ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 38 ตอนที่ 38
ตอนที่ 38
ลมพัดแรง ตอนขี่ม้าอยู่บนถนนฉังอัน เผยโย่วเพิ่งพบว่าความฝันเมื่อครู่ทำให้เขาเหงื่อแตกจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม เวลานี้ยามลมพัดผ่าน เขาหนาวเข้ากระดูก
เมืองหลวงที่เงียบสงบในเวลานี้ เหมือนในความฝัน แค่ว่าคนที่ติดตามเขามานั้น นอกจากู้เฟยแล้ว ยังมีหวังฉินเซิง
เขาคิดถึงความฝันแสนพิลึกนั่น มุ่งหน้าไปตระกูลหวังด้วยความรีบร้อน
เห็นซากบ้านเรือนนั้นอีกครั้ง มือทั้งสองข้างยังคงกำหมัดแน่น องครักษ์ในจวนกั๋วกงคุกเข่าบนพื้นอย่างพร้อมเพรียง เหมือนในความฝัน แค่ว่าจุดที่พวกเขารวมตัวกันอยู่นั้นแตกต่างจากในความฝัน
ในความฝันองครักษ์รวมตัวกันอยู่ที่หน้าห้องหวังฉินเซิง แต่ตอนนี้องครักษ์โดยมากรวมตัวกันที่หน้าห้องหวังฝูและฮูหยินหวัง เผยโย่วที่กำลังจะมุ่งหน้าไปที่ห้องของหวังฉินเซิง ชะงักฝีเท้า หันหลังกลับมา
เขายังเดินไปไม่ถึง ก็มีคนพูดขึ้นมาก่อน “ท่านซื่อจื่อ เสียใจด้วยขอรับ!”
เขาเห็นร่างทั้งสองในเรือนที่ถูกเผาไหม้จนเกรียมจากที่ไกลๆ ไอเย็นแล่นผ่านกระดูกสันหลัง เท้าทั้งสองข้างคล้ายถูกดินเหนียวดึงรั้งเอาไว้
“นายท่าน!” ค่ำคืนที่เงียบสงัด มีเสียงกรีดร้องของหวังฉินเซิงดังขึ้น “ฮูหยิน!”
หวังฉินเซิงวิ่งไปบริเวณที่เหล่าองครักษ์ยืนล้อม เห็นร่างสองร่างที่ถูกแผดเผา แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ หันกลับไปมองเผยโย่วที่อยู่ไม่ไกล แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวด
เผยโย่วปวดขมับยิ่งนัก ราวกับเข็มนับพันนับหมื่นกำลังทิ่มแทง
เขาหลับตาลง แล้วลืมตาอีกครั้ง ดวงตาของเขาแดงราวกับสีเลือด สุดท้ายก้าวเท้าเดินเข้าไป
ภาพนี้แตกต่างจากในความฝัน ในความฝันคล้ายว่าก่อนตายทั้งสามคนพยายามปกป้องกันและกัน พวกเขากอดกันแน่น ตอนยกทั้งสามร่างออกมาพวกเขาตัวติดกัน แต่เวลานี้ทั้งสองร่างนอนนิ่งอยู่บนเปลหาม คล้ายก่อนตายพวกเขาไม่ได้เผชิญกับความเจ็บปวด
เผยโย่วต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาลในการก้าวเดิน
กำไลหยกขาวบนข้อมือ ถูกเผาจนดำ แต่ว่า...
เขาย่อตัวลง จับมือศพสตรีคนนั้น
“คุณชาย...” หวังฉินเซิงคุกเข่า น้ำตารินไหล
เผยโย่วปล่อยมือ แล้วหันไปมองศพผู้ชาย
ศพผู้ชายและศพผู้หญิง ถูกเผาจนไม่เหลือเค้าเดิม หวังฉินเซิงมองสีหน้าของเผยโย่ว แววตาของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความเดียวดายที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ใบหน้าซีดขาว กลัวว่าอีกฝ่ายไม่อาจเผชิญหน้ากับความจริงได้ คลานเข่าไปตรงหน้าเพื่อปลอบใจ ทว่าหวังโย่วที่ตัวแข็งทื่อนั้น จู่ๆ ก็คลายลง เขารีบเข้าไปพยุง “คุณชาย!”
“ข้าไม่เป็นอะไร”
เสียงของเผยโย่วแหบพร่า ริมฝีปากของเขาซีดขาว ความเดียวดายที่ฉายออกมาจากแววตาลดน้อยลง ถอยหลังสองก้าว คำนับสองศพตรงหน้าสามครั้ง
เวินหนิงในเวลานี้นอนหลับไม่สนิท นางยังคงกังวลเรื่องไฟไหม้ ไม่รู้ว่าคืนนี้จะเกิดเหตุไฟไหม้ที่ตระกูลหวังเหมือนชาติก่อนหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ตอนที่ลูกธนูยิงเข้ามาในห้อง ปักบนหัวเตียงของนาง นางจึงลืมตาทันที
นางลุกขึ้นท่ามกลางความมืด มีลูกธนูอยู่บนหัวเตียงจริงๆ พร้อมกับม้วนกระดาษที่ถูกมัดติดลูกธนูมาด้วย
นี่เป็นครั้งแรกที่นางพบเจอการส่งจดหมายด้วยวิธีนี้ รู้สึกว่าเรื่องราวในนิทานมีความน่าเชื่อถือ คนมีฝีมือเช่นนี้มีอยู่จริง แม้ไม่ได้เข้ามาในห้องก็ยิงธนูได้อย่างแม่นยำ
นางไม่อยากทำให้หลิงหลานตื่น จึงไม่จุดไฟ โชคดีที่ดวงจันทร์ส่องสว่าง นางหยิบม้วนกระดาษขึ้นมาแล้วเดินไปริมหน้าต่าง มองเห็นเนื้อความอย่างชัดเจน
“เป็นไปตามความต้องการของท่าน”
“พรุ่งนี้ยามเซินเจอกันที่หอนางโลมอี๋ชุน”
เวินหนิงอ่านสองประโยคนี้ถึงสามรอบ “เป็นไปตามความต้องการของท่าน” หมายความว่าคืนนี้เกิดเหตุไฟไหม้ที่ตระกูลหวังจริงๆ พวกเขาทำตามที่นางไหว้วาน ช่วยนายบ่าวสามคนนั้นออกมาแล้ว
แต่เหตุใดจึงมีข้อความต่อท้ายว่า “พรุ่งนี้ยามเซินเจอกันที่หอนางโลมอี๋ชุน?” ตามหลักแล้วเมื่อเสร็จงาน ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกัน
หรือว่าเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น
เวินหนิงฉีกม้วนกระดาษ พร้อมกับเทน้ำราดกระดาษเพื่อทำลายข้อความ จากนั้นโยนทั้งน้ำชาและกระดาษออกนอกหน้าต่าง
ตระกูลหวัง เจ้าเมืองจิงจ้าวนำเจ้าหน้าที่มาที่เรือน ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็รู้สาเหตุการเกิดไฟไหม้แล้ว
“ใต้เท้าขอรับ จากร่องรอยที่พบ ไฟเริ่มไหม้จากห้องนอน โต๊ะสี่เหลี่ยมในห้องถูกเผาเสียหายเกือบหมด คาดว่าน่าจะเกิดจากเชิงเทียนล้ม สองสามีภรรยาตระกูลหวังนอนหลับสนิท จึงไม่รู้ตัวขอรับ”
เผยโย่วยืนอยู่ข้างเจ้าเมืองจิงจ้าว พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “ท่านพ่อและท่านแม่ไม่ได้มีนิสัยจุดเทียนทิ้งไว้ยามค่ำคืน”
เข้ากลับเข้าไปอยู่ในจวนกั๋วกงแล้ว คำว่า ‘ท่านพ่อและท่านแม่’ ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก เจ้าเมืองจิงจ้าวชะงักครู่หนึ่ง คิดเสียว่าคือความรู้สึกผิดที่เผยโย่วมีต่อบิดามารดารับเลี้ยง เจ้าเมืองพูดด้วยความเคารพ “ท่านซื่อจื่อ ตระกูลหวังอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมานานหลายปี เคยมีปัญหากับผู้ใดหรือไม่”
เผยโย่วครุ่นคิด “ไม่มีขอรับ”
ต้วนยงอายุสี่สิบกว่า เขารับตำแหน่งจิงจ้าวฝู่มานานเกือบสิบปี คำพูดเพียงสองสามถ้อยคำของเผยโย่ว เขาก็เข้าใจความหมายแล้ว ประสานมือทั้งสองข้างแล้วพูด “ท่านซื่อจื่อโปรดวางใจ ข้าจะสืบเรื่องนี้ด้วยตนเอง เหตุการณ์ไฟไหม้ในวันนี้ต้องสืบจนกระจ่าง ถือเป็นการทำเพื่อดวงวิญญาณทั้งสอง!”
“ลำบากท่านใต้เท้าแล้ว” เผยโย่วทำความเคารพ
ต้วนยงมองส่งคนจวนกั๋วกงออกไป ลูบเคราอย่างครุ่นคิด
ท่านซื่อจื่อที่เติบโตในครอบครัวธรรมดา ยากจะรับมือ
มาด้วยความรีบร้อน เผยโย่วขี่ม้ามา ตอนที่เขาเดินออกมาจากตระกูลหวัง รถม้าจอดรอเขาที่หน้าประตูแล้ว
หวังฉินเซิงขี่ม้าไม่เป็น จึงเข้าไปในรถม้าพร้อมกับเผยโย่ว ตอนอยู่ข้างนอกเขาเห็นแก่เผยโย่ว จึงกลั้นน้ำตาไม่กล้าร้องไห้เสียงดัง เมื่อเข้ามาในรถม้ามีเพียงเขากับเผยโย่วสองคน เขาไม่อาจกลั้นน้ำตาต่อไปได้ คว้าแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตา พร้อมกับร้องไห้ฟูมฟาย
หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้...คืนนี้เขาไม่ควรค้างที่จวนกั๋วกง เขาควรจะรีบกลับมา หากเขาอยู่ในเรือน บางทีเขาอาจจะช่วยนายท่านและฮูหยินได้ก็ได้
หวังฉินเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งโทษตัวเอง สุดท้ายเขาร้องไห้เสียงดัง
เผยโย่วไม่ได้มองไปที่เขา ถึงขั้นที่ว่าราวกับไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงร้องไห้ฟูมฟายของอีกฝ่าย เขามองหน้าต่างรถม้าด้วยแววตานิ่งสงบ ถูนิ้วมือไปมาโดยไม่รู้ตัว
หากเวลานี้หวังฉินเซิงตั้งสติเพียงเล็กน้อย เขาจะพบว่าคุณชายนิ่งสงบกว่าคนปกติ ไม่เสียใจกับการตายของบิดามารดาแม้แต่น้อย เพียงนั่งเงียบในรถม้า คล้ายกำลังอยู่ในภวังค์
…
นิ้วเท้าของเวินหนิงไม่ได้หักจริงๆ ด้วย วันนั้นหลังจากกลับมานางก็รีบทายา เช้าวันที่สองนางดีขึ้นมา
มาวันนี้ นิ้วเท้าของนางไม่บวมแล้ว
แต่ว่านางจะออกจากจวน หลิงหลานยังคงคัดค้านสุดเสียง
“คุณหนู! ครั้งก่อนคุณหนูออกไป กลับมาในสภาพน่าเวทนาเช่นนั้น วันนี้คุณหนูห้ามออกไปอีกเด็ดขาด!” น้อยครั้งที่หลิงหลานจะดุเช่นนี้ นางเอามือเท้าเอวไม่ให้ชุดบุรุษกับเวินหนิง “หากจะออกไป ต้องให้บ่าวไปด้วยเจ้าค่ะ”
หอนางโลมอี๋ชุน สถานที่เช่นนั้น นางจะพาหลิงหลานไปได้อย่างไร
ในเมื่อหลิงหลานไม่ไปหยิบเสื้อผ้าให้ เวินหนิงจึงไปหยิบเอง
“คุณหนู!” หลิงหลานจนปัญญา กระทืบเท้าร้องเรียกคุณหนู
เวินหนิงเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมกับพูด “ครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ ต่อไปนี้ ข้าจะออกประตูใหญ่เท่านั้น ไม่เข้าใกล้ประตูหลังอีกต่อไป ไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีกแล้ว”
“แต่ว่า...”
“เจ้าวางใจเถอะ วันนี้ข้าไม่มีวันดื่มสุรา ข้าจะกลับมาภายในหนึ่งชั่วยาม” เวินหนิงสวมหมวก หันหลังเดินออกไป
หลิงหลานกระทืบเท้าด้วยความจนปัญญา นาง...จนปัญญาแล้วจริงๆ!
เวินหนิงไปถึงหอนางโลมอี๋ชุนตามนัดหมาย เวลานี้ในหอนางโลมไม่มีลูกค้า เมื่อหญิงนางโลมเห็นนาง ต่างรีบมาทักทาย นางบอกข้อความลับกับแม่เล้า แม่เล้ารีบพานางเข้าไปในห้องทันที
ในที่สุดครั้งนี้นางก็ไม่ต้องรออีกต่อไป ชายหนุ่มผอมบางต้มน้ำชาเตรียมเอาไว้แล้ว เขากำลังรอนาง
“เมื่อวานเป็นอย่างไรบ้าง” เวินหนิงไม่อ้อมค้อน นางถามทันทีที่นั่งลง
คุณชายอี๋รินน้ำชาให้นาง พูดด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูดื่มชาก่อน?”
เวินหนิงเห็นรอยยิ้มของเขา มองเขาด้วยความสงสัย “หรือว่าเกิดข้อผิดพลาดขึ้น”
“คุณหนูพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรขอรับ” คุณชายอี๋ยิ้มบางๆ “เรื่องเล็กแค่นี้หากยังทำไม่ได้ ก็เสียชื่อคุณชายอี๋ชุนของข้าหมดสิขอรับ”
อ้อ ที่แท้ในยุทธภพเรียกเขาว่าคุณชายอี๋ชุนนี่เอง
“ช่วยพวกเขาได้สำเร็จแล้วหรือ ส่งพวกเขาออกนอกเมืองหลวงแล้วหรือ”
“แน่นอนขอรับ”
“แล้วเหตุใดท่านจึงเชิญข้ามาที่นี่” เวินหนิงถาม
คุณชายอี๋ชุนใช้นิ้วลูบวนถ้วยน้ำชาของตนเองสองรอบ รอยยิ้มของเขากว้างขึ้น พูด “แม้จะไม่รู้ว่าระหว่างคุณหนูกับตระกูลหวังและจอหงวนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร แต่ในเมื่อคุณหนูยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อช่วยชีวิตคน เช่นนั้น...ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะบอกคุณหนู คิดว่าสำหรับคุณหนูแล้ว คือเรื่องที่คุ้มค่าอย่างมาก”
เวินหนิงปรายตามองเขา “เชิญท่านพูด”
คุณชายอี๋ชุนจิบน้ำชา พูดอย่างผ่อนคลาย “คุณหนู นี่คืออีกราคาหนึ่ง”
เป็นจริงตามคาด!
เวินหนิงหัวเราะในลำคอ นางรู้อยู่แล้วว่าชายหนุ่มผู้เห็นเงินทองมีค่ายิ่งกว่าชีวิต เรียกนางมาในวันนี้ต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแน่นอน
“เห็นแก่ที่คุณหนูเป็นลูกค้าเก่า ข้าลดราคาให้” คุณชายอี๋ชุนพูด
แม้ไม่คิดจะจ่ายเงินก้อนนี้ แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘ลดราคา’ เวินหนิงจึงเอ่ยถาม “เท่าใด”
“ห้าพันตำลึง”
เวินหนิงแทบจะสำลักน้ำชา เห็นนางโง่เขลาตามคนไม่ทันเช่นนั้นหรือ ข่าวบ้าบออะไรจึงมีมูลค่าถึงห้าพันตำลึง ทั้งยังเป็นราคาที่ลดแล้วเนี่ยนะ!
“ข้าไม่อยากรู้แล้ว” เวินหนิงกลืนน้ำชาที่อยู่ในปาก “ขอตัวก่อน”
ถึงอย่างไรก็ช่วยชีวิตคนที่นางอยากจะช่วยแล้ว แม้จะมีเรื่องใดก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเผยโย่ว นางไม่อยากรู้
“สามพันตำลึง”
คุณชายอี๋ชุนลดราคา
แต่ว่าขอประทานโทษ ทั้งเนื้อทั้งตัวของนางมีเพียงหนึ่งพันห้าร้อยตำลึง อีกทั้งตั๋วเงินก็อยู่ที่จวนเวิน สามพันตำลึงนางไม่มีปัญญาจ่าย
“หนึ่งพันห้าร้อยตำลึง” อาจจะเพราะเห็นนางไม่มีทีท่าจะหยุดเดิน คุณชายอี๋ชุนจึงพูดขึ้นอีกครั้ง
เวินหนิงในวันข้างหน้ารู้สึกเสียใจยิ่งนัก ข่าวนี้ นางควรซื้อ! แต่นางในเวลานี้ มีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น ‘ต่อรองราคากับหอนางโลมอี๋ชุนได้! ทั้งยังต่อรองราคาได้มากถึงขั้นนี้! ไหนบอกว่าจอมยุทธ์ในยุทธจักร รักอิสระทำตามประสงค์ของใจ ไม่ทำร้ายเด็กและคนชรา!’
ข่าวมูลค่าห้าพันตำลึง ลดจนเหลือหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงเนี่ยนะ เช่นนั้นเงินสี่พันตำลึงที่นางจ่ายก่อนหน้านี้ นางขาดทุนมากถึงสองพันห้าร้อยตำลึงเชียวหรือ!!!
คิดไม่ถึงเมื่อนางเดินไปถึงหน้าประตู คุณชายอี๋ชุนกระแอมไอ “หนึ่งพันตำลึง ไม่อาจลดได้อีกแล้ว”
หนึ่งพันตำลึง! นางขาดทุนสามพันตำลึง!
เวินหนิงแทบกระอักเลือด
อย่าพูดถึงเงินพันตำลึง แม้เพียงสลึงหนึ่งนางก็ไม่มีวันจ่ายเพื่อเผยโย่ว
นางเดินออกไป โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไป ทำให้คุณชายอี๋ชุนตกตะลึงยิ่งนัก
สตรีคนนี้คล้ายไม่เคยผ่านโลกมาก่อน ทว่ายอมจ่ายเงินก้อนโต แต่นางกลับไม่ยอมจ่ายเงินพันตำลึงเพื่อซื้อข่าวที่มีมูลค่ามากกว่าห้าพันตำลึงเนี่ยนะ
คิดผิดแล้ว คิดผิดแล้ว
คิดไม่ถึงว่านางจะทำให้เขาขาดทุน
เขาถอนหายใจแล้วหยิบเศษผ้าออกมาจากแขนเสื้อ
เมื่อคืนมีคนส่งข่าวมา โดยเขียนเนื้อความไว้บนผ้าสองประโยค
ประโยคแรก ‘ไฟไหม้ครั้งนี้เป็นฝีมือมนุษย์’
ประโยคที่สอง ‘เพื่อไม่ให้ผู้อื่นสงสัย จึงแทนที่ด้วยศพสองศพที่มีรูปร่างใกล้เคียงกัน’
โธ่ๆ ในเมื่อคุณหนูไม่ต้องการ...
เขาดึงโคมไฟเข้าใกล้เศษผ้า เพียงชั่วพริบตา เศษผ้าและเนื้อความ ถูกเผาจนหมดสิ้น
คนร้ายวางเพลิงในครั้งนี้จะถูกจับได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับลิขิตสวรรค์