ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 37 ตอนที่ 37
ตอนที่ 37
ซื่อจื่อที่หายตัวไปนานกว่าสิบเก้าปีของจวนกั๋วกง สายเลือดเพียงหนึ่งเดียวขององค์หญิงใหญ่ คือจอหงวนในปีนี้ผู้สอบได้อันดับหนึ่งทั้งหกสนามสอบ!
วันนี้ถนนฉังอันครึกครื้นยิ่งกว่าวันประกาศผลสอบคัดเลือกฤดูวสันต์
ทุกคนต่างรู้ดีว่าฮ่องเต้เจียเหอมีคุณธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับองค์หญิงใหญ่ก็ไม่ธรรมดา แน่นอนว่าวันกรีดเลือดพิสูจน์ ฝ่าบาทย่อมเสด็จไปที่จวนกั๋วกง วันนี้ถึงขั้นเข้าร่วมงานที่ศาลบรรพบุรุษราชวงศ์ด้วยตนเอง เพื่อประทับตราให้หวังโย่ว ไม่สิ...ตอนนี้ควรจะเรียกว่าเผยโย่ว
หน้าศาลบรรพบุรุษราชวงศ์เต็มไปด้วยชาวบ้าน ปกติฮองเฮาจะตามเสด็จไปด้วยทุกครั้ง แต่ว่าครั้งนี้ฮ่องเต้เสด็จมาเพียงลำพัง ฮองเฮาไม่ได้มาด้วย ว่ากันว่าฮองเฮาประชวร ไม่อาจออกจากวังหลวง
ทางด้านจอหงวน วันนี้เขาสวมเสื้อและกวานราคาแพง ผู้คนห้อมล้อมเขาเช่นวันวาน ทว่าเขากลับแตกต่างจากครึ่งเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง เขายังเป็นคนเดิม รูปร่างหน้าตายังคงเหมือนเดิม แววตาของเขานิ่งสงบ เฉกเช่นตอนเดินขบวนแห่จอหงวนเมื่อครึ่งเดือนก่อน ทว่ามองดูเขาในตอนนี้ เพิ่งเข้าใจว่าความสุขุมนิ่งสงบของเขามาจากที่ใด
จอหงวนควรสวมเสื้อผ้าหรูหรา คู่ควรกับผ้าชั้นดี ควรจะมีองครักษ์ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีคอยอารักขา มองจากที่ไกลๆ เท่านั้น
องค์หญิงใหญ่ถือพัด ดวงหน้าเปี่ยมไปด้วยความดีใจ หลายปีมานี้ท่านเผยกั๋วกงสุขภาพย่ำแย่ ผมขาวโพลน ทว่าวันนี้กลับอกผายไหล่ผึ่ง กระปรี้กระเปร่า พระพักตร์ของฮ่องเต้เจียเหอฉายความอ่อนโยน คาดว่าคงจะดีใจและตื้นตันกับการกลับมาของหลานชายคนนี้ยิ่งนัก
ชาวบ้านหมอบราบบนพื้น เปิดทางให้ขบวนเสด็จเดินบนถนนฉังอัน เมื่อขบวนเสด็จเดินไปไกลแล้ว พวกชาวบ้านค่อยกล้าเงยหน้าขึ้น ลอบมองความน่าเกรงขามของราชวงศ์
กระทั่งขบวนเสด็จหายเข้าไปในจวนกั๋วกง ชาวบ้านจึงค่อยๆ ลุกขึ้น พูดกระซิบข้างหูคนข้างๆ อนาคตมีเรื่องให้พวกเขาเล่าให้ลูกหลานฟังด้วยความภาคภูมิใจมากขึ้นอีกเรื่องแล้ว
จวนกั๋วกงในเวลานี้ องค์หญิงใหญ่หรงหวาจับมือเผยโย่วเดินเข้าไปในห้องโถง ทุกคนในจวนคุกเข่า พูดอย่างพร้อมเพรียง “น้อมคำนับท่านซื่อจื่อ!”
วันนี้เวินหนิงไม่ได้ออกไป ทว่าจิตใจของนางนิ่งสงบ สิ่งใดควรทำนางก็ทำไปแล้ว ที่เหลือปล่อยให้เป็นไปตามชะตาฟ้าลิขิต
แค่ว่านางสงสัยยิ่งนัก จะเกิดเรื่องต่างๆ ขึ้นเหมือนชาติก่อนหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ทั้งที่ดึกมากแล้ว แต่นางยังคงนอนไม่หลับ
นางจำได้แม่น เพลิงไหม้ครั้งนั้นเกิดขึ้นยามจื่อ[footnoteRef:1] ช่วงเวลาที่เงียบที่สุดของเมืองหลวง ว่ากันว่าบ่าวรับใช้ตระกูลหวังป่วยติดเตียง ด้วยเหตุนี้จึงจุดไฟตลอดทั้งคืน ไม่รู้ว่าสิ่งใดตกใส่ตะเกียง จึงทำให้ไฟไหม้ทั้งหลัง [1: ยามจื่อ หมายถึง ช่วงเวลา ๒๓.๐๐ น.-๑.๐๐ น.
]
ตอนนั้นนางฟังที่ชาวบ้านเล่าแล้วปวดใจยิ่งนัก ว่ากันว่าพบศพสองสามีภรรยาตระกูลหวังในห้องบ่าวรับใช้ คาดว่าตอนไฟไหม้ ทั้งสองคงอยากจะช่วยบ่าวรับใช้ แต่สุดท้ายกลับไม่มีใครหนีรอดออกมาได้
คิดถึงตรงนี้ เวินหนิงรู้สึกว่าเงินสี่พันตำลึงคุ้มค่ายิ่งนัก
คู่สามีภรรยาจิตใจดีเช่นนี้ ไม่ควรตายจริงๆ
ได้แต่หวังว่าค่ำคืนนี้คุณชายอี๋อย่าทำงานพลาด
นางนอนไม่หลับ เอาแต่คิดเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องของเผยโย่ว
เผยโย่วเมื่อชาติก่อน คิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ไฟไหม้นั้นกัน
คนใจแข็งดั่งหินผาเช่นเขา เคยเสียใจกับเรื่องของพ่อแม่บุญธรรมและบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์หรือไม่ ทุกคนต่างคิดว่าเขาเจอพ่อแม่ที่แท้จริงแล้ว กลับเข้าจวนกั๋วกง เกิดเรื่องดีๆ เช่นนี้ขึ้น ผู้ใดจะสนใจความเป็นความตายของสามีภรรยาอีก”
ชาติก่อนตอนนางทราบเรื่องนี้ ได้แต่บอกว่าโลกนี้ไม่แน่นอน
ในตอนหลังนางอยู่กับเขาหลายปี ไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงจริงๆ
หรือว่าเขาจะไม่ได้รู้สึกอะไร
เวินหนิงครุ่นคิด กระทั่งผล็อยหลับไป
ทางด้านจวนกั๋วกงที่งานยุ่งตลอดทั้งวัน เวลานี้ยังคงจุดไฟส่องสว่าง โดยเฉพาะเรือนชิงฮุยของเผยโย่ว หวังฉิงเซิงยังคงวิ่งเต้นจัดการทุกอย่าง
ความเป็นจริงก่อนพวกเขาจะย้ายเข้ามา จวนกั๋วกงทำความสะอาดและเตรียมข้าวของทุกอย่างในเรือนชิงฮุยให้เรียบร้อยแล้ว แต่วันนี้ฮ่องเต้เจียเหอพระราชทานข้าวของให้อีกมากมาย จวนกั๋วกงเข้มงวด เขาติดตามคุณชายเข้ามาในจวน เป็นบ่าวรับใช้คนสนิทของคุณชาย บ่าวรับใช้คนอื่นๆ ล้วนรอฟังคำสั่งจากเขาว่าควรเก็บข้าวของต่างๆ ไว้ที่ใด
แต่เขาไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ลำพังเรือนชิงฮุยก็ใหญ่กว่าทั้งเรือนตระกูลหวังสามถึงสี่เท่า เขายังจำทิศทางไม่ได้ แล้วจะสั่งคนทำงานได้อย่างไร
โชคดีที่สาวใช้ใหญ่ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงรับหน้าที่นี้ไปทำ
โดยปกติเวลานี้ควรพักผ่อนแล้ว แต่เรือนชิงฮุยเพิ่งเรียบร้อย หวังฉินเซิงรีบรับใช้คุณชายเข้านอน
ทว่าเจอปัญหาอีกครั้ง
ตระกูลชั้นสูงสาวใช้เอกมีหน้าที่คอยปรนนิบัติรับใช้นายในการเปลี่ยนเสื้อผ้าและพักผ่อน จึงไม่ต้องพูดถึงจวนกั๋วกง เรือนชิงฮุยมีสาวใช้แปดถึงเก้าคน
แต่คุณชายไม่ให้พวกนางเข้าไปในห้อง
สุดท้ายหวังฉินเซิงเป็นคนเข้าไป
กล่าวว่าหวังฉินเซิงคอยปรนนิบัติรับใช้ แต่ความเป็นจริงคือเผยโย่วจัดการตนเอง เพราะเมื่อก่อนตอนอยู่ในตระกูลหวัง คนตระกูลหวังไม่เคยปฏิบัติกับเขาเหมือนบ่าวรับใช้ ความเป็นจริงเขาไม่เคยอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณชายมาก่อน
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จก็ยามไฮ่[footnoteRef:2]แล้ว [2: ยามไฮ่ หมายถึง ช่วงเวลา ๒๑.๐๐-๒๓.๐๐ น]
เผยโย่วไม่อนุญาตให้สาวใช้อยู่ในห้อง เช่นนั้นหน้าที่เฝ้ายามตอนกลางคืนย่อมตกเป็นของหวังฉินเซิง ตอนนอนอยู่บนเตียงเผยโย่วพูด “วันนี้ลำบากเจ้าแล้ว คุ้นชินหรือไม่”
“คุณชายพูดอะไรขอรับ” หวังฉินเซิงเกาศีรษะ หัวเราะแห้งๆ “เพียงไม่ทำให้คุณชายขายหน้า บ่าวก็ดีใจแล้วขอรับ พรุ่งนี้บ่าวจะให้หมัวมัวสอนเรื่องมารยาท”
“พรุ่งนี้เจ้ากลับบ้านก่อนเถอะ อีกสองวันท่านพ่อและท่านแม่ก็จะกลับหลิงหลานแล้ว เจ้าส่งท่านทั้งสองกลับไปก่อนค่อยกลับมา” เผยโย่วถอดกวาน ปล่อยผมยาวสยาย น้อยนักที่จะเห็นคุณชายปล่อยผมเช่นนี้
เฮ้อ ไม่แปลกที่ไม่ให้สาวใช้อยู่ในห้อง...
“ฉินเซิง?” ดวงตาสีนิลของเผยโย่วมองไปที่บ่าวรับใช้
หวังฉินเซิงดึงสติกลับมา พยักหน้า เขาลืมเรื่องนี้ได้อย่างไร ฮูหยินสุขภาพไม่ดี ควรมีคนสนิทคอยดูแล
“คุณชายวางใจขอรับ บ่าวจะส่งนายท่านและฮูหยินกลับหลิงหลานอย่างปลอดภัย”
เผยโย่วพยักหน้า “ไปพักผ่อนเถอะ”
หวังฉินเซิงต้องนอนเฝ้าคุณชาย ดังนั้นเขาจึงนอนข้างนอก เขาเตรียมหมอนและฟูกเรียบร้อยแล้ว หลังจากดับไฟในห้องเขาก็เดินออกไป
วันนี้เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไป
ทว่าเผยโย่วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ฮูหยินหวังพูดถูก ความเป็นจริงหวังโย่วเชื่อใจคนยากและยากที่จะสนิทสนมกับผู้อื่น เขาเป็นเช่นนี้ทั้งกับคนและกับสภาพแวดล้อม
เตียงที่ไม่คุ้นเคย กลิ่นกำยานที่ไม่คุ้นชิน ทำให้เขาว้าวุ่น
เขาคล้ายจะมีสติ คล้ายกำลังว้าวุ่น ท่ามกลางความสะลึมสะลือร่างกายของเขาค่อยๆ เบาหวิว กระทั่งประตูถูกเปิดเสียงดัง ทำให้เขาสะดุ้ง
“ท่านซื่อจื่อๆ!” เสียงเรียกดังก้อง “ท่านซื่อจื่อ ข้าน้อยเสียมารยาท! แต่ตอนนี้ตระกูลหวังไฟไหม้ ข้าน้อยจำต้องรายงานขอรับ!”
เผยโย่วลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุม
เขาไม่ชอบให้ในห้องมีสาวใช้คอยปรนนิบัติ ดังนั้นจึงไม่มีใครนอนเฝ้าเขา
เปิดประตู หลังจากกรีดเลือดพิสูจน์ เขาก็ได้กู้เฟยมาเป็นองครักษ์ กู้เฟยคุกเข่าข้างหนึ่ง “ท่านซื่อจื่อ เพิ่งได้รับแจ้งว่า ไฟไหม้ตระกูลหวัง ท่านซื่อจื่อจะไปหรือไม่ขอรับ”
เผยโย่วรีบออกไปทันที โดยมีกู้เฟยคอยติดตาม
“จวนกั๋วกงส่งคนไปช่วยดับไฟนับสิบคน คาดว่า...”
“นับสิบคน?” เสียงของเผยโย่วเปี่ยมไปด้วยความตกใจ “ไฟไหม้รุนแรงหรือ”
กู้เฟยพูดตะกุกตะกักเล็กน้อย “ขอรับ...รุนแรงเล็กน้อย...”
“บอกมาตามความจริง”
“ใช่ขอรับ!”
เผยโย่วเดินเร็วมาก แม้กระทั่งกู้เฟยที่มีศิลปะการต่อสู้ติดตัว ยังเดินตามแทบไม่ทัน “ท่านซื่อจื่อ ตอนทราบข่าวไฟไหม้นานกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว คนของเราต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งในการเดินทาง เกรงว่า...”
ขณะพูดทั้งสองมาถึงหน้าประตู เตรียมม้าเอาไว้แล้ว เผยโย่วรีบกระโดดขึ้นหลังม้า ฟาดแส้แล้วขี่ม้าออกไป โดยไม่รอกู้เฟย
อากาศยามค่ำคืนในฤดูวสันต์ไม่นาว แต่อาจจะเพราะเขาขี่ม้าเร็วเกินไป จึงทำให้มือที่ฟาดแส้สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
ยามจื่อ คือช่วงเวลาที่ชาวเมืองหลวงกำลังหลับสนิท เสียงเกือกม้าบนถนนฉังอันจึงดังเป็นพิเศษ
ตระกูลหวังและจวนกั๋วกงอยู่ห่างกันประมาณหนึ่ง แต่บนท้องถนนว่างเปล่า ม้าพุ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูง ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ เผยโย่วก็ไปถึงแล้ว
“ท่านซื่อจื่อ!” กู้เฟยเห็นม้าวิ่งด้วยความเร็วสูง ตามด้วยกระชากบังเหียน กังวลกลัวว่าม้าตัวนั้นไม่อาจหยุดนิ่ง ทว่าเขากลับเห็นเผยโย่วทิ้งม้า แล้ววิ่งเข้าไปในเรือนด้วยความร้อนใจ
ไฟดับลงแล้ว
ตามที่กู้เฟยพูด จวนกั๋วกงส่งองครักษ์มานับสิบนาย เพื่อดับไฟ ไม่นานก็ดับไฟได้สำเร็จ
เพียงแต่ตระกูลหวังไม่เหมือนเดิมแล้ว
ตั้งแต่ตัวเรือนไปจนถึงสวน ไม่มีส่วนใดคงสภาพดี แม้กระทั่งต้นแปะก๊วยอายุเกือบร้อยปี ยังถูกเผาไหม้จนลำต้นแห้งและดำสนิท
กลิ่นไหม้ฟุ้งกระจาย สองเท้าย่ำเหยียบ ยังคงความอุ่นที่หลงเหลืออยู่หลังจากไฟไหม้
หน้าประตูห้องนอนของหวังฉินเซิง คนด้านในถูกยกออกมาแล้ว
ทั้งสามคนตัวติดกัน
แม้จะถูกแผดเผาจนมองไม่ออก แต่เผยโย่วกลับแยกแยะพวกเขาได้อย่างง่ายดายว่าใครเป็นใคร
คนที่อยู่ด้านในสุดคือท่านแม่ของเขา แม่ผู้อ่อนโยนที่คอยกล่อมเขานอนหลับ เมื่อหลายวันก่อน เขาเพิ่งกอดนาง นางตบหลังเขาเบาๆ พูดด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถอะโย่วเอ๋อร์ ชีวิตของเรา ต้องดีขึ้นเรื่อยๆ”
คนที่กอดท่านแม่แน่น คือท่านพ่อของเขา บุรุษผู้อบอุ่นและขยันขันแข็ง แม้จะลำบากเพียงใดก็ไม่เคยใจร้ายกับเขา เมื่อครึ่งเดือนก่อนพวกเขาเพิ่งนั่งดื่มกันใต้ต้นแปะก๊วย ท่านพ่ออวยพรให้เขาสอบติด อวยพรให้เขามีอนาคตที่สดใส
ส่วนอีกคนที่อยู่ด้านนอกสุด พยายามกอดทั้งสองเอาไว้ คือบ่าวรับใช้ของเขา บ่าวรับใช้ผู้จงรักภักดี คอยปรนนิบัติรับใช้เขาตลอดเวลา เท้าทั้งสองข้างที่ถูกทำร้ายจนหักเพราะตนเป็นต้นเหตุ เวลานี้ถูกไฟแผดเผาจนขาด ไม่เจอร่องรอยของเท้าทั้งสองข้างแล้ว
เสียงของหวังฉินเซิงดังก้องในหู “คุณชายขอรับ ชีวิตของบ่าวไม่ใช่ชีวิตหรือขอรับ”
“คุณชาย ข้าไม่พอใจ!”
“คุณชาย! ข้าไม่พอใจ!”
ชีวิตของพวกเขาไม่ใช่ชีวิตหรือ
ปวดขมับอย่างมาก เผยโย่วแทบจะยืนทรงตัวไม่ได้
“ท่านซื่อจื่อ เสียใจด้วยขอรับ!” ไม่รู้ว่าใครคุกเข่าตรงหน้า ขวางทางเดินของเขา
“ไสหัวไปซะ” เสียงของเขาราวกับดังมาจากนรก
“ท่านซื่อจื่อ...”
หวังโย่วเตะคนตรงหน้าทิ้งโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเมื่อยิ่งเข้าใกล้ร่างของทั้งสามคนที่ถูกเผาจนไหม้เกรียม เขาก็ยิ่งปวดขมับมากขึ้น ภาพตรงหน้าค่อยๆ เลือนราง แต่เขาเห็นหยกขาวบนข้อมือของท่านแม่ชัดเจน
ตอนที่เขาเพิ่งเข้ามาอยู่ในตระกูลหวัง เขาไม่คุ้นเตียง ไม่คุ้นกับผู้คน ทำให้นอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
ฮูหยินหวังกอดเขาเอาไว้ ฮัมเพลงเสียงเบา เขาไม่ชอบใกล้ชิดกับคนแปลกหน้า จึงจับกำไลของฮูหยินหวังเอาไว้ ถึงขั้นในตอนหลัง ฮูหยินหวังให้เขานอนกับนาง เขาลูบกำไลหยกขาวนั้นเบาๆ ก็หลับสนิทแล้ว
เวลานี้หยกขาวถูกเผาจนกลายเป็นสีดำ
เผยโย่วหลับตาลง ความเจ็บปวดที่ขมับไม่ลดน้อยลง กลับปวดรุนแรงมากขึ้น ปวดจนเขาไม่อาจก้าวเท้าต่อไปได้
“ท่านซื่อจื่อ ท่านซื่อจื่อ!” เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นกะทันหัน หยุดความเจ็บปวดของเขา “ท่านซื่อจื่อ ข้าน้อยมีเรื่องจะรายงานขอรับ!”
เผยโย่วลืมตาขึ้น
คิดไม่ถึงจริงๆ...
เป็นเพียงความฝัน
โชคดี...
ที่เป็นเพียงความฝัน
เขายังปวดขมับยิ่งนัก เผยโย่วอยากจะกดขมับของตนเอง แต่กลับพบว่าตนกำหมัดแน่น แน่นจนไม่อาจคลายหมัดในชั่วขณะ
หวังฉินเซิงเปิดประตูเอาไว้แล้ว ไม่นานก็มีคนเข้ามา
กู้เฟย
เผยโย่วกระวนกระวายใจ แยกไม่ออกว่าเมื่อครู่คือความฝัน หรือว่าตอนนี้ต่างหากที่เป็นความฝัน
เมื่อครู่เขารายงานที่หน้าห้อง เวลานี้เข้ามารายงานในห้อง คุกเข่าข้างหนึ่งไม่ไกลจากเตียงของตนเท่าใดนัก ทว่าเรื่องที่เขารายงานคือเรื่องเดียวกัน “ท่านซื่อจื่อ ข้าน้อยเสียมารยาท! แต่ตอนนี้ตระกูลหวังไฟไหม้ ข้าน้อยจำต้องรายงานขอรับ!”