ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 21 ตอนที่ 21

#21บทที่ 21

ตอนที่ 21

“ผิดที่โลกใบนี้” หวังโย่วนั่งลงตรงหน้าหวังฉินเซิง

เขาใจดีกับคนในครอบครัวเสมอ แววตาของเขาเคล้าไปด้วยลมวสันต์ เวลานี้ท่ามกลางความอ่อนโยนมีความหนักแน่น “คนบางคนเกิดมามีอำนาจ อาศัยชาติกำเนิดของตนทำตามใจตัวเอง แม้จะทำความผิดก็ไม่เกรงกลัว คนบางคนเกิดมายากจน แม้ดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อข้าวเพียงคำเดียวก็มีความผิด ฉินเซิง นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า”

ถ้อยคำนี้ของหวังโย่วทำให้หวังฉินเซิงร้องไห้ฟูมฟาย

เขารู้ดีว่าคุณชายของเขาไม่ได้เห็นตนเป็นบ่าวรับใช้ที่ต่ำต้อย นายท่านก็มักจะบอกกับเขาว่า แม้เขาจะเป็นบ่าวรับใช้ ทว่าไม่ควรมองตนเองเป็นบ่าว หากเขามีเส้นทางชีวิตที่ดีกว่านี้ นายท่านจะคืนสัญญาทาสให้เขา

“ลุกขึ้นเถอะ” หวังโย่วพยุงเขาลุกขึ้น ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขาหนึ่งผืน มุมปากเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม “เหตุใดจึงน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งกว่าข้าเสียอีก”

“เช่นนั้น...เช่นนั้นข้าขอตัวไปซื้อผัก” หวังฉินเซิงเช็ดน้ำตา “วันนี้คุณชายอยากรับประทานอะไรขอรับ”

“ซื้อที่ท่านแม่ชอบเถอะ” หวังโย่วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

หลังจากเหตุการณ์ที่หออวิ๋นทิงในวันนั้น บรรยากาศในตระกูลหวังอึมครึม ไม่พูดถึงหวังฝูที่เศร้าใจ แม้กระทั่งฮูหยินหวังก็ป่วยหนักจนลุกไม่ได้เพราะเรื่องนี้ ในทุกวันนางต้องรับประทานยาเพิ่มอีกสองห่อ

หวังฉินเซิงขานรับ แล้วรีบวิ่งออกไป

กระทั่งหวังฉินเซิงปิดประตู รอยยิ้มบนใบหน้าหวังโย่วค่อยๆ จางหายไป เขาหุบยิ้ม ความเย็นชาปกคลุมแววตาของเขา เขามองไปยังกิ่งดอกเหมยที่แตกก้านเข้ามาในเรือน

โลกใบนี้ ไม่ควรเป็นเช่นนี้

ไม่อาจเป็นเช่นนี้ตลอดไป

เขาเดินกลับเข้าไปอ่านหนังสือในห้อง

ภาพต่างๆ ฉายขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็เที่ยงวัน จู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงเคาะประตูด้วยความเร่งรีบ หวังโย่ววางตำราในมือลง ได้ยินเสียงเปิดประตู ตามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเหิมเกริม “บ่าวรับใช้คนนี้กล้าแตะต้องคุณชายฉิน คุณชายเมตตาแล้วที่ไว้ชีวิตเขา วันหน้าพวกเจ้าค่อยไปขอบคุณคุณชายที่จวนด้วยตนเอง!”

หวังโย่วรีบวิ่งออกไปจากห้องหนังสือ เสียงสะอื้นของหวังฝูดังขึ้น

“ฉินเซิง ฉินเซิง! เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร...เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร...” น้อยครั้งที่จะเห็นหวังฝูกระวนกระวายเช่นนี้ เขาร้องตะโกนเสียงดัง “ซู่จือ ซู่จือเจ้ารีบออกมา!”

เมื่อหวังโย่วไปถึงลานบ้าน เขาเห็นหวังฉินเซิงนอนอยู่บนเปล บนเปลเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสด

“ซู่จือ เจ้ามาดูฉินเซิงไว้ พ่อจะไปตามหมอ!” หลังจากให้หวังฉินเซิงคอยดูอาการหวังโย่ว หวังฝูก็รีบวิ่งออกไปทันที

ภาพตรงหน้าบาดตาหวังโย่วมาก

เท้าของหวังฉินเซิงทุกทุบตีจนเละ ใบหน้าซีดขาวเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ริมฝีปากสั่นเทา คล้ายสติเลือนรางแล้ว

แต่เห็นชัดว่าเขายังมีสติ

หวังโย่วนั่งลง เขาคว้าแขนเสื้อหวังโย่วเอาไว้

“คุณชาย คุณชาย...” น้ำตาของหวังฉินเซิงรินไหล ผสมกับคราบเลือดบนใบหน้า ทำให้น้ำตาของเขากลายเป็นสีแดง “คุณชาย โลกใบนี้แบ่งแยกรวยจน แท้จริงแล้วความผิดของข้าคือ...ความผิดของข้าคือเลือกเกิดผิด!”

หวังโย่วปวดขมับ เขาจับมือหวังฉินเซิงแน่น

มือคู่นั้นเปื้อนไปด้วยเลือดเช่นเดียวกัน หวังฉินเซิงจับตอบ “คุณชาย คุณชายรู้ดีว่าข้าขี้กลัวไม่ชอบมีปัญหา ข้ากลัวจะทำให้คุณชายเดือดร้อน เมื่อเห็นเขาข้าก็รีบวิ่งหนีทันที...”

น้ำตาของหวังฉินเซิงรินไหลไม่หยุด ไม่รู้ว่าเพราะความเจ็บปวดหรือเพราะความเสียใจ “แต่พวกเขากลับทำร้ายคนอ่อนแอ ข้ายิ่งวิ่งหนี ยิ่งอ้อนวอน พวกเขาก็ยิ่งทำร้ายข้าอย่างมีความสุข เตะต่อยข้าอย่างสะใจ ในสายตาของพวกเขา ข้าเป็นเพียงของเล่นที่สร้างความสนุกให้พวกเขาเท่านั้น”

“คุณชาย ชีวิตของข้าไม่ใช่ชีวิตหรือขอรับ”

“คุณชาย ข้าไม่ยอม!”

“คุณชาย! ข้าไม่ยอม!”

เสียงสะอื้นของหวังฉินเซิงดังทะลุแก้วหูตรงไปยังโสตประสาท กระทบสมองครั้งแล้วครั้งเล่า

ความเจ็บปวดนั้นทำให้หวังโย่วลืมตา ภาพตรงหน้ามืดสนิท

เขานั่งลง ภายในห้องเงียบงัน โต๊ะหนึ่งตัวเก้าอี้หนึ่งตัว ภายใต้แสงจันทร์ส่องกระทบ ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา

ความฝันอีกแล้ว

คำว่า ‘ข้าไม่ยอม’ ของหวังฉินเซิง คล้ายดังก้องในหูของเขา

เขาสวมเสื้อลงจากเตียง คว้าผ้าคลุมแล้วเดินออกไป

เวลานี้ดึกมากแล้ว ดวงจันทร์แขวนอยู่บนฟ้า ดวงดาวราวกับหมากรุกเรียงรายอยู่บนท้องฟ้า

วันที่ยี่สิบห้าเดือนสาม ในฝันคือวันที่ยี่สิบห้าเดือนสาม วันนี้คือวันที่ยี่สิบห้าเดือนสาม

เขาเดินมาถึงลานบ้าน มองไปที่มุมกำแพง

ใต้ต้นแปะก๊วยมีตะเกียงวางอยู่ แม้แสงไฟจะริบหรี่ แต่อาศัยแสงสว่างของดวงจันทร์ ทำให้มองเห็นอยู่บ้าง ที่มุมกำแพงทางทิศตะวันตก มีกิ่งดอกเหมยแตกก้านเข้ามาจริงๆ

เขาหวนคิดนอกจากในความฝันเมื่อครู่แล้ว ตนเคยเห็นกิ่งดอกเหมยนี้หรือไม่ ทว่าเขากลับปวดหัวขึ้นมาอีกครั้ง

หวังโย่วกดหัวคิ้วของตนเอง ไม่ให้คิดถึงดอกเหมย แล้วเดินไปที่ห้องของหวังฉินเซิง

หากอยู่ในตระกูลอื่น บ่าวรับใช้อย่างหวังฉินเซิงต้องเฝ้ายามตอนกลางคืน แต่ตระกูลหวังไม่เคยมีกฎข้อนี้ พวกเขาจัดหาห้องให้หวังฉินเซิงอยู่

แม้ห้องนอนจะเล็ก แต่ก็เป็นห้องของเขา

หวังฉินเซิงหลับสนิท ท่ามกลางความสะลึมสะลือภาพตรงหน้าส่องสว่าง คล้ายมีคนจุดไฟในห้องของเขา

เขาขยี้ตาแล้วลุกขึ้น เมื่อลืมตา เขาตกตะลึง

“คุณ...คุณชาย?” หวังฉินเซิงมองหวังโย่วด้วยความตกตะลึง

นี่เป็นครั้งแรกที่คุณชายเข้ามาในห้องของเขาตอนกลางคืน ไม่รู้ว่าเพราะดึกมากแล้วหรือไม่ สีหน้าของคุณชายซีดขาวเล็กน้อย “คุณชายมีธุระอะไรหรือขอรับ”

หวังฉินเซิงรีบลงจากเตียง

“ไม่ต้อง” หวังโย่วมองเท้าทั้งสองข้างของเขา ทั้งที่เมื่อครู่เป็นเพียงความฝัน ตอนนี้เท้าของเขาปกติดี ทั้งยังแข็งแรง จู่ๆ หวังโย่วก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมา “เจ้าหลับต่อเถอะ ข้าเพียงมาดูเจ้าเท่านั้น”

หวังฉินเซิง “ขอรับ?”

“เมื่อครู่ข้าฝันร้าย” หวังโย่วกดขมับ ลุกขึ้นเดินออกไป

เดินไปถึงครึ่งหนึ่งหันกลับมา “ฉินเซิง สามสี่วันมานี้เจ้าไม่ได้ออกไปข้างนอกใช่หรือไม่”

หวังฉินเซิงส่ายหน้า “นายท่านบอกให้ข้าพักผ่อน ดังนั้น...”

“ช่วงนี้ ก็พักผ่อนอยู่ในห้องไปก่อน”

หวังฉินเซิงไม่เข้าใจ เดิมทีเขาตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปหานายท่าน เขาจะออกไปซื้อของใช้ในเรือน เหตุใดคุณชายจึงไม่ให้เขาออกไปอีกแล้ว...

หวังโย่วไม่ได้อธิบาย พูดจบเขาก็เดินออกไป

หวังฉินเซิงทำได้เพียงเกาศีรษะ ซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มแล้วนอนหลับต่อ

หวังโย่วที่เดินออกมารับลมข้างนอกจนตาสว่างก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน แค่ฝันติดต่อกันสองครั้งเท่านั้น ทำให้เขาถึงกับไม่สบายใจ เขาเขี่ยภาพในความฝันออกจากความคิด เดินเข้าไปในห้องหนังสือ

การสอบคัดเลือกช่วงฤดูวสันต์จัดขึ้นสามปีหนึ่งครั้ง เป็นงานสำคัญของราชสำนัก เมืองหลวงครึกครื้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด คนมากมายตั้งหน้าตั้งตารอการสอบหน้าพระที่นั่งและผลสอบ บางคนถึงขั้นมีการเดิมพัน

แน่นอนว่าเดิมพันที่มากที่สุดคือหวังโย่วจะได้ที่หนึ่งในการสอบหน้าพระที่นั่งหรือไม่ กลายเป็นจอหงวนคนแรกของแคว้นต้าอิ้นที่สอบได้อันดับหนึ่งทั้งหกสนามสอบ ด้วยวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปี

เมืองหลวงครึกครื้น ในราชสำนักก็มีงานมากมายเช่นเดียวกัน หลายวันมานี้เวินถิงชุนและเวินหลานออกจากจวนแต่เช้าและกลับค่ำมืดแทบจะทุกวัน

ทำให้เวินหนิงมีอิสระขึ้นมา

สองวันนี้นางออกจากจวนทุกเย็น ฟังนิทานที่โรงน้ำชา แล้วรับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคาร จากนั้นไปหาเวินฉีที่กรมกลาโหม

วันนี้เป็นวันที่สามแล้ว

พรุ่งนี้ก็ถึงวันสอบหน้าพระที่นั่งแล้ว โรงน้ำชาครึกครื้นมาก ละครบนเวทีล้วนเกี่ยวกับจอหงวน

ทว่าเวินหนิงกลับจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

สองวันที่อยู่ในโรงน้ำชา จุดประกายความคิดบางอย่างให้กับนาง แต่ว่า...เรื่องที่นางคิดเกินงามเล็กน้อย ทำให้นางไม่ค่อยสบายใจ อีกทั้งไม่รู้ว่าจะแพ้ชนะ หากแพ้ขึ้นมา...

หลิงหลานมองคุณหนูเอามือเท้าคางมองต่ำ ไม่ได้สนใจการแสดงบนเวทีแม้แต่น้อย นิ้วมือเคาะโต๊ะ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร

จู่ๆ ลำแสงหนึ่งแล่นผ่านดวงตาคู่สวย จากนั้นดวงตาของนางก็ทอประกายขึ้นมา นัยน์ตาเปล่งประกายความหนักแน่น

เวินหนิงส่งสายตาให้หลิงหลาน

หลิงหลานเข้าใจทันที โน้มตัวลงเดินไปใกล้ “คุณหนู มีเรื่องอะไรเจ้าคะ”

เวินหนิงพูดกระซิบบางอย่างให้นางฟัง หลิงหลานเบิกตากว้าง พูดติดอ่าง “คุณ...คุณหนู คุณหนูจะทำอะไรอีกแล้วเจ้าคะ”

เวินหนิงตบหลังมือของอีกฝ่ายเป็นการปลอบโยน “วางใจเถอะ เจ้าช่วยสืบให้ข้าก็พอแล้ว”

ความประหลาดใจของหลิงหลานถูกการกระทำของเวินหนิงกดลงไป

ช่างเถอะ ช่วงนี้คุณหนูทำแต่เรื่องแปลกๆ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้

นางทำสีหน้าจนปัญญาให้เวินหนิง แล้วหันหลังเดินออกไป

เมื่อหลิงหลานเดินไป เวินหนิงจิบน้ำชาช้าๆ

นางให้หลิงหลานไปสืบ บัณฑิตนามหลิ่วเยี่ย หากเดิมพันว่าเขาสอบได้อันดับสาม จะได้เงินเดิมพันเท่าใด

ถูกต้อง สองวันนี้นางได้ยินสิ่งที่คนพูดถึงมากที่สุดคือการเดิมพันใต้ดิน ด้วยเหตุนี้นางจึงจุดประกายความคิดให้นาง

หลายวันก่อนนางเอาเครื่องประดับมากมายไปขาย ได้เงินมาจำนวนหนึ่ง แต่เงินเหล่านั้นยังไม่พอ

แม้ในจวนจะมีเครื่องประดับชุดใหญ่ที่มีราคา แต่คิดจะแอบเอาของพวกนั้นมาขายไม่ใช่เรื่องง่าย หากเวินถิงชุนรู้ คงอกแตกตายเพราะนาง

ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสโกยเงิน แม้...ไม่เหมาะสมเท่าใดนัก แต่ไม่รู้ว่าโอกาสดีๆ เช่นนี้จะมีอีกเมื่อไหร่ เหตุใดจึงไม่คว้าโอกาสนี้ไว้เล่า

นางลังเลมาสองวัน คิดอยู่นานไม่อาจปล่อยโอกาสนี้หลุดมือ เมื่อครู่ให้หลิงหลานไปถามเงินเดิมพันของหลิ่วเยี่ย เพราะนางจะเดิมพันเขา

ผลการสอบครั้งนี้หวังโย่วได้อันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าก่อนหน้านี้ผลการสอบของเขาโดดเด่น คนมากมายเดิมพันว่าเขาจะได้เป็นจอหงวน สุดท้ายแม้เดิมพันชนะก็ได้เงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทางด้านเสิ่นจิ้น เงียบเหงาเล็กน้อย แม้โอกาสในการชนะจะสูง แต่ชาตินี้นางถอนหมั้นเขาก่อน ผลการสอบของเขาอาจจะแตกต่างกับชาติที่แล้ว อีกทั้งเมื่อคราวก่อนที่หออวิ๋นทิงก็เห็นเขาดื่มจนเมา วางเดิมพันเขามีความเสี่ยงสูง

เวินหนิงคิดอยู่นาน จำได้ว่าในตอนนั้นมีบัณฑิตนามว่าหลิ่วเยี่ย ได้คะแนนรองจากเผยโย่ว เป็นอับดับสามในปีนั้น ไม่มีใครวางเดิมพันเขาเลย คาดว่าหากเลือกเขาต้องได้เงินเดิมพันสูงแน่นอน

เป็นจริงตามคาด ไม่นานหลิงหลานก็กลับมา กระซิบข้างหูนาง “หากเดิมพันเขาเจ็ดอันดับแรก ได้ห้าเท่าของเงินเดิมพันเจ้าค่ะ หากระบุอันดับ ได้สิบเท่าของเงินเดิมพันเจ้าค่ะ!”

เวินหนิงสูดลมหายใจเข้า ไม่มีความกังวลใดๆ แล้ว

“ไป!” นางตบโต๊ะ “กลับไปเอาเงินที่จวน!”

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 21 ตอนที่ 21