ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 22 ตอนที่ 22
ตอนที่ 22
ก่อนกลับจวน เวินหนิงแวะไปซื้อเสื้อบุรุษสองชุดที่ร้ายขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป
สำหรับเวินหนิง นางเชี่ยวชาญกับเรื่องเช่นนี้นานแล้ว เพราะชาติก่อนนางเคยหลบหนีหลายครั้ง เคยปลอมตัวทุกรูปแบบ
แต่สำหรับหลิงหลาน ยังคง...เบิกตากว้างพูดไม่ออก
ด้วยเหตุนี้ตอนที่เวินหนิงแต่งตัวเป็นชาย พานางที่แต่งตัวเป็นชายเช่นเดียวกัน วางเดิมพัน ‘หลิวเยี่ยสอบได้อันดับสาม’ ห้าร้อยตำลึงในนามเวินฉี หัวใจของนาง...ชาไปหมด
ด้านชาหมดแล้ว นางไม่รู้ว่าตนกำลังทำอะไรกับคุณหนู
ความคิดของนางก็ถูกเวินหนิงพาไปทันที
ห้าร้อยตำลึง เงินเดิมพันชนะสิบเท่า เช่นนั้นก็ห้าพันตำลึง!
ชีวิตนี้หลิงหลานไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้มาก่อน เกรงว่าทั้งตระกูลเวิน ยังไม่มีมูลค่าเทียบเท่าห้าพันตำลึง
อีกทั้งนางมองใบหน้าที่ยิ้มกรุ้มกริ่มของคุณหนู มั่นใจว่าตนเองต้องชนะแน่นอน มั่นใจถึงขั้นที่ว่าตัวนางยังอยากจะเอาเงินของตนเองมาร่วมเดิมพันด้วย
ไม่ๆ หลิงหลานที่เห็นเงินแล้วตาลุกวาว หลบไปซะๆ!
เวินหนิงอารมณ์ดีมาก
ที่นางอารมณ์ดีไม่ใช่แค่เพราะเงินจะเข้ากระเป๋า แต่เพราะการรับรู้ของตนเอง
หากการถอนหมั้นกับเสิ่นจิ้นในตอนแรก เป็นการทดสอบ เจอเผยโย่วครั้งแรกโดยบังเอิญ ทำให้นางตกใจจนไม่เป็นตนเอง ไม่รู้ว่าการ ‘เกิดใหม่’ ของตนมีความหมายอย่างไร ทว่าการได้เจอเผยโย่วอีกครั้งที่หออวิ๋นทิงเมื่อคราวก่อน ทำให้นางเริ่มมีความมั่นใจแล้ว
นั่นเป็นถึงเผยโย่ว
แม้กระทั่งเผยโย่วนางยังหลอกได้ แล้วนางมีอะไรจะต้องกลัว
ตอนที่นางก้าวออกมาแล้วจริงๆ สวมชุดบุรุษไปยังบ่อนการพนันที่ ‘กุลสตรี’ ไม่ควรไป ทันใดนั้นเองนางก็ตระหนักได้ว่า ที่แท้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่นางทำได้
เหตุใดจึงทำไม่ได้เล่า
ในเมื่อเกิดใหม่อีกครั้ง นางยังจะโง่เขลาเหมือนชาติก่อนอีกหรือ
นางต้องทำให้ชีวิตที่เกิดใหม่อีกครั้งของนางมีคุณค่า
เวินหนิงพาหลิงหลานวางเดิมพันเสร็จ นางเดินไปหาเวินฉีที่กรมกลาโหมอย่างเปิดเผย
แต่งเป็นชายช่างสะดวกจริงๆ แม้การปกครองในตอนนี้ทำให้หญิงสาวราชวงศ์นี้มีอิสระกว่าเดิมมาก แต่ยามเดินอยู่บนท้องถนน ไม่อิสระเท่าบุรุษ
เวินฉีมองน้องสาวแต่งเป็นชาย เลิกคิ้วขึ้น มองตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างมีเลศนัย สุดท้ายจัดกวาน[footnoteRef:1]ให้นาง “ดูเหมือนว่าการถอนหมั้นเสิ่นจิ้นจะเป็นเรื่องที่ดียิ่งนัก ได้น้องสาวคนใหม่กลับมา” [1: กวาน เครื่องประดับครอบมวยผมของผู้ชาย]
เวินหนิงรู้ดี ด้วยนิสัยของเวินฉี ไม่มีทางต่อว่าการแต่งกายของนาง
ทั้งสองหารือเรื่องที่จะทำด้วยกัน เวินฉีเอ่ยถาม “หากเขาไม่ได้อันดับหนึ่ง เจ้าจะยังจับเขาเป็นสามีหรือไม่”
“จับเจ้าค่ะ แน่นอนว่าต้องจับ!” เวินหนิงพูดอย่างเป็นธรรมชาติ “ข้าชอบในตัวเขา ไม่ได้ชอบที่ความสามารถของเขา!”
“แล้วจะบอกท่านพ่ออย่างไร”
“พี่รองสบายใจได้เจ้าค่ะ ข้าวางแผนทุกอย่างแล้ว!”
เมื่อเห็นท่าทีมั่นใจของเวินหนิง เวินฉีจึงไม่ได้ถามอะไรอีก ถึงอย่างไรท่านพ่อก็รักและเอ็นดูนางที่สุด เมื่อถึงเวลาทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก ท่านพ่อจะคัดค้านได้เช่นนั้นหรือ
วันที่สอง เวินหนิงไม่ได้ออกจากจวน
เมื่อวานโรงน้ำชาแจ้งให้ลูกค้าทราบแล้ว วันนี้จะมีการแสดงละครตลอดทั้งวัน
ตลอดการสอบคัดเลือกฤดูวสันต์ คาดว่าวันนี้เป็นวันที่โรงน้ำชา ภัตตาคารต่างๆ ในเมืองหลวงครึกครื้นที่สุดในรอบหลายปี เพราะพรุ่งนี้ทุกคนล้วนไปดูรายชื่อ ไม่นั่งรวมตัวกันพูดคุย
บรรยากาศครึกครื้นเช่นนี้ เวินหนิงไม่อยากร่วม แต่นางเลี่ยงไม่ได้ที่จะกังวล
หลิงหลานรินน้ำชาให้นางหนึ่งแก้ว “คุณหนูอย่ากังวลเลยเจ้าค่ะ คุณชายหวังต้องได้อันดับหนึ่งแน่นอน ทำให้ทุกคนตกตะลึง”
คุณชายหวัง?
ใครสนใจเขากันเล่า
หากเขาไม่ติดอันดับ นางจะหัวเราะให้ฟันร่วง
สิ่งที่นางกังวลคือเงินของนาง
ห้าร้อยตำลึงเชียวนะ!
แทบจะเป็นเงินทั้งหมดของนางแล้ว บัณฑิตนามหลิ่วเยี่ยคนนั้น ชาตินี้อย่าได้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นเด็ดขาด
หลิงหลานเห็นเวินหนิงหยิบใบเดิมพันขึ้นมาดูตลอดเวลา อดไม่ได้ที่จะถาม “คุณหนู คุณหนูร้อนเงินเช่นนี้ เพราะเป็นห่วงครอบครัวคุณชายหวัง...”
หลิงหลานไม่กล้าพูดตรงๆ นางเงียบครู่หนึ่งแล้วพูด “คุณหนูวางใจได้เจ้าค่ะ เมื่อถึงเวลานายท่านต้องให้สินเจ้าสาวจำนวนมากกับคุณหนูแน่นอน”
หลิงหลานทำให้เวินหนิงหัวเราะอีกแล้ว
เจ้าคนโง่
เหตุใดชาติก่อนตอนอายุเท่านี้ นางจึงไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ทั้งยังเห็นหลิงหลานเป็นพี่สาว รู้สึกว่าหลิงหลานมีเหตุผลยิ่งนัก
นางต้องการเงิน เพราะมีแผนการบางอย่าง แต่เอาไปทำสิ่งใดนั้น นางต้องคิดให้ถี่ถ้วน
ไม่ว่าจะทำอะไร ล้วนต้องใช้เงิน
ชาติก่อนนางเหนื่อยกับเรื่องเงินทองมาก
แรกเริ่มอยู่ในจวนนางไม่รู้สึกว่าเงินทองสำคัญ ตอนหลังแต่งงานออกเรือนยังคงไม่รู้สึก เมื่อครั้นย้ายไปอยู่ที่เรือนหลังของเผยโย่วนางยังคงไม่รู้สึก กระทั่งตอนที่นางอยากหนี นางเพิ่งรู้ว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนต้องใช้เงิน
นางมีเครื่องประดับมากมายแล้วจะมีประโยชน์อะไร เมื่อนางเอาไปที่ร้านจำนำ เผยโย่วก็เจอเบาะแสของนางผ่านของเหล่านี้
สุดท้ายไม่ง่ายเลยกว่าจะสะสมเงินสดได้ แต่กลับพบว่าไม่พอใช้
บนโลกที่ต้องใช้เงิน เมื่อมีเงินทองย่อมทำหลายอย่างที่ไม่คาดคิดได้ ยกตัวอย่างเช่นวิชาเปลี่ยนหน้า
ชาติก่อนหากนางมีเงินมากกว่านี้ ไม่แน่อาจจะหนีพ้นจากน้ำมือของเผยโย่วได้
เวินหนิงนอนหลับ
นางฝันถึงเรื่องในวันนี้เมื่อชาติก่อน นางมีเรื่องให้กังวลเช่นเดียวกัน ทว่าเรื่องที่นางกังวลคือเสิ่นจิ้น วันที่สองหลังจากประกาศผลสอบ เวินหลานเป็นคนแรกที่มาบอกนางว่าเสิ่นจิ้นสอบได้อันดับสอง นางดีใจจนอยากจะกระโดดโลดเต้น แต่เพราะความเป็นกุลสตรี ทำให้นางข่มความรู้สึกเอาไว้จนหน้าแดงระเรื่อ
เมื่อตื่นขึ้นมาเวินหนิงถอนหายใจ หยุดคิดฟุ้งซ่าน
คืนนี้คนตระกูลเวินอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เวินถิงชุนงานยุ่งมาหลายวัน หลังจากเสร็จสิ้นการสอบหน้าพระที่นั่ง เขาเองก็โล่งอก ผู้คนมากมายยังอยู่ในเมืองหลวง เวินหลานจึงมีงานให้ทำมากมาย แต่เขาร้อนใจอยากจะถามเวินถิงชุนถึงการสอบหน้าพระที่นั่งในวันนี้ว่าเป็นอย่างไร จึงรีบกลับจวน
ทางด้านเวินฉี พรุ่งนี้มีเรื่อง ‘ใหญ่’ เกิดขึ้น เขาย่อมต้องกลับมา
แต่เมื่อกลับมา เขากวาดมองห้องโถง เขาก็รู้ว่าแท้จริงแล้วเวินหนิงไม่ได้บอกเวินถิงชุน แม้กระทั่งเวินหลานก็ไม่ทราบเรื่อง
บนโต๊ะอาหารเวินฉีส่งสายตาให้เวินหนิง เวินหนิงเพียงส่ายหน้า เวินฉีทำได้เพียงถอนหายใจ
ขณะที่เวินถิงชุนกำลังพูดคุยการสอบหน้าพระที่นั่งในวันนี้กับเวินหลาน แม้เขาจะไม่ได้เป็นกรรมการคุมสอบ แต่เขาทำงานในวังหลวง ยอมได้รับข่าวคราวต่างๆ มากกว่า
เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจของเวินฉี เขาก็มองค้อนไปที่บุตรชาย “ทอดถอนหายใจ ทำพฤติกรรมเช่นนี้ได้อย่างไร!”
เวินฉีถูกด่าจนชินแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกอะไร หยิบตะเกียบขึ้นมาเขี่ยอาหาร คิดภาพพรุ่งนี้เวินถิงชุนต้องโมโหจนกระอักเลือดแน่นอน จึงถาม “ท่านพ่อ ช่วงนี้ท่านสบายดีหรือไม่”
เวินถิงชุนกำลังคุยกับเวินหลานอย่างออกรส ได้ยินว่าครั้งนี้บัณฑิตที่เกิดในตระกูลยากจนทำผลงานได้ดี ทำให้ฮ่องเต้เจียเหอทรงตรัสชมไม่หยุด มีคนหนึ่งฝ่าบาทถึงขั้นตรัสชมว่า “มีพรสวรรค์”
เมื่อได้ยินเวินฉีถามเช่นนี้ เขาชะงัก ถือตะเกียบพร้อมกับตำหนิ “เจ้าหยุดสร้างเรื่องให้ข้า ข้าย่อมแข็งแรง!”
เมื่อเวินฉีได้ยินถ้อยคำนี้ ทำได้เพียงส่งสายตาให้เวินหนิง
เวินหนิงย่อมเข้าใจความหมายของเขา กะพริบตา บอกให้พี่ชายตั้งใจกินข้าว
ปกติเวลาน้องชายและน้องสาวมีเรื่องปิดบังตน ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของเวินหลาน ทว่าวันนี้เขาเอาแต่คิดถึงเรื่องการสอบหน้าพระที่นั่ง เมื่อได้ยินคำพูดของเวินถิงชุน เขาภาคภูมิใจยิ่งนัก “ท่านพ่อ บัณฑิตที่ฝ่าบาทตรัสชม แซ่หวังหรือไม่ขอรับ”
เวินถิงชุนแปลกใจ “เจ้ารู้จักเขา?”
“ไม่เพียงแค่รู้จักขอรับ!” ความภาคภูมิใจของเวินหลานแทบจะเขียนบนใบหน้า พลางมองเวินหนิงแล้วอดทนเอาไว้ “ท่านพ่อ วันหน้าท่านจะรู้เองขอรับ”
ท่านพ่อ ลูกชายของท่านเป็นพ่อสื่อให้แก้วตาดวงใจของท่านเอง!
“หรงอวี้ นักปราชญ์ไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า” เวินถิงชุนพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“หรงอวี้” คือชื่อทางการของเวินหลาน
เขาในฐานะบุตรชายคนโต เวินถิงชุนต้องการให้เขาสุขุม รู้มารยาท เข้มงวดกับเขามากกว่าเวินฉี
เวินหลานกระแอมไอ ปรับสีหน้าของตน
เวินฉีกลับเห็นสายตาที่เวินหลานมองเวินหนิง ดูเหมือนว่าพี่ใหญ่ใช่จะไม่รู้แม้แต่น้อย
สิ่งที่เวินหนิงคิดตอนนี้คือ ไม่รู้ว่าหลิ่วเยี่ยเป็นอย่างไร หากนางถาม ทุกคนต้องแปลกใจแน่นอนว่านางรู้จักหลิ่วเยี่ยได้อย่างไร หากไม่ถาม นางก็อึดอัดใจยิ่งนัก
ช่างเถอะ แค่ค่ำนี้ พรุ่งนี้นางจะไปดูผลประกาศแต่เช้า
สามพี่น้องต่างคนต่างความคิด รับประทานอาหารค่ำโดยที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
วันที่สอง วันประกาศผลสอบคัดเลือกขุนนางรัชศกเจียเหอปีที่สิบสี่
เช้าตรู่ เวินถิงชุนและเวินหลานออกไปทำงาน เวินหนิงรอทั้งสองคนออกไป นางกับหลิงหลานแต่งเป็นชาย แล้วตามออกไป