ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 34 ตอนที่ 34

#34บทที่ 34

ตอนที่ 34

เสื้อผ้าบุรุษที่สวมวันจับลูกเขย ถูกเวินถิงชุนจับจ้องแล้ว แต่ตอนเวินหนิงซื้อเสื้อผ้านางมีแผนสำรอง นางซื้อเผื่อเอาไว้สองชุดและเก็บไว้ในเรือน

เดิมทีนางอยากจะพาหลิงหลานไปด้วย ครั้งครุ่นคิดถึงสถานการณ์เช่นนั้น ช่างเถอะ

หลิงหลานในชาตินี้ยังไม่เคยออกไปเปิดหูเปิดตา หากนางตกใจจนขวัญอ่อนขึ้นมาคงแย่

สำหรับการกักบริเวณนั้น...

เวินหนิงเปลี่ยนเสื้อผ้า เดินไปทางประตูด้านหลังอย่างเปิดเผย

เวินถิงชุนรู้ดีว่าเวินหนิงออกจากจวนโดยใช้ประตูใด ดังนั้นเขาจึงให้บ่าวรับใช้มาเฝ้าเพิ่มอีกสองคน

เมื่อบ่าวรับใช้ทั้งสองคนเห็นเวินหนิงแต่งกายเช่นนั้น พวกเขาตื่นตกใจราวเผชิญหน้ากับศัตรู มองหน้ากันแล้วยืนตัวตรง

“พวกเจ้าสองคน” เวินหนิงกอดอก เชิดหน้าขึ้น “เมื่อคราวก่อนไปบ่อนกับพี่รอง ยังไม่ได้รายงานท่านพ่อใช่หรือไม่”

“ได้เงินเท่าใด นำส่งแล้วหรือยัง”

“เหตุใดจึงทำตามคำสั่งพี่รอง แต่ไม่ยอมทำตามคำสั่งข้า”

“หึ เห็นว่าข้าเป็นสตรี คิดว่าข้าไม่มีทางฟ้องท่านพ่อใช่หรือไม่”

เวินหนิงออกจากจวนอย่างง่ายดายย มุ่งหน้าไปยังถนนฉังอัน

สองวันมานี้มีผู้คนมากมายเข้าออกตระกูลหวัง

ไม่ได้มาแสดงความยินดีเหมือนวันประกาศผลสอบ แต่มาเพราะจวนกั๋วกงนำของกำนัลมาให้ ส่งมารอบแล้วรอบเล่า นอกจากของกำนัลแล้ว จวนกั๋วกงยังส่งองครักษ์และบ่าวรับใช้มาด้วย ทำให้ตระกูลหวังที่เดิมทีไม่ได้ใหญ่มากยิ่งคับแคบ

เวลานี้กลับกลายเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงที่ปกติไปมาหาสู่กัน ไม่กล้ามาที่เรือน

“คุณชาย รับประทานมื้อเย็นนอกเรือนใช่หรือไม่ขอรับ” หวังฉินเซิงที่เดินตามหลังหวังโย่วเอ่ยถาม

หวังโย่วตอบ “อื้ม” เบาๆ สะบัดชายเสื้อเดินออกจากจวน

หวังฉินเซิงหันไปมององครักษ์สามสี่คนที่เดินตามหลัง เขาทำเสียงฮึดฮัด

เห็นชัดว่าคุณชายไม่ชอบให้พวกเขาคอยติดตาม แต่พวกเขากลับคล้ายมองสีหน้าของคุณชายไม่ออกอย่างไรอย่างนั้น คอยเดินตามตลอดเวลา บอกว่า “คุณชายสูงศักดิ์ ไม่อาจปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นกับคุณชายได้”

สองวันนี้ก็เช่นเดียวกัน มีบ่าวรับใช้มากมาเข้ามาในเรือนกะทันหัน ทำให้บรรยากาศในเรือนน่าอึดอัดยิ่งนัก

เดิมทีทุกคนในเรือนรับประทานอาหารด้วยกันอย่างมีความสุข เขาเองก็มักจะนั่งรับประทานอาหารด้วย แต่แม่นมกลับทำสีหน้าเคร่งขรึม บอกว่า “นายบ่าวคนละชนชั้น รับประทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันได้อย่างไร ไม่มีระเบียบยิ่งนัก” จากนั้นหวังฉินเซิงก็ไม่กล้านั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกับคุณชายอีกเลย

ไม่ว่าจะทำเรื่องใดก็มีคนคอยจับตาดูตลอดเวลา นายท่านและฮูหยินก็อึดอัดเช่นเดียวกัน ทางด้านคุณชายเคยบอกอ้อมๆ แล้วว่าไม่ต้องการให้คนเหล่านี้อยู่ในเรือน แต่พวกเขากลับบอกว่า “เมื่อคุณชายกลับจวนกั๋วกง พวกเขาก็จะกลับไปพร้อมคุณชาย”

ทำให้คุณชายถึงกับออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านสองมื้อติดกัน

หวังฉินเซิงรู้จักนิสัยใจคอของคุณชายเป็นอย่างดี รับประทานอาหารนอกบ้าน อย่างน้อยก็ทำให้นายท่านและฮูหยินอึดอัดน้อยลง

เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าช่วงเย็นคนในร้านอาหารจะมากกว่าตอนกลางวัน รออาหารอยู่นานก็ไม่มาส่งเสียที องครักษ์อยากไปเร่ง แต่หวังโย่วห้ามเอาไว้

โง่เขลายิ่งนัก!

หวังฉินเซิงปรายตามององครักษ์สี่คนนั้น ไม่เห็นหรืออย่างไรว่าคุณชายกำลังสนใจโต๊ะข้างๆ

โต๊ะข้างๆ กำลังรออาหารเช่นเดียวกัน พวกเขาพูดคุยขณะรอ

หวังฉินเซิงได้ยินคร่าวๆ คล้ายว่ามีคดีหนึ่งเกิดขึ้นในเมืองหลวง สะใภ้ถูกโจรป่าจับตัวไป หลังจากกลับมาครอบครัวสามีรังเกียจนาง ต้องการหย่าร้างกับนาง

“ครึ่งเดือนกว่าแล้ว จิงจ้าวฝู่ยังไม่อาจจบคดีอีก! ข้าว่าหญิงคนนั้นใจกล้ายิ่งนัก เป็นฝ่ายทำผิดกับสามีก่อน แต่กลับกล้าบอกว่าหากจะหย่านางต้องเป็นคนขอหย่า! หากไม่ใช่เพราะฝ่าบาททรงปกครองอย่างมีคุณธรรม เกรงว่าเรื่องในครอบครัวเช่นนี้ คงไม่ปล่อยให้ไปถึงจิงจ้าวฝู่”

“นางไม่มีเงินทองติดตัว ทนได้นานเช่นนี้ได้อย่างไร”

“เพราะที่ปรึกษาเวิน ข้าว่าคนตระกูลเวิน ล้วน...” เขาชี้ไปที่สมอง “ผิดปกติ คนเป็นพ่อตั้งแต่เสียภรรยาไปก็ไม่ยอมแต่งงานกับหญิงอื่น คนลูก เจ้าเคยได้ยินเรื่องคุณหนูเวินดูรายชื่อจับลูกเขยหรือไม่ คือตระกูลนี้แหละ จิงจ้าวฝู่มีที่ปรึกษาคนหนึ่ง ก็เป็นคนในตระกูลนี้เช่นเดียวกัน เขาให้เงินสนับสนุนสตรีคนนั้นมาโดยตลอด ทั้งยังช่วยนางหาทนาย คดีนี้จึงฟ้องร้องกันนานเช่นนี้!”

หวังฉินเซิงเห็นคุณชายยิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งเคร่งเครียด เมื่อได้ยินคำว่าจ้าง ‘ทนาย’ คุณชายถึงกับขมวดคิ้ว

“เอ๋ เหตุใดวันนี้อาหารจึงช้ายิ่งนัก”

“เปลี่ยนสถานที่ดีหรือไม่ พวกเราคุยกันต่อ”

ทั้งสองคนหน้าตาอัปลักษณ์ ตอนบอกว่าเปลี่ยนสถานที่สีหน้าของพวกเขาฉายรอยยิ้มชั่วร้าย หวังฉิงเซิงฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่สถานที่ดีๆ อย่างแน่นอน คิดไม่ถึงว่าหวังโย่วลุกขึ้น แล้วเดินตามพวกเขาออกไป

“คุณชาย...” ขณะหวังฉินเซิงกำลังลังเลว่าจะห้ามหวังโย่วหรือไม่ เขาเห็นหวังโย่วขมวดคิ้ว คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง เขาจึงไม่กล้าขัดจังหวะ

เป็นจริงตามคาด สองคนนั้น ‘เปลี่ยนสถานที่’ ไปยังที่ไม่ดีเท่าใดนัก ชื่อว่า ‘หอนางโลมอี๋ชุน’ เพียงมองก็รู้ว่าเป็นหอนางโลม

“คุณชาย...” หวังฉินเซิงจำต้องเอ่ยปาก คุณชายของเขาสูงสง่า ไม่ใช่คนที่จะมาสถานที่เช่นนี้!

หวังโย่วถามเขา “เจ้ายังจำได้หรือไม่เดือนสามวันที่ยี่สิบห้า ที่ปรึกษาเวินมาหาข้า ตอนนั้นเขาบอกว่ามีธุระอะไร”

หวังฉินเซิงไม่รู้ว่าเหตุใดหวังโย่วจึงถามถึงเรื่องนี้ เขาเกาศีรษะ “ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องอะไรขอรับ บอกเพียงว่ามีเรื่องจะหารือ...”

หวังโย่วขมวดคิ้วอีกครั้ง โบกมือเรียกองครักษ์หนึ่งในสี่ “รบกวนเจ้าไปสืบเรื่องหนึ่งให้ข้าที”

องครักษ์รรีบประสานมือ “คุณชายเกรงใจแล้วขอรับ!”

หลังจากหวังโย่วออกคำสั่งเสร็จ เขาเงยหน้าขึ้นมอง ‘หอนางโลมอี๋ชุน’ ห้าคำนี้ เขาหันไปมององครักษ์อีกสามคน “พวกเจ้ารออยู่ที่นี่”

เดินเข้าไป

เอ่อ...

หวังฉินเซิงได้แต่เดินตามไป

ประจวบเหมาะ เวินหนิงในเวลานี้ ก็อยู่ในหอนางโลมอี๋ชุนเช่นเดียวกัน

นางมาตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว แต่ไม่เจอคนที่นางอยากจะเจอเสียที อีกไม่นานฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้ว หากคนคนนั้นยังไม่ปรากฏตัว เวินถิงชุนก็จะเลิกงานแล้

หากเขาจับได้ว่านางแอบหนีออกมา...

เวินหนิงเริ่มนั่งไม่นิ่ง โชคดีที่สุดท้ายเสียงที่นางอยากจะได้ยินก็ดังขึ้น “ฟังเสียงฝนยามค่ำคืนฤดูวสันต์ในเรือนหลังเล็ก”

เวินหนิงตอบโดยแทบจะไม่ต้องคิด “ซอกซอยลึกอี๋ชุนค้าดอกท้อ”

หันกลับไป คือชายหนุ่มผอมแห้งคนนั้นจริงๆ

แค่ว่าตอนนี้คือรัชศกเจียเหอปีที่สิบสี่ ชายหนุ่มยังอายุน้อย เขาผอมบางกว่าในตอนนั้นอย่างเห็นได้ชัด ยังไม่โตพอ ดูเด็กกว่าตอนเจอกันครั้งแรกในชาติก่อนมาก

เห็นชัดว่าชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกว่าตนเองยังเด็ก มองเวินหนิงด้วยความสนใจ “แม่นาง ท่านรู้จักที่นี่ได้อย่างไร”

“คุณชายอี๋ ไม่ถูกต้องกระมัง” เวินหนิงนิ่งสงบ

นางเป็นเพียงหญิงสาว ไม่ควรปรากฏตัวในสถานที่เช่นนี้ ทว่าผู้ใดให้เผยโย่วมากความสามารถเล่า อนุภรรยาที่เลี้ยงในเรือนหลังล้วนไม่ธรรมดา ในอดีตเหม่ยเชี่ยเกลียดนางมาก อยากให้นางรีบจากไป มีครั้งหนึ่งเหม่ยเชี่ยเผยสถานที่ลึกลับที่คล้ายจะมีในนิทานเท่านั้นให้นางฟัง

ราชวงศ์และยุทธภพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน เป็นสองโลกที่ไม่ข้องเกี่ยวกัน แต่มีสิ่งหนึ่งเชื่อมระหว่างทั้งสอง

…เงินตรา

สถานที่เช่นนี้ ไม่ถามที่มาที่ไป ขอเพียงเงินมากพอ ย่อมมีคนทำงานให้

เมื่อชาติก่อนตอนเวินหนิงหนีออกจากด่านประตูห่านป่า นางให้คุณชายอี๋ช่วยเหลือ วิชาเปลี่ยนใบหน้าของนางกับหลิงหลานราคาสูงลิ่วถึงห้าร้อยตำลึง ระหว่างนั้นมีค่าอื่นๆ อีกบ้าง ทำให้นางต้องจ่ายเพิ่มอีกห้าร้อยตำลึง

เวลานี้เวินหนิงจับตั๋วเงินเอาไว้ ด้วยความปวดใจ

แต่นางครุ่นคิดอยู่นาน ไม่มีที่ใดเหมาะสมกว่าที่นี่แล้ว อยู่ที่ใดก็ต้องรักษากฎของที่นั่น คนในยุทธภพรักษากฎของยุทธภพ รับเงินและทำงาน ไม่ถามหาเหตุผล ทั้งยังไม่มีวันเปิดเผยตัวตัวของผู้ว่าจ้าง

คุณชายอี๋ไม่ได้ถามอะไรมากมาย เขาพูด “แม่นางมีเรื่องอะไรขอรับ”

เวินหนิงทำสีหน้าเคร่งขรึม “ฉันต้องการจะส่งคนสามคนออกไปจากเมืองหลวง”

“เวลา สถานที่ ชื่อ”

“พรุ่งนี้ ที่เรือนจอหงวน หวังฝู ฮูหยินหวังและบ่าวรับใช้หวังฉินเซิง พรุ่งนี้ยามจื่ออาจจะเกิดเหตุไฟไหม้ หากไฟไหม้ขึ้นมาจริงๆ พาพวกเขาออกไป ในหนึ่งปีห้ามกลับเข้าเมืองหลวง แต่หากไฟไม่ไหม้ เงินมัดจำนี้ถือว่าข้าให้พวกท่าน”

“ห้าพันตำลึง”

เวินหนิงแทบกระอักเลือก “ห้า...ห้าพันตำลึง”

คุณชายอี๋มีความสามารถพิเศษเช่นนั้นหรือ จึงรู้ว่านางมีเงินห้าพันตำลึง

ไม่ได้

ก่อนหน้านี้นางตัดสินใจแล้ว เมื่อครั้งก่อนตอนคุยกับเวินฉี นางบอกกับพี่รองว่าอยากจะร่วมทำการค้ากับเขา นางไม่ได้ล้อเล่น เพราะถึงอย่างไรนางไม่อาจใช้ชีวิตด้วยเงินเพียงแค่นี้ ต้องทำการค้า เงินจึงจะพอกพูน

หลายวันทีผ่านมานี้นางคิดออกแล้วว่าจะทำธุรกิจด

จ่ายให้คุณชายอี๋ห้าพันตำลึง นางไม่มีเงินทุนแล้ว

“สามพันตำลึง หากพรุ่งนี้ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้าจะจ่ายที่เหลือ” เวินหนิงข่มเสียง

“สี่พันตำลึง จ่ายทั้งหมด” ชายหนุ่มจับหยกในมือเล่น ท่าทีไม่ให้นางต่อรองใดๆ

เวินหนิงปวดใจจนแทบกระอักเลือด สี่พันตำลึง...นางจะจ่ายเงินสี่พันตำลึงเพื่อช่วยคนในครอบครัวของเผยโย่วเนี่ยนะ!

“ได้” แม้จะปวดใจ แต่เวินหนิงยังคงทำสีหน้านิ่งเฉย ถือตั๋วเงินแน่น

นางปลอบใจตนเอง เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายค่อยหาใหม่ แต่ชีวิตคนไม่ว่าจะมีเงินเท่าใดก็ไม่อาจซื้อกลับมาได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อชาติก่อนนางเคยรู้จักคุณชายอี๋มาก่อน รอบตัวของเขาเต็มไปด้วยคนมีฝีมือ ไว้วางใจได้

นางวางตั๋วเงินทองบนโต๊ะด้วยความปวดใจ

ชายหนุ่มรับเงิน ยิ้มอย่างเป็นมิตร “ด้วยความยินดีขอรับ”

เวินหนิงกระตุกมุมปาก ลุกขึ้นจะเดินจากไป กลัวว่าหากนางอยู่ต่อ นางจะยิ่งเสียดายเงินสี่พันตำลึง

ช่างเถอะๆ อย่างน้อยก็ประหยัดได้หนึ่งพันตำลึง รวมกับเงินทุน นางยังมีเงินเหลืออีกหนึ่งพันห้าร้อยตำลึง ใช้ประหยัดสักหน่อย เงินก้อนนี้ยังพอจะเอามาการค้าได้

ตอนเดินลงมาชั้นล่าง เวินหนิงปลอบใจตนเอง ต้องใจกว้าง อย่าคิดเล็กคิดน้อย ทว่าคิดไม่ถึงตอนที่นางเงยหน้าขึ้น นางเห็นชายคนหนึ่งถือจอกสุรา หัวเราะอย่างมีความสุข ท่ามกลางสาวงาม

เผยโย่ว

หึ

นางเมตตาและใจกว้าง ไม่ถือสาเรื่องในอดีตทั้งยังกรีดเลือดตนเองช่วยคนในครอบครัวของเขา แต่เขากลับดียิ่งนัก สอบติดจอหงวน กำลังจะได้เป็นซื่อจื่อ นั่งดื่มสุราอยู่ที่นี่อย่างด้วยความรื่นรมย์เนี่ยนะ

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 34 ตอนที่ 34