยิ้มของฮูหยินผู้อ่อนโยนในวันนั้นฉายขึ้นมาในความคิด

นางเสียแม่ตั้งแต่เกิด ไม่เคยเจอแม่มาก่อน แต่สำหรับนาง ภาพของแม่น่าจะเป็นเช่นนั้น

อ่อนโยน จิตใจดดี มองนางด้วยรอยยิ้ม

แต่นั่นเป็นแม่ของเผยโย่ว!

“กินบะหมี่อะไรกัน!” เวินหนิงขมวดคิ้วแล้วลุกขึ้น “วันนี้ข้าไม่หิว ไม่อยากdbนอะไรทั้งนั้น พี่ใหญ่ก็กลับไปdbนที่เรือนตนเองเถอะเจ้าค่ะ”

เวินหลานคิดไม่ถึงว่าเวินหนิงจะอารมณ์แปรปรวนเร็วเช่นนี้ ถึงขั้นไล่แขก เขาหันไปมองหลิงหลาน

หลิงหลานเบ้ปากด้วยความเศร้า สีหน้าของนางกำลังบอกว่า ‘หมู่นี้คุณหนูเป็นเช่นนี้เสมอ’

เวินหนิงไม่รอเวินหลานออกไป นางเดินกลับเข้าไปในห้องนอน ถอดรองเท้าปักลาย ขึ้นไปนอน[นเตียง

หงุดหงิดจริงๆ

ทั้งที่คิดแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้ แต่อดไม่ได้ที่จะถาม อดไม่ได้ที่จะวางแผน

นางคิดอยากจะทำสิ่งใด

นางอยากจะเปลี่ยนเหตุการณ์เพลิงไหม้หรือ

ไม่ แม้บางครั้งนางจะปลอบใจตนเอง บางทีชาตินี้กับชาติก่อนอาจจะไม่เหมือนกัน ไม่แน่ว่าเหตุการณ์เพลิงไหม้นั้นอาจจะไม่เกิดขึ้น แต่นางรู้ดี หากเกิดขึ้นจริงๆ เช่นนี้ก็คือชีวิตคนถึงสามชีวิต

แต่นางไม่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์เพลิงไหม้นั้น

นางอยากจะช่วยชีวิตสามคนนั้นหรือ

ถูกต้อง

เวินหนิงบอกกับตนเอง นั่นคือเรื่องของเผยโย่ว ไม่เกี่ยวข้องกับนาง แต่นางอดไม่ได้ที่จะคิด คิดถึงบ่าวรับใช้ผู้จงรักภักดีคนนั้น เขาน่าจะเป็นคนดีเหมือนหลิงหลาน อดไม่ได้ที่จะคิดถึงฮูหยินหวังผู้อ่อนโยน ฮูหยินหวังเป็นสตรีที่งดงาม ยามเปลวไฟกลืนกินนาง เช่นนั้นผิวขาวและใบหน้าใจดีนั้น ต้องถูกเผาทำลายจนหมดสิ้น

เจ็บปวดเพียงใดกัน

นางมีวิธีช่วยสามคนนั้นหรือไม่

เวินหนิงบอกกับตนเองว่าอย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ แต่โดยไม่รู้ตัว นางมักจะคิดว่าตนมีวิธีเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้หรือไม่ นางไม่อาจบอกเผยโย่วไปตามตรง เพราะจะทำให้เขาสงสัย และไม่อาจขอความช่วยเหลือจากพวกพี่ๆ เกรงว่าพวกพี่คงรู้สึกว่านางทำตัวแปลกพิลึก

แม้นางจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง แต่นางก็เป็นเพียงหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน เป็นหญิงเปราะบางไร้กำลัง

ทว่าสุดท้ายนางก็คิดได้หนึ่งวิธี

วิธีที่ไม่ทำให้คนสงสัย ทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จสูง

ทว่านางโมโห

เพราะเหตุใดกัน

เมื่อชาติก่อนนางติดค้างเผยโย่วหรือ เห็นชัดว่าเขาเป็นคนติดค้างนาง!

เสียงของสตรีคนนั้นในชาติก่อนยังดังก้องในความคิดของนางตลอดเวลา สตรีคนนั้นพูดกระซิบระริกระรี้ข้างหูนาง “ฮูหยินเผย เพื่อฮูหยิน ใต้เท้าลำบากยิ่งนัก ฮูหยินไม่เคยคิดหรือเจ้าคะ เหตุใดแม่ทัพเสิ่นจึงได้รับคำสั่งทหารคืนวันแต่งงาน เหตุใดจู่ๆ ใต้เท้าเวินจึงถูกจับเข้าคุก จวนเวินจึงบ้านแตกสาแหรกขาด”

เวินหนิงพลิกตัวไปมาบนเตียงราวกับขนมปิ้ง เรื่องในชาติก่อนและปัจจุบันยื้อยุดกัน เมื่อชาติก่อนนางไม่เคยคิดว่าคำพูดของสตรีคนนั้นใช่เรื่องจริงหรือไม่ แต่กลับเอามาคิดหนักในชาตินี้ เผยโย่วอำมหิตเช่นนั้นเชียวหรือ

สุดท้ายเวินหนิงลุกขึ้นนั่งด้วยความจนปัญญา

นางยอมแพ้

ไม่ว่าชาติที่แล้วเผยโย่วจะเคยทำสิ่งใด แต่นางในชาติก่อนและชาตินี้ ไม่ใช่คนใจแข็งเช่นนั้น

หากคนที่ต้องตายในเปลวไฟคือเผยโย่ว นางไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทว่าสามคนนั้น นอกจากมีความสัมพันธ์กับเผยโย่วแล้ว พวกเขาไม่เคยทำร้ายนาง

เกรงว่าไม่เพียงไม่เคยทำร้ายนาง แต่พวกเขาไม่เคยทำร้ายใคร

“หลิงหลาน” เวินหนิงร้องเรียก

หลิงหลานรีบเดินเข้ามาในห้อง

“พี่ใหญ่ไปหรือยัง” เวินหนิงถาม

“ไปเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนเจ้าค่ะ” หลิงหลานตอบ

ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วหรือ

เวินหนิงถอนหายใจ ตัดสินใจแน่วแน่ “หลิงหลาน ชุดบุรุษที่เราเตรียมไว้เมื่อคราวก่อน น่าจะมีอีกสองชุดใช่หรือไม่”

“เจ้าคะ?” หลิงหลานเบิกตากว้าง

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 33 ตอนที่ 33