ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 27 ตอนที่ 27
ตอนที่ 27
เหตุผลเวินหนิงถอนหมั้นเสิ่นจิ้น เวินถิงชุนคิดทบทวนอยู่นาน
เขาไม่ต้องการอำนาจ ไม่ต้องการยศสูง ตัวเขาไม่ใช่คนทะเยอทะยาน
แต่บุตรีของเขาเล่า ไม่กล่าวถึงเวินหลานและเวินฉี บุรุษย่อมต้องประสบความสำเร็จด้วยลำแข้งของตนเอง ทว่าเวินหนิงนางเป็นสตรี แม้เขาจะเลือกสามีดีๆ ให้นาง เมื่อนางแต่งเข้าตระกูล ช่วงปีแรกๆ ชีวิตคู่ราบรื่น แต่เมื่อนานวันเข้า สามีภรรยาคู่ใดบ้างที่จะไม่ทะเลาะกัน
หากถึงเวลานั้นตระกูลของนางไม่แข็งแกร่งมากพอ ไม่อาจเป็นที่พึ่งให้นางได้ ยามนางถูกรังแกจะหันหน้าไปพึ่งใคร
บางทีนี่อาจจะถึงเวลาปรับเปลี่ยนทิศทางของเขาแล้ว กลับมามุ่งมั่นในหน้าที่การงาน ตั้งใจทำงาน ถึงอย่างไรพวกลูกๆ ก็โตแล้ว ไม่ซุกซนเหมือนตอนเด็กๆ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ เขาจึงตั้งใจทำงานเป็นพิเศษ อีกทั้งการสอบคัดเลือกขุนนางที่จัดขึ้นทุกสามปี งานของเขาจึงยุ่งกว่าปกติ ทว่าคิดไม่ถึงเขาไม่ได้สนใจเรื่องในตระกูลเพียงไม่กี่วัน พวกลูกๆ ที่ ‘เติบโต’ กันหมดแล้วกลับสร้างปัญหาให้เขา
เวินหนิงรู้ดีว่าไม่อาจหนีรอดได้ นางจึงคุกเข่า โดยไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย
เวินถิงชุนตะโกนเสียงดัง “อาฉิน ใช้กฎตระกูล!”
“นายท่าน...” พ่อบ้านฉินเกลี้ยกล่อม
“ไป!” หนวดสีขาวของเวินถิงชุนสั่นเทา เห็นชัดว่าโมโหมาก
“ท่านพ่อ ทั้งหมดเป็นความผิดของลูก ท่านพ่ออย่าโมโหเลยเจ้าค่ะ” เวินหนิงพูดขณะคุกเข่าบนพื้น
“เจ้ารู้ด้วยหรือว่าพ่อโมโหเป็น เหตุใดเจ้าจึงไม่ทำให้พ่ออกแตกตายไปเลยเล่า ฮะ” เวินถิงชุนไม่ดุเวินหนิงเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว แต่เรื่องวันนี้เหนือความคาดหมายของเขาจริงๆ
วันนี้ตอนทำงาน เขารู้สึกว่าบริวารที่ปกติให้ความเคารพเขา หันมามองเขาเป็นครั้งคราว คล้ายอยากจะพูดบางอย่างแต่สุดท้ายก็ไม่พูด
เมื่อเห็นหลายครั้งเข้า เขาจึงเรียกมาถาม สุดท้ายอีกฝ่ายคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ครึ่งอยากรู้ความจริงครึ่งรายงาน “ใต้เท้า ได้ยินว่า...ได้ยินว่าวันนี้พวกท่านดูรายชื่อจับลูกเขยหรือขอรับ”
เป็นเรื่องที่เขาคาดไม่ถึง เขาถึงขั้นใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะรู้ว่า ‘ดูรายชื่อจับลูกเขย’ คืออะไร
คนที่เขาเรียกมาคุยด้วยคล้ายอยากจะหัวเราะแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ “ทั้งยังจับ...จอหงวนคนใหม่คุณชายหวังอีกด้วย”
กระทั่งเวลานี้เวินถิงชุนยังจำความรู้สึกเมื่อครู่ได้ เลือดลมไหลผ่านทั่วร่างกาย ใบหน้าของเขาแดงก่ำ
“เรื่องแต่งงานคือเรื่องใหญ่ คำสั่งของพ่อแม่ คำพูดแม่สื่อ ดูรายชื่อจับลูกชายเนี่ยนะ! ผู้ใดสอนเจ้า เจ้าเอาความกล้านี้มาจากที่ใด ฮะ” เวินถิงชุนเดินวนรอบตัวเวินหนิง เขาคิดไม่ถึงว่า ลูกสาวที่ทั้งอ่อนโยนและเชื่อฟังของเขา จะทำเรื่องน่าตกตะลึงเช่นนี้ลับหลังเขาได้!
“หากเจ้าชื่นชอบคุณชายหวังคนนั้น ควรบอกพ่อให้ชัดเจน พ่อจะเชิญแม่สื่อมาที่จวน ช่วยเจ้าคิดหาวิธี” เวินถิงชุนคิดไม่ตกจริงๆ “แม้พ่อจะไม่มียศสูง ทว่าไม่มีแม้กระทั่งความสามารถในการหาคู่ให้เจ้าเชียวหรือ”
เวินหนิงเงียบ
เพราะกลัวว่าท่านจะทำให้ได้แต่งงานจริงๆ นะสิ
“ยิ่งไปกว่านั้นคุณชายหวังนั่น เป็นถึงจอหงวนที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง จอหง;นคนแรกของราชวงศ์ที่สอบได้อันดับหนึ่งทั้งหกสนามสอบ การกระทำเยี่ยงเด็กเล่นของเจ้าจะทำให้ได้แต่งงานกับเขาหรือ”
เวินหนิงก้มหน้าลง “อาหนิงผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”
“อาฉิน! ยืนเซ่ออยู่ทำไม!” เวินถิงชุนตะคอกพ่อบ้านฉิน
พ่อบ้านฉินรู้ดีว่าเวินถิงชุนรักลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาที่สุด คิดว่าเมื่ออีกฝ่ายใจเย็นลง คงทำใจตีลูกสาวไม่ได้ ดังนั้นแม้จะถือไม้บรรทัดเอาไว้ แต่เขากลับเอาแนบข้างลำตัว
แต่เมื่อเวินถิงชุนตะคอกเช่นนี้ เขาก็ทำได้เพียงยื่นไม้บรรทัดให้
เวินถิงชุนถือไม้บรรทัด “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการกระทำของเจ้าทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้จวนเวินขายหน้า”
“เป็นความผิดของอาหนิงเองเจ้าค่ะ” เวินหนิงยื่นมือออกไปอย่างยอมรับในโชคชะตา
เวินถิงชุนกัดฟันแน่น ขณะกำลังจะฟาดไม้บรรทัดลงไป
“ท่านพ่อ! ทำเช่นนั้นไม่ได้ขอรับ!”
“ท่านพ่อ! ข้าเป็นต้นคิดเรื่องนี้เองขอรับ!”
เวินหลานและเวินฉีมาถึงพร้อมกัน ทั้งสองคุกเข่าตรงหน้าเวินถิงชุน ด้วยความชำนาญ
เวินหลาน “ท่านพ่อ เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่รอบคอบ น้องยังเด็ก ไม่เข้าใจหลักการเหล่านั้นหรอกขอรับ”
เวินฉี “ท่านพ่อ ข้านำคนไปตระกูลหวัง อาหนิงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ข้าหนังหนา ท่านตีข้าเถอะขอรับ”
เวินถิงชุนมองลูกชายทั้งสองคน โมโหมากกว่าเดิม เรื่องใหญ่ขนาดนี้ กลับไม่มีใครบอกพ่อคนนี้ เห็นเขาเป็นหัวหลักหัวตอหรืออย่างไร
“เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยหรือ” เวินถิงชุนข่มอารมณ์ ถามเวินหลาน
เวินหลานไม่อยากพูด แต่ก็ต้องพูด “ก่อนหน้านี้...ก่อนหน้านี้ลูกเป็นพ่อสื่อให้น้อง ให้อาหนิงเจอกับคุณชายหวัง แต่ว่า...”
“เจ้า...เจ้า...” เลือดลมไหลผ่านไปทั่วตัวเวินถิงชุนอีกครั้ง
เวินฉีรีบพูด “ท่านพ่อ อย่าโมโหจนตนเองล้มป่วยนะขอรับ!”
เมื่อพูดเช่นนี้ ทำให้เวินถิงชุนคิดถึงคำพูดเมื่อวานของเวินฉี ‘ท่านพ่อ ช่วงนี้ท่านสบายดีหรือไม่ขอรับ’ รู้อยู่แล้วว่าวันนี้จะเกิดเรื่องขึ้น
“อาฉิน! เอาไม้เท้ามา!”
เวินหนิงเห็นพี่ชายทั้งสองคนมา นางส่งสายตาให้พวกเขาเงียบ ถึงอย่างไรท่านพ่อก็รักนาง ใช้ไม้บรรทัดตีนางไม่กี่ครั้งก็ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว
แตกต่างกับพี่ชาย
เป็นจริงตามคาด ถึงขั้นใช้ไม้เท้า
เวินหนิงคุกเข่าบนพื้นด้วยความเศร้า นางดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย มองเวินถิงชุนด้วยน้ำตาทคลอเบ้า “ท่านพ่อ ทั้งหมดเป็นความคิดของอาหนิง อาหนิงเป็นคนขอให้พี่ชายนัดหมายคุณชายหวัง รู้ว่าพี่ชายไม่มีทางเห็นด้วยที่จะดูรายชื่อจับลูกเขย ดังนั้นจึงโกหกท่านพี่ว่าคุณชายหวังมีใจให้ข้า ทั้งยังวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากพี่รอง ท่านพ่อ พี่ทั้งสองรักข้าเหมือนที่ท่านรัก ดังนั้นจึง...”
“เจ้ารู้ว่าพวกพี่รักเจ้าแต่ยังทำเรื่องเช่นนี้หรือ พระอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้น เกรงว่าคนทั้งเมืองหลวงคงหัวเราะเยาะเจ้ากันหมด อนาคตยามพี่ชายทั้งสองแต่งงาน...”
“ท่านพ่อ ข้าไม่แต่งงานก็ได้ขอรับ!”
“ท่านพ่อ ข้าก็ไม่แต่งงานขอรับ!”
เวินหนิง “...”
พี่ทั้งสองช่วยหยุดพูดได้หรือไม่
เวินถิงชุน “ไม้เท้าเล่า! ไม้เท้า! ! !”
สุดท้ายเวินหลานและเวินฉีถูกตีด้วยไม้เท้าคนละสิบที เวินหนิงถูกตีด้วยไม้บรรทัดห้าที นอกจากนี้เวินถิงชุนยังลงโทษโดยการกักบริเวณเวินหนิงหนึ่งเดือน
กลับไปที่ห้อง หลิงหลานทายาให้เวินหนิงด้วยความปวดใจ เดิมทีอยากจะบ่นเวินหนิงอีกเล็กน้อย แต่เมื่อคิดว่าเวินหนิงถูกนายท่านด่าพอสมควรแล้ว นางจึงเลือกที่จะกลืนคำพูดลงคอ
แต่นางไม่เข้าใจจริงๆ เหตุใดต้องทำถึงขั้นนี้ เวลานี้ทั้งชิงตัวสามีกลับมาไม่ได้ ทั้งถูกตี เช้าวันพรุ่งนี้ ข่าวบุตรีเพียงคนเดียวของตระกูลเวินหลงรักจอหงวนหวังโย่ว ถึงขั้นยอมดูรายชื่อจับลูกเขย คงแพร่สะพัดไปทั้งเมืองหลวง
“ตั๋วเงินเล่า” เวินหนิงคุกเข่านานกว่าครึ่งชั่วยาม เดิมทีนางล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้ว ทว่าเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางเด้งตัวลุกขึ้นมา “หลิงหลาน ตั๋วเงินทั้งหมดยังอยู่ครบใช่หรือไม่”
“อยู่ครบเจ้าค่ะ หลังจากคุณหนูช่วยข้าหลอกล่อทหารสองนายนั่น ข้าก็วิ่งกลับจวนทันที” หลิงหลานทอดถอนใจ
แม้จะเป็นเงินห้าพันตำลึง ก็ไม่สำคัญเทียบเท่าชื่อเสียง
เวินหนิงล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง นางโล่งอกมาก
สงครามครั้งนี้จบลงแล้ว
แม้จะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน แต่สุดท้ายนางก็บรรลุเป้าหมาย
หลังจากเกิดเรื่องทั้งหมดขึ้น เผยโย่วไม่มีทางคิดว่านางเป็นเด็กสาวเมื่อหกปีก่อนแน่นอน
อีกทั้งนางยังได้เงินก้อนโต
เทียบกับชีวิตสุขสบาย ชื่อเสียงมีประโยชน์อะไร ครึ่งเดือนต่อจากนี้จวนกั๋วกงจะรับเผยโย่วกลับไป ไม่แน่เมื่อถึงเวลานั้น พวกคนที่หัวเราะเยาะนางอาจจะบอกว่านางสายตาเฉียบแหลมก็ได้
คืนนี้นางจะนอนให้เต็มอิ่ม
คืนนี้ไม่ได้รับประทานมื้อเย็นจริงๆ ด้วยความโมโห เวินถิงชุนจึงลงโทษงดมื้อเย็นพวกนางสามวัน
โชคดีรับประทานที่ฮูหยินหวังมากพอแล้ว
เวินหนิงนึกถึงบะหมี่สองถ้วยนั้น อื้ม...อร่อยเหลือเกิน
นางไม่อิจฉาที่เผยโย่วมีแม่แล้ว นอกจากท่านพ่อ นางยังมีพี่ชายสองคนที่รักนางมากไม่ใช่หรือ
หลังจากอาบน้ำเสร็จเวินหนิงล้มตัวลงบนเตียงอย่างมีความสุข กักบริเวณหนึ่งเดือนก็ดีเหมือนกัน ช่วงที่ผ่านมานี้เพื่อรับมือเผยโย่ว นางอกสั่นขวัญหายตลอดทั้งวัน วางแผนแทบตาย ในที่สุดตอนนี้ก็ได้พักผ่อนแล้ว
นางขอพักผ่อนอีกสามสี่วัน แล้วค่อยวางแผนอนาคต
ไม่นานเวินหนิงก็ผล็อยหลับไป
นางคิดว่าตนเองจะหลับสบาย หลับลึก ทว่าความเป็นจริงนางกลับนอนหลับไม่สนิท
นางรู้สึกคล้ายว่าตนลืมบางสิ่งบางอย่าง
ภาพต่างๆ ฉายในความคิดของนาง
นางกำลังคิดว่าตนลืมเรื่องอะไรกันแน่
กระทั่งภาพดวงจันทร์ฉายขึ้นมาในความคิด นางลืมตาขึ้นทันที
ค่ำคืนเงียบสนิท ภายในห้องที่มืดมิดมีเพียงแสงจันทร์ส่องกระทบตะแกรงหน้าต่าง
นางลุกขึ้นนั่ง เข้าเดือนสี่แล้ว อากาศไม่หนาวแล้ว แต่นางกลับรู้สึกถึงความเย็นที่คืบคลานเข้ามา
นางนึกออกแล้ว
นางรู้แล้วว่าลืมอะไร
สำหรับนางเมื่อชาติก่อนเป็นเพียงเรื่องเล็ก วันหนึ่งหลังรับประทานอาหารเสร็จนางบังเอิญได้ยินใครบางคนพูด
ทว่ากลับคลายข้อสงสัยก่อนหน้านี้
เหตุใดหลังจากเผยโย่วกลับเข้าจวนกั๋วกง หวังฉินเซิงจึงไม่ได้ติดตามเขา เหตุใดนางอยู่กับเผยโย่วตั้งหลายปี แต่กลับไม่เคยเจอฮูหยินหวัง ถึงขั้นไม่เคยได้ยินเขาพูดถึง
รัชศกเจียเหอปีที่สิบสี่ เดือนสี่ องค์หญิงใหญ่หรงหวาเจอลูกชายที่หายสาบสูญไปหลายปีของตน หลังจากกราบทูลฝ่าบาท องค์หญิงใหญ่รับลูกชายกลับจวนด้วยความยิ่งใหญ่
วันกราบไหว้บรรพบุรุษ ตระกูลหวังไฟไหม้ เหตุการณ์ไฟไหม้ในครั้งนั้น ทำให้คู่สามีภรรยาและบ่าวรับใช้คนหนึ่ง ถูกเผาจนไม่เหลือซาก