ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 13 ตอนที่ 13
ตอนที่ 13
ชั่วขณะหนึ่งเวินหนิงรู้สึกโมโหขึ้นมา
นางเคยแก้ตัวให้เขา บอกว่าเพราะเขายากจน ใช้ชีวิตด้วยความลำบากตั้งแต่เด็ก ก่อนจะได้รับการยอมรับและกลับเข้าจวนกั๋วกงคงถูกคนมากมายรังแก ถูกผู้คนข่มเหงจึงทำให้เขาไม่มีเหตุผลและดื้อรั้น
แต่ดูจากเขาในตอนนี้ ไม่มีความน่าเวทนาแม้แต่น้อย
น่าจะเป็นเพราะแววตาร้อนกรุ่นของนาง ทำให้เผยโย่วเงยหน้าขึ้นมามอง
เวินหนิงใช้พัดบังใบหน้า แล้วปิดหน้าต่าง
ถูกต้อง เผยโย่วก็คือเผยโย่ว เขาไม่ได้กลายเป็นเผยโย่ว เพราะได้รับการยอมรับจากจวนกั๋วกง
นางต้องตั้งสติ รับมือด้วยความระมัดระวัง
หลิงหลานมีภารกิจต้องรับผิดชอบ นางกระวนกระวายยิ่งกว่าเวินหนิงเสียอีก เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าด้านนอก นางพลันเงี่ยหูฟังทันที
แต่เสียงฝีเท้านั้นไม่รีบร้อน เดินผ่านประตูห้องไป แล้วเข้าไปในห้องข้างๆ “เอี๊ยด” เสียงเปิดประตู ตามด้วยเสียงปิดประตู
หลิงหลานมองเวินหนิงด้วยความแปลกใจ
เวินหนิงตบมือนางเป็นการปลอบใจ
หลิงหลานสงบลงโดยไม่รู้ตัว เอียงศีรษะครุ่นคิด เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยกับการกระทำเช่นนี้ของคุณหนูยิ่งนัก คล้ายคุณหนูเคยปลอบใจยามที่นางกังวลนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่มีเวลาขบคิด ภาพวาดน้ำหมึกติดฝาผนังขนาดเท่าคนถูกเปิด บุรุษชุดเทายืนอยู่ด้านหลัง เดินมาอย่างไม่รีบร้อน ตามด้วยโค้งคำนับอย่างสง่างาม “แม่นางเวิน”
หล่อเหลาดั่งต้นจือหลาน น้ำเสียงไพเราะเสมือนสายน้ำไหล
เอ่อ เอ่อ...
ไม่แปลกที่คุณหนู ‘หลงใหลคลั่งไคล้’ กิริยาท่าทางของบุรุษคนนี้ ทำให้หวั่นไหวจริงๆ
แม้กระทั่งนางก็แทบจะแก้มแดง
มองไปทางคุณหนู มือถือพัดกลมด้วยความเอียงอาย พลางลุกขึ้นช้าๆ โค้งคำนับอย่างสง่างามเช่นเดียวกัน “คุณชายหวัง”
หนุ่มหล่อสาวสวยจริงๆ
“คุณหนู คุณชาย บ่าวไปรินน้ำชาให้เจ้าค่ะ” หลิงหลานรู้สึกมั่นใจในสิ่งที่นางจะทำขึ้นมาทันที โค้งคำนับแล้วปล่อยให้ทั้งสองอยู่ในห้องอาหาร
ทันทีที่หลิงหลานเดินออกไป เวินหนิงจับถุงหอมที่เอวแน่น
“เสียมารยาทเชิญคุณชายมาเช่นนี้ หวังว่าจะไม่ทำให้คุณชายลำบากใจ” เวินหนิงแสร้งทำเป็นเหนียมอาย “คุณชายหวังเชิญนั่งเจ้าค่ะ”
หวังโย่วคงความอ่อนโยน เช่นเดียวกับครั้งแรกที่เจอกันในอดีต
หลังจากนั่งลงเขาหยิบของออกมาจากแขนเสื้ออย่างเป็นธรรมชาติ ห่ออย่างประณีตด้วยหนังวัว
ขนมถั่วตัดจากร้านหว่านฟังไจ
มองเพียงปราดหนึ่งเวินหนิงก็ดูออกแล้ว นางรู้สึกฉงนเล็กน้อย
เมื่อชาติก่อนเผยโย่วชอบซื้อขนมถั่วตัดให้นาง บ้างก็ซื้อหลังเลิกงาน บ้างก็ซื้อตอนผ่านร้านหว่านฟังไจ ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะเป็นเพราะตอนเด็กๆ นางเคยบอกเขาว่าอยากกินขนมถั่วตัดร้านหว่านฟังไจที่สุด ช่วงเวลานั้นขอเพียงพวกตนขายของได้มากกว่าที่ตั้งไว้ เขาก็จะตรงไปซื้อขนมถั่วตัดให้นางทันที
“บังเอิญเดินผ่าน ได้ยินว่าร้านหว่านฟังไจเปิดมานานกว่าร้อยปี จึงอยากให้แม่นางชิมขอรับ”
คำพูดของเขาคล้ายคลึงกับเมื่อชาติก่อนมาก ณ ตอนนั้นนางประทับใจที่เขาคิดถึงมิตรสหายในอดีตทั้งเป็นคนใส่ใจ แต่ตอนหลัง...
เวินหนิงยิ้มด้วยความเอียงอาย “คุณชายหวังมีน้ำใจยิ่งนัก นี่คือขนมถั่วตัดจากร้านหว่านฟังไจหรือเจ้าคะ ข้าชอบรับประทานเป็นที่สุด”
พูดจบนางก็แกะเชือก
เดิมทีนางอยากจะบอกว่าตนแพ้ถั่วลิสง ไม่อาจรับประทานอาหารจำพวกถั่วได้ ปฏิเสธการลองใจของเขาไปตรงๆ แต่เมื่อครุ่นคิด คำโกหกเช่นนี้พูดง่าย ทว่ายากที่จะปกปิด อนาคตหากถูกจับได้รังแต่จะน่าสงสัยกว่าเดิม
ถึงอย่างไรร้านหว่านฟังไจก็เปิดมานานกว่าร้อยปี มีสตรีตั้งมากมายที่ชอบรับประทานขนมถั่วตัดของร้านนี้
หวังโย่วได้ยินนางพูดเช่นนี้ ดวงตาของเขาเป็นประกาย เขายิ้มบางๆ แล้วพูด “แม่นางมาวันนี้ มีอะไรอยากจะคุยกับข้าหรือขอรับ”
เวินหนิงที่เพิ่งหยิบขนมถั่วตัดเข้าปากหนึ่งชิ้น เมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูด พวงแก้มของนางก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที
เพราะถึงอย่างไร นางซ้อมแสดงละครฉากนี้หน้ากระจกนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
เวินหนิงวางขนมถั่วตัดลง หยิบกระดาษที่เตรียมเอาไว้ออกมาจากแขนเสื้อ
“ข้ารู้มาว่าคุณชายฉลาดหลักแหลม เขียนบทความได้น่าประทับใจ ข้ามีกลอนบทหนึ่ง อยากจะ...อยากจะรบกวนให้คุณชายช่วยดูเจ้าค่ะ”
เวินหนิงก้มหน้า ยื่นกระดาษให้อีกฝ่าย
แผ่นกระดาษส่งกลิ่นหอม ไม่ว่าเนื้อกระดาษหรือสีกระดาษ เห็นชัดว่าเป็นกระดาษอย่างดี
หวังโย่วแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็รับเอาไว้
ภายในห้องจุดกำยานเอาไว้ ควันจางๆ ลอยล่อง
แม้จะปิดหน้าต่าง แต่เสียงรถม้าของผู้คนบนท้องถนนยังคงดังเล็ดลอดเข้ามา
เวินหนิงก้มหน้าก้มตา พวงแก้มชมพูระเรื่อ
แม้นางจะตั้งใจแสดงออกเช่นนี้ แต่นางก็รู้สึกเขินอาย
กลอนที่นางให้เผยโย่วอ่านเป็นกลอนเกี่ยวกับความรัก
“ท่องพเนจรในฤดูวสันต์ ดอกซิ่งฮวาปลิดปลิว มิรู้บุรุษรูปงามตระกูลใดปรากฏกาย ดั่งรักแรกพบของนารี ยินดีมอบให้ทั้งชีวี แม้สุดท้ายจะถูกทอดทิ้ง ก็มิอับอาย”
แสดงออกตรงไปตรงมาเช่นนี้ หากเป็นชาติก่อน ตีนางให้ตายก็ไม่มีวันแต่งได้แน่นอน
แม้จะเขียนได้ ก็ไม่มีวันยื่นให้อีกฝ่ายซึ่งหน้าเช่นนี้
เวินหนิงเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเผยโย่ว...
ยากจะคาดเดา
แสดงออกชัดเจนเช่นนี้ คนที่ไม่แสดงความรู้สึกของตนเองอย่างเขาคงจะรู้สึกเหลือเชื่อ
เวินหนิงจับถุงหอมแน่น พยายามทำให้สีหน้าประหม่าของตนแปรเปลี่ยนเป็นเขินอาย เห็นเขานั่งเงียบ เหม่อมองไปที่ประตู
โชคดีที่หลิงหลานมาได้จังหวะ เวลานี้นางเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับน้ำชา
เผยโย่วได้ยินเสียงคน คล้ายเพิ่งดึงสติกลับมา นิ้วมือเรียวยาวขยับเล็กน้อย พับแผ่นกระดาษ
“คุณหนู คุณชาย เชิญดื่มน้ำชาเจ้าค่ะ”
หลิงหลานวางน้ำชาไว้ตรงหน้าทั้งสอง ทว่าตอนวางถ้วยน้ำชาไปตรงหน้าหวังโย่ว ‘คล้าย’ แผ่นกระดาษดึงดูดความสนใจของนาง ด้วยความไม่ทันระวังน้ำชาจึงหกลดตัวหวังโย่ว ถ้วยน้ำชาตกลงบนพื้นแตกเป็นเสี่ยงๆ
“บ่าวสมควรตายเจ้าค่ะ!” หลิงหลานคุกเข่าบนพื้นด้วยสีหน้าซีดขาว
“คุณชายหวัง...” เวินหนิงรีบลุกขึ้น อยากจะจัดเสื้อให้อีกฝ่าย
“ไม่เป็นไรขอรับ” หวังโย่วลุกขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงไพเราะ “ข้าขอตัวประเดี๋ยว แม่นางโปรดรอสักครู่”
“คุณชาย...” เวินหนิงยังคงร้องเรียกด้วยความอาลัยอาวรณ์
หลังจากอีกฝ่ายเดินหายไปจากภาพวาดน้ำหมึก หลิงหลานตบอกสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ หัวไหล่ของเวินหนิงที่เกร็งไว้ในตอนแรกก็ผ่อนคลายลงเช่นเดียวกัน
“คุณหนู...” หลิงหลานอยากจะบอกว่า ‘ข้ากลัวมาก’ แต่เมื่อเห็นคุณหนูยกนิ้วชี้ขึ้นมา ‘ชู่’ นางก็รีบเปลี่ยนคำพูด “คุณหนู ข้าไม่ได้ตั้งใจเจ้าค่ะ...”
ได้ยินเสียงปิดประตูจากห้องข้างๆ นายบ่าวโล่งอกทันที
“ข้ารินน้ำชามากไปหรือไม่เจ้าคะ” หลิงหลานรีบถาม “น้ำชาเต็มถ้วย ไม่รู้ว่าคุณชายหวังจะยังกลับมาอีกหรือไม่”
แผนการของพวกนางคือ หกเลอะอีกฝ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เวินหนิงบอกว่าหวังโผ่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ ต้องออกไปล้างคราบน้ำชาบนเสื้อก่อนแล้วค่อยกลับเข้ามาแน่นอน
แต่นางทำเรื่องเช่นนี้เป็นครั้งแรก ไม่เก่งกาจเท่าใดนัก
ชาเต็มถ้วยเช่นนั้น เกรงว่าต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
ผู้ใดบ้างจะพกเสื้อผ้ายามออกนอกเรือน
“ไม่หรอก” เวินหนิงตอบ
เขายังไม่ได้คำตอบที่เขาต้องการ โดยเฉพาะหลังจากที่เขารู้ว่านางก็ชอบรับประทานขนมถั่วตัดร้านหว่านฟังไจ
เป็นจริงตามคาด เวลาหนึ่งถ้วยน้ำชา ประตูข้างๆ เปิดอีกครั้ง
หลิงหลานคุกเข่าตรงหน้าเวินหนิงทันที ปลายนิ้วของเวินหนิงแตะน้ำชาแล้วหยอดใส่ตา คำนวณเวลา ง้างมือขึ้น ตบหลิงหลานหนึ่งฉาด
เพียะ...
“ชั้นต่ำ! ทำข้าเสียเรื่องหมด!”