ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 32 ตอนที่ 32

#32บทที่ 32

ตอนที่ 32

ถึงอย่างไรก็ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว เพราะความชื้นทำให้ถุงหอมที่อยู่ด้านในเต็มไปด้วยเชื้อราสีดำ แม้จะมองเส้นด้ายทองและเนื้อผ้าเดิมของถุงหอมไม่ออก แต่การเย็บปักถักร้อยต่างๆ ยังคงชัดเจน

แม่นมชุยหยิบถุงหอมขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ตามด้วยหยิบถุงหอมอีกอันออกมาจากแขนเสื้อ

“นี่คือด้ายทองที่ใช้เฉพาะในวังหลวง ทั้งยังเป็นการเย็บของวังหลวงเมื่อสิบเก้าปีก่อน”

นางเปรียบเทียบถุงหอมทั้งสองอัน แม้กระทั่งเสียงพูดก็สั่นเทา จู่ๆ แม่นมชุยเดินเข้าไปหาหวังโย่ว คุกเข่าต่อหน้าเขา

ชั่วขณะหนึ่งภายในห้องโถงมีการเคลื่อนไหว

แม่นมคุกเข่าแล้ว พวกเขาควรจะคุกเข่าหรือไม่ หากคุกเข่า คนตรงหน้าก็เป็นเพียงชายที่ยังไม่ได้รับการยอมรับเป็นซื่อจื่อ หากไม่คุกเข่า ชายตรงหน้าคือซื่อจื่อตัวจริงอย่างแน่นอน อนาคตจะถูกเอาความหรือไม่

แม่นมชุยรู้ดี เวลานี้เรียกหวังโย่วว่า ‘ท่านซื่อจื่อ’ เร็วไปเล็กน้อย แต่จวนกั๋วกงตามหาซื่อจื่อมานานกว่ายี่สิบปี แล้วจะไม่ให้นางดีใจได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงคุกเข่าด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

หวังฝูมองแม่นมที่คุกเข่าบนพื้นด้วยความแปลกใจ แล้วมองหวังโย่วที่เงียบมาโดยตลอด

ตอนอยู่กับคนนอก เขารักษาระยะห่างระดับหนึ่ง เวลานี้ราวกับฝนแรกที่ตกโปรยปรายบนหุบเขา ฝนตกปรอยๆ จนแทบจะมองไม่เห็น เขามองไปทางแม่นมชุย ขมวดคิ้วเล็กน้อย ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป

“คุณชาย!” หวังฉินเซิงรีบตามไป

หวังโย่วสาวเท้าเดินด้วยความเร่งรีบ ไม่รอหวังฉินเซิง เขาเดินเข้าไปในห้องหนังสือ ปิดประตูลง ไม่ให้หวังฉินเซิงเข้ามา

หวังฉินเซิงนั่งหน้าประตู ถอนหายใจเฮือกใหญ่

เฮ้อ

เขาไม่เข้าใจ ทั้งที่เป็นเรื่องดีๆ แต่เหตุใดคุณชายกลับไม่ดีใจแม้แต่น้อย

ไม่เพียงคุณชายไม่ดีใจ นายท่านก็ถอนหายใจตลอดเวลา

ไม่อยากให้คุณชายจากไปหรือ

แม้คุณชายจะเป็นซื่อจื่อจวนกั๋วกง ต้องกลับจวน แต่อย่างไรก็อยู่ในเมืองหลวง ย่อมกลับมาเยี่ยมนายท่านและฮูหยินได้ตลอดเวลา

หวังฉินเซิงนั่งอยู่หน้าห้องหนังสือนานกว่าครึ่งชั่วยาม ได้ยินเสียงพวกคนจวนกั๋วกงกลับไปแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะเสียใจเล็กน้อย

หากคุณชายเป็นซื่อจื่อจวนกั๋วกงจริงๆ ก็ไม่ใช่ ‘หวังโย่ว’ แล้วกระมัง

อีกทั้งจวนกั๋วกงเป็นตระกูลชั้นสูงระดับใด วันข้างหน้าเขาคงไม่อาจติดตามคุณชายแล้วกระมัง

ขณะที่เขากำลังเสียใจ ประตูห้องหนังสือเปิดออก

“คุณชาย” หวังฉินเซิงรีบลุกขึ้นยืน

“เจ้ากลับห้องเถอะ ข้าไปดูท่านแม่ก่อน”

ฮูหยินหวังรู้ว่าวันนี้จะเปิดโลงศพ เดิมทีอยากจะไปโถงใหญ่ เพื่อร่วมเป็นสักขีพยาน ทว่าวันก่อนนางออกนอกเรือนจึงล้มป่วย ไอติดต่อกันหลายวัน เมื่อหลายวันก่อนองค์หญิงใหญ่เสด็จมา ก็ทำได้เพียงนอนอยู่บนเตียงและพูดคุยกับอีกฝ่ายโดยมีฉากกั้นกั้นกลาง

นางนอนพักรักษาตัวในห้อง ด้วยความกังวลใจ คอยให้ความสนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอกตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ตอนหวังโย่วมา นางจึงรู้ตัวทันที พยายามจะลุกขึ้นนั่ง

หวังโย่วเดินเข้าไปใกล้ พยุงมารดา ตั้งหมอนเพื่อให้นางพิง

“เป็นอย่างไรบ้าง” ฮูหยินหวังถาม

หวังโย่วหลุบตาลงเล็กน้อย ไม่ตอบคำถาม

ฮูหยินหวังยิ้ม “นี่เป็นเรื่องที่ดี ลูกคนนี้ เหตุใดจึงทำสีหน้าเช่นนี้” สิ้นเสียงนางก็ไอทันที

“ข้าไปหยิบยามาให้ท่านแม่” หวังโย่วลุกขึ้นกำลังจะเดินไป

“ช้าก่อน” ฮูหยินหวังจับมือของเขาเอาไว้ “ลูกนั่งลง คุยกับแม่”

หวังโย่วขมวดคิ้ว นั่งลงบนตั่ง

ฮูหยินหวังจับมือของเขา ยิ้มแล้วมองลูกชายอย่างพิจารณา

ชั่วพริบตาลูกชายคนนี้ก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว สูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาโดดเด่น ไม่มีเค้าเด็กน้อยซูบผอมในอดีตแล้ว

“โย่วเอ๋อร์ หลายวันมานี้ลูกกลัดกลุ้มที่ทำให้ความคาดหวังของท่านพ่อพังทลายหรือ” ฮูหยินหวังมองหวังโย่ว เห็นเขาขมวดคิ้ว นางรู้ทันทีว่าตนพูดถูก “โย่วเอ๋อร์ อย่าติดอยู่ในกรอบของท่านพ่อ แมวที่จับหนูได้ เราต้องสนใจด้วยหรือว่าเป็นแมวดำหรือแมวขาว”

“หากลูกเป็นซื่อจื่อจวนกั๋วกง ยามลูกทำงานย่อมราบรื่นยิ่งกว่าไม่ใช่หรือ” ฮูหยินหวังเหมือนทุกครั้ง น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าคำพูดของนางกลับหนักแน่น “ลูกเป็นจอหงวน ทั้งยังมีชาติกำเนิดซื่อจื่อจวนกั๋วกงในการสนับสนุน ข้อจำกัดของลูกในอนาคตไม่ใช่เรื่องที่ว่าลูกทำอะไรได้บ้าง แต่คือลูกอยากทำอะไร”

หวังโย่วหลุบตาลง พยักหน้า “ลูกเข้าใจขอรับ ท่านแม่”

“เรื่องเกิดขึ้นกะทันหัน ชั่วขณะหนึ่งจึงตั้งตัวไม่ทันใช่หรือไม่”

ฮูหยินหวังยิ้ม รู้ดีว่าไม่ใช่แค่นี้

ตอนหวังโย่วมาที่ตระกูลหวังเขาอายุสี่ขวบแล้ว ทว่าเด็กน้อยวัยสี่ขวบกลับดูเหมือนเด็กอายุไม่ถึงสามขวบ รอยช้ำบนตัวหวังโย่วทำให้พวกเขารู้ดีว่าหญิงชราคนนั้นใจร้าย ริบของในถุงหอมเป็นของตนเอง แล้วหาครอบครัวใหม่ให้หวังโย่ว เกรงว่าจะเป็นความเมตตาที่สุดที่หญิงชราทำให้หวังโย่วแล้ว

หวังโย่วอยู่กับพวกตนมานานทว่าไม่กล้าเข้าใกล้ อีกทางหนึ่งก็กลัวการอยู่คนเดียว เวลานั้นสิ่งที่พวกตนทำได้คือพาเขาไปด้วยทุกที เขานั่งมองเงียบๆ ก็พอแล้ว คอยติดตามไม่ใกล้ไม่ไกล ขอเพียงเขารู้สึกปลอดภัยและสบายใจก็พอแล้ว

ตอนนอนนางก็ให้เขานอนห่มผ้าผืนเดียวกับตนและหวังฝู อยากจะให้เวลาเอาชนะระยะห่าง ให้หวังโย่วค่อยๆ คลายความระมัดระวัง

เด็กคนนี้เชื่อใจคนยากมาก ทั้งยังยากที่จะสร้างสัมพันธ์ใหม่กับผู้อื่น

หลายปีมานี้หวังโย่วเห็นพวกตนเป็นคนในครอบครัว มองที่นี่เป็นครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเขา แต่จู่ๆ กลับมีคนยกโขยงกันมา บอกว่าพวกเขาต่างหากที่เป็นครอบครัวของเขา ไม่แปลกที่เขาไม่อาจยอมรับ

“โย่วเอ๋อร์ หากองค์หญิงใหญ่เป็นมารดาของลูกจริงๆ ลองคิดดูเถิด นางตามหาลูกมานานสิบกว่าปี ตลอดหลายปีมานี้ไม่ย่างกายออกจากเรือน สวดมนต์อธิษฐานอ้อนวอนขอให้พระคุ้มครองลูก คืนวันนั้นองค์หญิงใหญ่มาที่เรือนกะทันหัน ตอนถามคำถามแม่นางร้องไห้ฟูมฟาย นางต้องปวดใจเพียงใด”

คิดถึงตรงนี้ ฮูหยินหวังอดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอเบ้า จับมือหวังโย่วแล้วพูด “โย่วเอ๋อร์ บนโลกใบนี้ย่อมมีคนที่รักลูกสุดหัวใจ ความรักที่บิดามารดาแท้ๆ ของลูกมีให้ ย่อมมากกว่าของพ่อกับแม่”

หวังโย่วขานรับ “อื้ม” คลายหัวคิ้วลงเล็กน้อย

“ยิ่งไปกว่านั้น ลูกตามหาเด็กสาวคนนั้นมาตลอดไม่ใช่หรือ” ฮูหยินหวังเอียงศีรษะ ยิ้มแล้วมองเขา “ปีนี้นางน่าจะอายุสิบห้าแล้วกระมัง”

หวังโย่วไอเสียงเบา “ท่านแม่หมายความว่าอย่างไรขอรับ...”


“ลูกเคยตามหานางที่เมืองเฉิงซีแล้วใช่หรือไม่?” ฮูหยินหวังมองลูกชาย “เมื่อหลายปีก่อนตอนหมอกัวมารักษาแม่ เขาเคยถามแม่ว่าเมื่อใดแม่จะให้เจ้าแต่งงานกับ ‘เสี่ยวหย่า’ เดิมทีเขาคิดว่าหลานสาวของตนชมชอบเจ้าแล้วเสียอีก”

“ท่านแม่ ลูกเพียง...”

ฮูหยินหวังเห็นสีหน้านิ่งเฉยของเขาฉายความประหม่า อมยิ้มแล้วพูด “ลูกกับนางเป็นเช่นไรไม่ต้องอธิบายให้แม่ฟัง แม่เพียงอยากจะบอกว่า ไม่ว่าลูกจะตามหานางเพราะเหตุผลใด ตามหามาหลายปีแล้วก็ยังไม่คืบหน้า แต่หากลูกเป็นซื่อจื่อจวนกั๋วกงจริงๆ ตามหาใครคนหนึ่งเป็นเพียงเรื่องง่ายดายไม่ใช่หรือ”

แววตาของหวังโย่วทอประกาย ฮูหยินหวังถอนหายใจ ลุกขึ้นโอบกอดหวังโย่ว เช่นเดียวกับที่เคยกอดนับครั้งไม่ถ้วน ตบแผ่นหลังกว้างเบาๆ “วางใจเถอะโย่วเอ๋อร์ ชีวิตของเราต้องดีขึ้นเรื่อยๆ”

แน่นอนว่าหวังฉินเซิงไม่ได้กลับห้องของตนเอง แต่ยืนรอหน้าห้องฮูหยินหวังมาโดยตลอด เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ เห็นหวังโย่วออกมา ความเย็นยะเยือกบนใบหน้าจางหายไป แทนที่ด้วยแสงอบอุ่นของจันทรา กลับมาเป็นคุณชายผู้อ่อนโยนอีกครั้ง

ฮูหยินหวังเก่งยิ่งนัก!

หวังฉินเซิงกำลังจะตามไป แต่ถูกหวังโย่วหยุดเอาไว้ “ข้าจะออกไปข้างนอก เจ้าไปยกยามาให้ท่านแม่”

เอ่อ...

ถึงแม้จะไม่ยินดีเท่าใดนัก แต่ฮูหยินดื่มยาก็เป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งการที่หวังโย่วออกนอกเรือนตามลำพังเป็นเรื่องปกติ

หวังฉินเซิงหมุนตัวหันหลังเดินไปที่ห้องครัว

หวังโย่วออกไปตามลำพัง จ้างรถม้าบนถนนฉังอัน

รถม้ามุ่งหน้าออกนอกเมือง

ห่างจากเมืองหลวงประมาณสิบลี้ ณ หุบเขาวั่งกุย เป็นภูเขาที่ไม่สูงมากนัก วิวทิวทัศน์งดงาม ฤดูวสันต์ดอกท้อบาน สารทฤดูเต็มไปด้วยใบเฟิง ไม่ว่าจะหลีกหนีความร้อนในฤดูคิมสันต์ หรือว่าชมหิมะในฤดูเหมันต์ ล้วนเป็นตัวเลือกที่ดี ด้วยเหตุนี้จึงมีนักท่องเที่ยวมากมาย ในทุกฤดูล้วนมีความพิเศษ

เพียงขึ้นไปบนยอดหุบเขาวั่งกุย เดินลงไปอีกหนึ่งถึงสองร้อยเมตร พื้นราบบนหุบเขามีเรือนหลังหนึ่ง ปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวขจีที่น้อยคนจะสังเกตเห็น

หวังโย่วลงจากรถม้าบนยอดดอย ตอนที่เขาเดินไปถึงเรือนบนหุบเขาเป็นเวลาพลบค่ำ

อาทิตย์อัสดง แสงอาทิตย์สีแดงส้มส่องกระทบเสื้อคลุมสีเทาเกิดเป็นภาพดอกไม้สีแดงบนหุบเขา

บ่าวรับใช้เดินนำหวังโย่วเข้าไปด้านใน ในเรือนมีสะพานข้ามน้ำเล็กๆ มวลดอกไม้ผลิบาน ตอนที่เขาเดินไปถึงหน้าประตู ทำความเคารพ “ศิษย์ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังแล้วขอรับ”

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 32 ตอนที่ 32