ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 26 ตอนที่ 26

#26บทที่ 26

ตอนที่ 26

เวินหนิงครุ่นคิดเพียงครู่หนึ่ง

ในฐานะหญิงสาวที่ตกหลุมรักหวังโย่ว ทิ้งชื่อเสียงของตนเองกระทำเรื่องสุดโต่งเช่นดูรายชื่อจับลูกเขยโดย ถึงขั้นแต่งเป็นชายมาเฝ้ารอเขาถึงตระกูล ตามหลักแล้วน่าจะหัวดื้อระดับหนึ่ง

เมื่อชาติก่อน มีครั้งใดบ้างที่นางไป แล้วเขาไม่ตามไปบ้าง

ตาม!

หากไม่ตามบทบาทที่นางสร้างขึ้นพังทลายหมด

เวินหนิงเดินตามหวังโย่ว เดินไปด้วย เช็ดน้ำตาไปด้วย เช็ดจนนางรู้สึกว่าตนแสดงละครเกินบท

แต่เมื่อเห็นหวังโย่วก้าวเดินด้วยความกังวล หึ...

สะใจจริงๆ

ที่ผ่านมาเขาเป็นฝ่ายทรมานนางมาโดยตลอด เธอไม่เคยเอาประโยชน์อะไรจากเขาได้เลย

ความเป็นจริงหวังโย่วไม่มีที่ให้ไปเท่าใดนัก เพราะเขาเพิ่งเดินแห่จอหงวน ทุกคนในท้องตลาดต่างพูดถึงเขา เขาเลือกเดินในตรอกซอยที่อยู่ไกลออกไป คิดว่าเวินหนิงน่าจะเดินตามเขาไม่นาน ทว่าคิดไม่ถึงสตรีตระกูลเวินคนนี้หัวดื้อจริงๆ

ก็จริง

หากไม่หัวดื้อ คงไม่ทำเรื่องเฉกเช่นวันนี้ได้

ขณะเดินอยู่ในซอยที่เงียบสงบ หวังโย่วหันหลัง “แม่นางเวิน เป็นความผิดของแซ่หวังเองที่ก่อนหน้านี้ไม่พูดให้ชัดเจน แซ่หวังไม่ได้คิดอะไรกับแม่นาง แม่นางเชิญกลับจวนเถอะขอรับ”

เสียงอ่อนโยน ทว่าสีหน้ากลั[เย็นชา

เวินหนิงเช็ดน้ำตา “แล้วเหตุใดวันนั้นท่านจึงไปหออวิ๋นทิงตามนัด”

นางพูดอย่างมีเหตุและผล “ทั้งยัง...ทั้งยังซื้อขนมถั่วตัดที่ข้าชอบที่สุดมาให้ด้วย”

“เรื่องเข้าใจผิดทั้งหมดนี้ เป็นความผิดของแซ่หวังเองขอรับ แซ่หวังขอโทษแม่นางด้วย แม่นางโปรดอย่านำมาใส่ใจ” ขณะพูดเขาหลุบตาลง โค้งคำนับ

หึ เผยโย่วในตอนนี้ รู้จักกล่าวคำขอโทษด้วยหรือ

เวินหนิงแทบอยากหยุดตอแยเขา นางพูดขึ้น “เช่นนั้นท่านคืนจดหมายมาให้ข้า หากจดหมาย...เหล่านั้นตกอยู่ในมือผู้อื่น ข้าจะเสื่อมเสียชื่อเสียงเอาได้”

นางเงยหน้าขึ้น ขนตาของนางมีน้ำตาติดอยู่ ดวงตาเปื้อนไปด้วยน้ำตา

หวังโย่วไม่ได้มองนาง พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เชิญตามข้ามาขอรับ”

เวินหนิงตามหวังโย่วกลับจวน

ปีที่นางกับหวังโย่วรู้จักกัน ตระกูลหวังเพิ่งย้ายมาอยู่ในเมืองหลวง ยังไม่ได้ซื้อบ้าน ด้วยเหตุนี้นางจึงมาเรือนหลังนี้เป็นครั้งแรก

เวลานี้ตระกูลหวังเงียบมาก

เวินฉีกลับไปแล้ว แต่เหตุการณ์เหนือความคาดหมายที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทำให้หวังฝูปิดบ้าน ไม่ต้อนรับแขก เลี่ยงไม่ให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน เขาจึงบอกว่ามีงานสำคัญต้องทำ แล้วพาหวังฉินเซิงออกไป

ตอนเวินหนิงเดินเข้ามาในเรือนที่เงียบสงัด นางรู้สึก... ไม่สบายใจเล็กน้อย

ประสบความสำเร็จในการสอบ เป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิต แต่กลับถูกนางทำพัง

โชคดีที่หลังจากนี้เขากับนางไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว

หวังโย่วพาเวินหนิงเข้าไปในห้องหนังสือ ยื่นซองจดหมายให้นาง เมื่อเวินหนิงเปิด ด้านในคือเศษกระดาษที่ถูกเผา จดหมายบางฉบับถูกเผาจนเหลือแค่ขอบ ดูออกว่าเป็นจดหมายสีชมพู

“แซ่หวังทราบดีว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของแม่นาง ด้วยเหตุนี้จึงช่วยแม่นางขจัดความกังวล” น้ำเสียงของหวังโย่วสุขุม สีหน้าของเขาแทบจะไม่มีอารมณ์ใดๆ “แม่นางโปรดวางใจ เรื่องนี้แซ่หวังจะปิดเป็นความลับ ไม่ให้ผู้อื่นรู้”

โลกใบนี้ช่างแปลกเหลือเกิน แค่เพราะคำพูดหนึ่งของฮองเฮา การดูรายชื่อจับลูกเขยอย่างเปิดเผยกลายเป็นเรื่องที่นิยม ทว่าหากแอบรับของผู้อื่นทั้งที่ยังไม่ออกเรือน กลับกลายเป็นเรื่องผิดศีลธรรม ถูกพูดคนต่อว่า

“แม่นางเวิน เชิญขอรับ” พูดจบ หวังโย่วเปิดประตูส่งแขก

เวินหนิงออกจากห้องหนังสือด้วยความ ‘อาลัยอาวรณ์’ หวังโย่วปิดประตูทันที

ถูกต้อง เขาไม่อยากเห็นหน้านางนานมากกว่านี้

เวินหนิงไม่ได้กลับไปทันที ถือซองจดหมาย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยังเหลืออีกอย่าง สิ่งสุดท้าย ทุกอย่างก็จะจบลงแล้ว

นางพิงประตูห้องหนังสือ ครั้งนี้ไม่ได้หยิกฝ่ามือตนเองอีกแล้ว แต่เปลี่ยนไปหยิกต้นขา พูดด้วยเสียงสะอึกสะอื้น “คุณชายหวัง อาหนิงรู้ดีว่าหัวใจของท่านมีเจ้าของ ซึ่งก็คือ...คือแม่นาง ‘เสี่ยวหย่า’ แต่ว่า อาหนิงจริงใจกับคุณชาย อาหนิงจะรอคุณชาย หากวันใดคุณชายเปลี่ยนใจ ต้องหันมามองอาหนิงนะเจ้าคะ”

เผยโย่วเกลียดผู้หญิงตามตอแยเขาที่สุด

เมื่อชาติก่อน ครั้งหนึ่งเคยมีบุตรีของขุนนางพูดทำนองนี้กับเขาที่หน้าห้องหนังสือ วันถัดมา บิดาของเขาถูกย้ายไปอยู่นอกเมือง รวมถึงตัวนางด้วย พวกเขาไม่เคยกลับมาอีกเลย

เวินหนิงคิดว่าหลังจบเรื่องนี้ วันหน้ายามเผยโย่วเจอนาง เขาต้องเดินหนีนางแน่นอน

แค่ว่าเพิ่งเดินไปถึงลานหน้าเรือน นางก็ได้ยินเสียงนุ่มนวล “แม่นาง ช้าก่อน”

แม้เวินหนิงจะแต่งเป็นชาย แต่เมื่อได้ยินคนเรียก ‘แม่นาง’ นางก็หันหน้าไป

หันไปตามต้นเสียง นางเห็นหญิงวัยกลางคนหน้าตาสะสวย หน้าผากกว้างรับกับคิ้ว ม้วนผมขึ้นอย่างงดงาม ยืนอยู่ที่ทางเดิน

นี่คือ...

มองอย่างถี่ถ้วน หางตาของนางมีรอยเหี่ยวย่น แม้จะยิ้ม แต่ก็ไม่อาจกลบอาการป่วยที่แสดงออกมาจากสีหน้าได้ ทั้งยังซูบผอมผิดปกติ

ฮูหยินหวังเช่นนั้นหรือ

“แม่นางยังไม่ได้รับประทานอาหารกระมัง” เสียงอ่อนโยนของหญิงวัยกลางคน ชวนฟังยิ่งนัก “ข้าตุ๋นน้ำแกงไว้ แม่นางดื่มสักถ้วยหนึ่งแล้วค่อยกลับเถอะ”

ขณะพูด ไม่รอเวินหนิงตอบ อีกฝ่ายก็หันหลังเดินเข้าไปด้านในเรือน

เวินหนิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

เมื่อก่อนนางกับเผยโย่ววิ่งเล่นทั่วเมืองหลวง แต่นางไม่เคยไปบ้านของเขา ทั้งยังไม่เคยเจอมารดาของเขา

นางรีบร้อนกลับจวน แต่ว่า...นางหิวแล้ว

วันนี้นางออกจากจวนแต่เช้าตรู่ คิดถึงแต่เรื่องผลสอบสอบ ตอนเช้านางกินขนมที่โรงน้ำชาเล็กน้อย จากนั้นก็ถูกทหารตามจับ ตอนนี้เลยเที่ยงวันแล้ว นางไม่ใช่แค่หิว แต่กระหายน้ำอีกด้วย

ช่างเถอะ ไม่กินตอนนี้ คาดว่าคืนนี้ก็ไม่ได้กิน เวินถิงชุนรอนางอยู่

เวินหนิงเดินตามฮูหยินหวัง

ฮูหยินหวังไม่ได้พานางไปที่โถงหลัก แต่พานางไปนั่งที่โต๊ะข้างๆ โรงครัว แล้วตักบะหมี่น้ำให้นางรับประ

แม้จะป่วย ทว่าฮูหยินหวังกลับยิ้มตลอดเวลา มองเวินหนิงด้วยแววตาอ่อนโยน มองจนเวินหนิงทำตัวไม่ถูก ค่อยๆ รับประทานบะหมี่

อื้ม...ไม่รู้ว่าเพราะหิวมากเกินไปหรือไม่ ช่างอร่อยจริงๆ

“แม่นางมาจากจวนเวินใช่หรือไม่” ฮูหยินหวังยิ้ม มุมปากของนางมีลักยิ้ม มองแล้วอ่อนโยนยิ่งนัก

เวินหนิงกะพริบตาปริบๆ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้มากเช่นนี้

“วันที่สิบแปดเดือนสาม โย่วเอ๋อร์ออกไปพบแม่นางเวินใช่หรือไม่”

เวินหนิงตกตะลึง มือที่กำลังคีบเส้นหมี่ถึงกับหยุดนิ่ง

ฮูหยินหวังพูดด้วยรอยยิ้ม “แม่นางวางใจเถอะ เขาไม่ได้พูดเรื่องนี้กับคนในตระกูล แค่ว่าวันนั้นตอนที่เขากลับมา เนื้อตัวมีกลิ่นหอมติดอยู่ ข้าจึงเดาว่าเขาน่าจะนั่งอยู่ห้องเดียวกับสตรี”

สม...สมกับเป็นมารดาของเผยโย่วจริงๆ ทั้งที่ล้มป่วยนอนอยู่บนเตียงมานานหลายปีแต่กลับใส่ใจรายละเอียดเช่นนี้

ไม่สิ มารดาของเผยโย่วคือองค์หญิงใหญ่ต่างหาก

เวินหนิงครุ่นคิดในใจ ไม่ได้แสดงออกมา นางกะพริบตาปริบๆ มองฮูหยินหวัง ไม่ได้ตอบคำถาม

ฮูหยินหวังเห็นท่าทีของนาง คลี่ยิ้มบางๆ พูด “แม่นางเวินกล้าชิงตัวเจ้าบ่าว คิดไม่ถึงว่าจะเป็นหญิงละเอียดรอบคอบเช่นนี้”

เวินหนิงคิดถึงบทบาทสมมุติของตนขึ้นมาทันที นางหลุบตาลง พูด “ฮูหยินพูดเป็นเล่นเจ้าค่ะ...ข้าเพียง...ข้าเพียงกลัวว่าจะทำให้คุณชายหวังเดือดร้อนก็เท่านั้น”

“เป็นสตรีที่ดีจริงๆ โย่วเอ๋อร์ของข้าต่างหากที่ไม่คู่ควรกับแม่นาง” ฮูหยินหวังทัดผมที่หลุดร่วงให้เวินหนิง “โย่วเอ๋อร์เย็นชาเช่นนี้มาโดยตลอด คาดว่าคงไม่เข้าใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของหญิงชาย แม่นางเวินอย่าเสียใจไปเลย”

เฮ้อ ฮูหยินหวังเรียกนางมาเพื่อปลอบใจนางเช่นนั้นหรือ

“กินอีกถ้วยสิ” เห็นนางรับประทานจนหมด ฮูหยินหวังหยิบถ้วยขึ้นมา แล้วตักให้นางอีกหนึ่งถ้วย

ความเป็นจริงตอนเด็กๆ เวินหนิงเคยได้ยินหวังโย่วพูดถึงฮูหยินหวัง

ตอนนั้นนางรู้แล้วว่ามารดาของเขาสุขภาพไม่ดี ในหนึ่งปีนอนป่วยอยู่บนเตียงแปดเก้าเดือน บิดาของเขาทำงานตัวเป็นเกลียว เงินทองที่หามาได้ล้วนใช้รักษามารดาของเขา

เหตุเพราะเวินหลานมีความรู้ด้านการรักษาและยาสมุนไพร แม้เวินหนิงจะไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือ แต่นางพอมีความรู้ด้านสมุนไพรอยู่บ้าง คุยโวว่าจะพาเผยโย่วขึ้นไปเก็บสมุนไพรวิเศษบนภูเขา บอกเขาว่าอาการป่วยของฮูหยินหวังรักษาได้แน่นอน

เขาเองก็ไม่โต้เถียง ตามนางขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนภูเขา สุดท้ายสมุนไพรเหล่านั้นไม่มีตัวใดใช้รักษาได้ ทว่านำไปขายแลกเงินได้

ตอนนั้นนางคิดว่ามารดาของพี่ชายคนนี้ ต้องเป็นสตรีที่อ่อนโยนมาก มิเช่นนั้นจะเลี้ยงดูพี่ชายให้กลายเป็นคนอ่อนโยนเช่นนี้ได้อย่างไร

นางในตอนนั้นอิจฉาเขา

แม้เขาจะยากจน แต่บิดามารดารักใคร่กลมเกลียว รักเผยโย่วมาก แตกต่างกับนาง มารดาของนางด่วนจากไป นางไม่เคยเห็นแม้กระทั่งหน้าตาของมารดา ทางด้านบิดา งานรัดตัวทุกวัน นานแรมเดือนกว่าจะเจอกันสักครั้ง

แต่ว่าชาติที่แล้วหลังจากนานกับเผยโย่วกลับมาเจอกันอีกครั้ง นางไม่เคยเห็นมารดาเลี้ยงคนนี้ของเขา ทั้งยังไม่ค่อยได้ยินเขาพูดถึง

เวินหนิงรับประทานบะหมี่ถ้วยที่สอง ดื่มน้ำแกงอีกหนึ่งถ้วย

ฮูหยินหวังปลอบใจนางด้วยคำพูดอ่อนโยน บอกว่าเรื่องความรักบังคับกันไม่ได้ บอกให้นางอย่าเสียใจ บุตรชายของนางภายนอกอบอุ่น แต่เนื้อแท้เป็นคนเย็นชา เลือกสามี ควรเลือกสามีที่อ่อนโยน

ถ้อยคำนี้เวินหนิงเห็นด้วยอย่างมาก แม่รู้จักลูกชายดีที่สุดจริงๆ

เมื่อรับประทานจนอิ่ม เวินหนิงเดินกลับจวนเวินช้าๆ

แม้จะไม่อยากกลับ แต่นั่นเป็นบ้านของนางอย่างไรก็ต้องกลับ

เป็นจริงตามคาด ก้าวเข้าจวนเพียงก้าวหนึ่งพ่อบ้านก็พูดด้วยความร้อนใจ “ไอ้โหยว! ในที่สุดคุณหนูก็กลับมา” จากนั้นพ่อบ้านก็พานางไปที่ห้องโถง

ยังไม่ทันเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสียงตะคอกของเวินถิงขุน “คุกเข่า!”

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 26 ตอนที่ 26