ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 19 ตอนที่ 19
ตอนที่ 19
ตระกูลหวัง
หลังจากหวังโย่วจัดการฉินอวี่เรียบร้อย เขาประสานมือคารวะถูไป๋เพื่อเป็นการบอกลา จากนั้นกระโดดข้ามกำแพง เข้าไปด้านในอย่างไร้สุ้มเสียง
เมื่อเข้าไปถึงตระกูลหวัง แววตาของเขาอ่อนโยนขึ้นมาก กลับมาเป็นคุณชายผู้อ่อนโยนคนเดิมอีกครั้ง
ตอนเขาออกไป เขารับประทานอาหารค่ำแล้ว เวลานี้โถงด้านหน้ามืดมิด ห้องนอนสองห้องและห้องหนังสือของเขาจุดเทียนส่องสว่าง เขาเดินผ่านห้องหนังสือ ได้ยินเสียงของหวังฝูดังมาจากด้านใน
หวังฝูและฮูหยินหวังรักใคร่กันมาก ก่อนนอนทุกคืนไม่ว่าจะเรื่องทั่วไปก็ดี เรื่องการค้าหรือสงครามก็ช่าง ล้วนนำมาพูดคุยกัน
เมื่อครั้นตอนเด็ก สมัยที่เขายังไม่แยกห้องนอนกับทั้งสอง เขามักจะขดตัวอยู่ในผ้าห่มแล้วฟังพวกเขาคุยกัน แล้วผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขานึกถึงจดหมายที่ถูไป๋เอ่ยถึงเมื่อครู่
หวังฝูรับจดหมายเอาไว้ แต่กลับไม่บอกเขา
หวังโย่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ยกมุมปากขึ้น เดินไปใต้ต้นแปะก๊วยที่มีเพียงต้นเดียวในสวน
เพียงครู่หนึ่ง เขาหยิบกล่องออกมาจากโพรงต้นไม้ เปิดกล่อง ด้านในเต็มไปด้วยจดหมายสีชมพูวางอย่างเป็นระเบียบ
เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วส่ายหน้า
ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่หวังฝูยังไม่รู้ตัวว่ากล่องซึ่งเป็นที่เก็บซ่อนของของหวังฝู ตอนหวังโย่วเด็กๆ หวังฝูซ่อนเงินของเขาเอาไว้ที่นี่ หวังโย่วรู้มานานแล้ว
หวังโย่วหยิบจดหมายเหล่านั้นออกมา เก็บเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วเก็บกล่องกลับเข้าไปในโพรงต้นไม้ตามเดิม
กลับถึงห้อง หวังโย่วเปิดจดหมายออกมาอ่าน
จดหมายทุกฉบับล้วนเป็นกลอนรักหนึ่งบท
เขาอ่านไปครู่หนึ่ง แววตาค่อยๆ เย็นชา
เขาคิดมากไป
นางไม่ใช่เสี่ยวหย่า
เสี่ยวหย่าไม่รู้แม้กระทั่งหนังสือ
แม้จะเพิ่งเริ่มเรียนในสามสี่ปีที่ผ่านมา แต่ระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีนางไม่มีวันเขียนตัวอักษรบรรจงเล็กได้งดงามเช่นนี้
นึกถึงคำว่า ‘บ่าวชั้นต่ำ’ ที่ได้ยินหลังฉากกั้น ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากเสียงแหลมของนางล้วนบอกเหตุผลที่นางพยายามตีสนิทเขา ‘รักเขา’ แววตาของเขาเย็นชากว่าเดิม มุมปากที่ยกขึ้นยิ้มอย่างอ่อนโยนตลอดเวลาค่อยๆ คลายลง
หวังโย่วถือจดหมายสีชมพูฉบับนั้น ยื่นไปใกล้เปลวไฟ
เปลวไฟเผาไหม้ ส่องสะท้อนดวงตาสีนิล ขับให้ไฝสีแดงเล็กๆ ที่อยู่ตรงสันจมูกของเขาชัดเจนขึ้น
หวังโย่วมองจดหมายที่ถูกเผาจนกลายเป็นผุยผง หยิบขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับ แล้วยื่นเข้าใกล้เปลวไฟ
ตอนที่จดหมายทั้งหมดถูกเผาทิ้ง ภายในห้องหนังสือคลุ้งไปด้วยกลิ่นกำยานที่ติดอยู่บนจดหมาย
อาจจะเป็นเพราะจับต้องเปลวไฟเป็นเวลานาน หวังโย่วรู้สึกหนังตาหนัก เขาล้มตัวลงนอนบนตั่งไม้ภายในห้องหนังสือ ตั้งใจจะเงียบครู่หนึ่ง
ดมกลิ่นหอมหวานที่ฟุ้งไปทั่วห้อง สติของเขาเลือนราง ภาพหนึ่งฉายขึ้นมาในความคิดช้าๆ
รัชศกเจียเหอปีที่สิบสี่ วันที่สิบแปดเดือนสาม อากาศดียิ่งนัก แสงแดดเจิดจ้า
เขานัดหมายกับใครคนหนึ่งที่หออวิ๋นทิง ทว่าไม่ใช่เวินหนิง แต่เป็นเวินหลาน ในห้องอาหารเดียวกัน ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องเปิดเข้าไปห้องโดยอาศัยฉากกั้นของอีกห้องหนึ่งแล้ว เปิดประตูเข้าไปได้เลย
ช่วงที่ผ่านมานี้มีคดีหนึ่งเกิดขึ้น
สตรีคนหนึ่งกับแม่สามีที่ขึ้นไปขอพรบนภูเขา ระหว่างทางกลับพวกนางเจอโจรป่า สตรีเสียสละยอมไปกับโจรป่า เพื่อให้อีกฝ่ายปล่อยแม่สามี สามวันต่อมา สตรีนางนั้นถูกโจรป่าปล่อยตัว ทว่าครอบครัวสามีกลับรังเกียจนาง บอกว่านาง ‘ต้องมลทิน’ ต้องการจะหย่ากับนาง แต่เนื่องจากหย่าเพราะนางต้องมลทิน ครอบครัวสามีจึงไม่ยอมคืนสินสมรสให้
สตรีโมโหจึงตีกลองหน้าจิงจ้าวฝู่ ร้องทุกข์กับท่านเจ้าเมือง
สตรีคนนี้แต่งงานไกลบ้านและย้ายมาอยู่ในเมืองหลวง ไม่มีเงินติดตัวกลับบ้าน เวลานี้เงินของนางถูกครอบครัวสามียึดเอาไว้ ที่ปรึกษาเวินจากจิงจ้าวฝู่มาหาเขา อยากจะพูดคุยรายละเอียดของคดีให้ฟัง ให้เขาช่วยสตรีเขียนคำฟ้อง
แต่เวินหลานมาสาย
หวังโย่วดื่มน้ำชาไปสองถ้วยแล้ว เขาก็ยังไม่มา
หวังโย่วบอกให้หวังฉินเซิงหาอะไรรับประทานชั้นล่าง เวลานี้เขาไม่รีบร้อน แค่ว่ายังไม่ทันได้ดื่มน้ำชาที่เพิ่งเท ด้านล่างก็มีเสียงโต๊ะเก้าอี้กระทบกัน ตามด้วยเสียงด่าทอ “บ่าวรับใช้ชั้นต่ำ! บอกให้นายของแกออกมา เจ้ากล้ามีปัญหากับข้าหรือ”
…
เสียงนั้นทำให้ชั้นล่างตกอยู่ในความเงียบทันที ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้ยินเสียงถัดไป “คุณชาย คุณชายพูดถูกขอรับ ข้าน้อยไม่ควรค่าให้คุณชายขุ่นเคือง คุณชายใจเย็นขอรับ”
เสียงที่คุ้นหูทำให้หวังโย่วขมวดคิ้ว
“บ่าวรับใช้ชั้นต่ำเช่นเจ้า คู่ควรที่จะขอโทษข้าด้วยหรือ ไม่กล้าบอกให้นายของเจ้าออกมาใช่หรือไม่ ลุย!อัดให้น่วม!”
หวังโย่ววางถ้วยชาเดินลงชั้นล่าง
ตอนนี้ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว ภายในหออวิ๋นทิงเต็มไปด้วยลูกค้า ยามนี้ทุกคนหยุดรับประทานอาหาร มองไปที่มุมห้องโถง
ชายฉกรรจ์สามสี่คนรุมทำร้ายบ่าวรับใช้ บ่าวรับใช้ขดตัวบนพื้น ป้องศีรษะและปิดหน้า ปล่อยให้อีกฝ่ายเตะต่อย ส่งเสียงร้องเล็กน้อย ไม่ได้โวยวายเสียงดัง
“หยุด!” หวังโย่วยังไม่ทันเดินลงบันไดก็เห็นฉินอวี่ยืนผยอง คนที่เขาสั่งให้ทำร้าย คือหวังฉินเซิงเอง
ฉินอวี่เห็นหวังโย่ว ยิ้มด้วยความลำพองใจทันที พูดเย้ยหยัน “หึ คุณชายหวังยิ่งใหญ่จริงๆ นัดหมายเชิญชวนอย่างไรก็ไม่เจอตัว ออกมารับประทานอาหาร แยกโต๊ะกับบ่าวคนละโต๊ะ สมกับเป็นคนที่กำลังจะมีอำนาจจริงๆ!”
หวังโย่วไม่ได้สนใจเขา เห็นสภาพของหวังฉินเซิงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเศษอาหาร เขาก็รู้แล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ประสานมือพูดเสียงเรียบ “หากบ่าวรับใช้ของข้าล่วงเกินคุณชายฉิน ข้าขอโทษแทนเขาด้วย”
ฉินอวี่เห็นอีกฝ่ายยอมขอโทษ สีหน้าของเขาสบอารมณ์ขึ้นเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะยิ้มแล้วเข้าไปคุยด้วย เขาเห็นแววตาเย็นชาของหวังโย่ว มองไปที่หวังฉินเซิง “ฉินเซิง ไปกันเถอะ”
“ไป? ใครให้พวกเจ้าไป! เสื้อผ้าของข้า ทำมาจากผ้าพระราชทาน แต่กลับถูกบ่าวรับใช้คนนี้ทำให้แปดเปื้อน!”
ฉินอวี่เพียงเอ่ยปาก ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนก็ขวางทางทันที
“คุณชายฉินต้องการอะไรขอรับ” หวังโย่วย้อนถาม
สีหน้าของฉินอวี่แปรเปลี่ยน สุดท้ายราวกับหมดแรง ล้มตัวลงนั่งที่โต๊ะด้านหลัง ยกเท้าขึ้นพาดเก้าอี้อย่างไม่ใส่ใจผู้ใด เชิดหน้าแล้วมองหวังโย่ว “เมื่อครู่บ่าวรับใช้ของเจ้าคุกเข่าขอโทษโดยไร้ซึ่งความจริงใจ เจ้าเป็นฝ่ายคุกเข่าแล้วกัน”
ฉินอวี่ชี้ไปที่พื้นด้านหน้าตนเอง “มา คุกเข่าให้ข้า แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป”
หวังโย่วได้ฟังพลันหัวเราะในลำคอ แววตาเย็นชาคู่นั้นกวาดมองคนตรงหน้า “ผู้ดีชั้นต่ำ”
จากนั้นเดินไปพยุงหวังฉินเซิง จะพาเขาออกไป
“เจ้าเอาความกล้ามาจากที่ใด เหิมเกริมจริงๆ!” ฉินอวี่โมโหแล้วเด้งตัวขึ้นมาจากเก้าอี้ “มัวยืนเซ่ออยู่ทำไม คุกเข่า เขาพูดจาเหลวไหล หยามเกียรติข้า คุกเข่าเดี๋ยวนี้! คุกเข่าให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
เมื่อหวังฉินเซิงได้ยิน สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยน คำนับพร้อมกับอ้อนวอน “คุณชายขอรับเป็นความผิดของข้าเอง ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณชายหวังทั้งนั้น ข้า...”
ฉินอวี่ไม่รออีกฝ่ายพูดจบ ตะคอกด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “อัดต่อ!”
ด้วยเหตุนี้ชายฉกรรจ์สองคนเดินไปคว้าตัวหวังโย่ว ส่วนอีกสองคนต่อยหวังฉินเซิงต่อ
ทว่าตอนคว้าตัวหวังโย่ว จู่ๆ เขาก็ขยับไม่ได้
เวลานี้จู่ๆ หวังโย่วก็รู้ตัวว่า
ไม่สิ
เรื่องนี้ไม่ใช่ความจริง
เขากำลังฝัน?
เขาเห็นตนในความฝันกำหมดแน่น เส้นขมับเด้งขึ้นลง
เสียงร้องของหวังฉินเซิงดังขึ้นไม่หยุด เสียงทุบตีก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
ชายฉกรรจ์สองคนผลักเขา จู่ๆ เขาก็คลายมือ ยกมุมปากขึ้นหัวเราะ
“หลานชายเสนาบดีฉินเจิง ฉินอวี่ใช่หรือไม่” ดวงตาสีดำสนิทของหวังโย่ว จับจ้องไปที่ฉินอวี่ “บิดาฉินเฮ่อ มารดาหว่านซีเฉินซื่อ มีพี่ชายสองคนรับราชการทหารและน้องสาวที่เกิดจากอนุภรรยาหนึ่งคน ใช่หรือไม่”
ฉินอวี่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ เขาถึงกล่าวถึงคนในครอบครัวของตน ทว่าการถูกเขาจ้องมองเช่นนี้ ทำให้ฉินอวี่เสียวสันหลัง หวังโย่วก้าวมาด้านหน้าสองก้าว เขาถอยหลังโดยไม่รู้ตัว โชคดีที่ด้านหลังมีโต๊ะอาหาร ทำให้เขาเสียหลักหกล้ม
“เจ้า...เจ้า...”
“วันนี้แซ่หวังและบ่าวคนสนิทมารับประทานอาหารกลางวัน บ่าวของข้าประพฤติตัวย่ำแย่นัก ปล่อยให้คุณชายฉินเทอาหารใส่ตัวโดยไม่หลบ ปล่อยให้คนของคุณชายฉินทำร้ายโดยไม่ร้องขอความช่วยเหลือ ทำผิดจริงๆ” หวังโย่วยกมือขึ้นเหนือศีรษะ เสียงของเขาดังก้องในหออวิ๋นทิง “แซ่หวังใจดีกับบ่าวรับใช้ ปล่อยให้ถูกผู้อื่นรังแกได้ง่ายๆ ความผิดนี้ไม่ควรอภัย”
“แซ่หวังขอโทษคุณชายฉิน ณ ที่นี่ด้วย”
เข่าทั้งสองสัมผัสพื้น มือทั้งสองแนบชิดหน้าผาก คำนับอย่างเป็นทางการ
หออวิ๋นทิงที่กว้างใหญ่ เงียบสงัด
ครู่หนึ่ง หวังฉินเซิงดึงสติกลับมาแล้วร้องไห้ “คุณชาย!”
หวังโย่วสะดุ้งตื่น เงาเทียนตรงหน้าพลิ้วไหว ปลายจมูกมีกลิ่นกำยานติดอยู่