ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 14 ตอนที่ 14
ตอนที่ 14
หวังฉินเซิงรอคุณชายของตนด้านหน้าหออวิ๋นทิง
เขาแปลกใจเล็กน้อย หมู่นี้มีขุนนางต่างๆ อยากจะผูกมิตรกับคุณชายไม่น้อย แต่คุณชายไม่ยอมผูกมิตรด้วยง่ายๆ จึงอย่าพูดถึงว่าจะมารับประทานอาหารด้วยกันเช่นนี้
มากไปกว่านั้นยังให้เขารออยู่ชั้นล่าง ไม่ให้เขาติดตามขึ้นไป
ไม่รู้ว่าคุณชายตระกูลใดนัดหมายคุณชายของตน
ขณะที่หวังฉินเซิงยืนบ่นพึมพำที่มุมกำแพง หวังโย่วก็เดินลงมา
เสื้อสีเทาเปียกเป็นวงกว้าง
“คุณชายขอรับ?” หวังฉินเซิงร้องเรียกด้วยความตกใจ รีบเดินเข้าไปหา “เกิดอะไรขึ้นกับคุณชายหรือขอรับ ข้า...ข้าไปเรียกรถม้า”
เดินบนท้องถนนด้วยสภาพน่าเวทนาเช่นนี้ ถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะเอาได้!
“ไม่ต้อง” หวังโย่วยกมือขึ้นปราม เดินไปร้านเสื้อผ้าข้างๆ
หวังฉินเซิงเดินตามหลัง มองไปทางหออวิ๋นทิงด้วยความขุ่นเคือง
ต้องเป็นฝีมือของคนในนั้นอย่างแน่นอน อยากจะทำให้คุณชายอับอาย ดูถูกผู้อื่น! รอวันที่คุณชายประสบความสำเร็จ พวกเขาไม่มีทางอาจเอื้อม!
หวังฉินเซิงคิดถ้อยคำปลอบใจหวังโย่วเรียบร้อยแล้ว รวมถึงคำด่าทอพวกคนในหออวิ๋นทิง คิดไม่ถึงหลังจากหวังโย่วเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็เดินกลับเข้าไปในหออวิ๋นทิงอีกครั้ง
“คุณชาย...” หวังฉินเซิงรีบเดินตามไป
“เจ้าหาอะไรกินที่ชั้นล่างก่อน” หวังโย่วโยนเงินให้บ่าวรับใช้คนสนิทโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
หวังฉินเซิงทำได้เพียงหยุดเดิน มองหวังโย่วเดินขึ้นชั้นบนอีกครั้ง
หวังโย่วมาวันนี้ พร้อมกับความหวัง
หลังจากเจอกันที่วัดฉืแอนในวันนั้น เขารู้สึกคุ้นหน้านางมาก
แม้เด็กสาวคนนั้นจะบอกว่านางอยู่ที่เมืองเฉิงซี แต่เขาเคยไปตามหาที่เมืองเฉิงซีแล้ว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นมานายสิบปีไม่มีตระกูลใดรู้จักเด็กผู้หญิงนามว่า ‘เสี่ยวหย่า’
หลายปีมานี้นางหายเงียบไป ไม่เคยปรากฏตัว ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าแท้จริงแล้วในอดีตนางมีเรื่องปิดบังเขา
นับตั้งแต่วันที่เวินหลานบอกว่าเวินหนิงอยากจะนัดเจอเขา เขาตอบตกลงโดยไม่แม้แต่จะลังเล
ตอนอยู่ที่วัดฉืแอน เวินหลานอยู่ด้วย บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้นางจึงไม่อาจบอกว่ารู้จักเขาได้
ทว่าวันนี้เพียงพบเจอกัน นางกลับมอบกลอนรักให้เขา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หวังโย่วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
หน้าตาของนางคล้ายกับเสี่ยวหย่า กิริยาท่าทางบางอย่างก็คล้ายกับเสี่ยวหย่ามาก ทั้งยังชอบกินขนมถั่วตัดของร้านหว่านฟังไจเหมือนกันอีก อีกทั้งความตรงไปตรงมาของกลอนบทนนี้ คล้ายเป็นสิ่งที่คนอย่างยัยตัวแสบเท่านั้นที่จะทำได้
แต่เหตุใดนางจึงไม่ยอมรับตามตรงว่ารู้จักกับตน
หวังโย่วเปิดประตู เดินตรงไปที่ภาพวาดน้ำหมึก ขณะที่เขากำลังจะเลื่อนฉากกั้น เพียะ...
“ชั้นต่ำ! ทำข้าเสียเรื่องหมด!”
…
“บ่าวสมควรตาย บ่าวสมควรตาย คุณหนูไว้ชีวิตบ่าวด้วยนะเจ้าคะ!”
แม้เวินหนิงจะไม่เคยทำเช่นนี้กับหลิงหลานมาก่อน แต่ก่อนจะเข้ามาอยู่ในจวนเวิน นางเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วน แสดงได้สมจริงยิ่งนัก
เวินหนิงยกถ้วยน้ำชาขึ้นแล้วเขวี้ยงลงบนพื้น ด่าทอด้วยความโมโห “หากไม่ใช่เพราะเจ้า คุณชายหวังก็ศิโรราบใต้กระโปรงข้าแล้ว คงลืม ‘เสี่ยวหย่า’ อะไรนั่นไปแล้ว แต่ตอนนั้นเจ้ากลับยกน้ำชาเข้ามา ยกมาแล้วข้าก็ไม่ว่าอะไร แต่แค่ถ้วยน้ำชายังถือไม่มั่นอีก!”
“เสียมารยาทต่อหน้าคุณชายหวังเช่นนั้น จะให้คุณชายคิดอย่างไรกับข้า คิดอย่างไรกับจวนเวิน! หากน้ำชาหกเลอะตัวเจ้าเช่นนั้น เจ้ายังจะกลับมาอีกหรือไม่?!”
“เจ้าทนเห็นข้ามีชีวิตที่ดีไม่ได้ใช่ไหม จึงอยากจะใช้น้ำชาถ้วยหนึ่งทำลายการแต่งงานของข้า”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ...บ่าวไม่ได้...วันหน้าบ่าวจะขอรับโทษจากคุณชายหวังเองเจ้าค่ะ...”
เวินหนิงเขวี้ยงถ้วยน้ำชาของเผยโย่ว ตะคอกเสียงแหลมชนิดที่ว่าสองชาติที่ผ่านมาไม่เคยทำมาก่อน “วันหน้า? เจ้าคิดว่าคุณชายหวังเดินจากไปวันนี้ วันหน้าก็หลังจากการสอบหน้าพระที่นั่งแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นด้วยความหล่อเหลาและความสามารถของเขา เจ้าคิดว่าเขาจะยังตกเป็นของข้าได้หรือ!”
“ตบปาก! ตบปากตนเอง!”
เวินหนิงเห็นเผยโย่วไม่ยอมเดินเข้ามา จึงบอกให้หลิงหลานตบตนเอง
หลิงหลานครุ่นคิด ตบหน้าตนเองหนึ่งฉาด ขณะที่นางกำลังจะตบหน้าตนเองอีกครั้ง...
“แม่นางเวินกำลังโมโห แซ่หวังไม่รบกวนดีกว่าขอรับ ข้ามีธุระ ขอตัวก่อน”
น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นยิ่งนัก
ไม่นาน เสียง ‘ครืด’ ดังขึ้น
มือของหลิงหลานนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ เบิกตากว้างถามเวินหนิงโดยไม่ได้ส่งเสียง “ไปแล้วหรือเจ้าคะ”
เวินหนิงปวดใจยิ่งนัก รีบพยุงหลิงหลานขึ้นมา ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหน้าของอีกฝ่าย แล้วหยิบขี้ผึ้งที่เตรียมเอาไว้ออกมา
นางไม่แน่ใจว่าเผยโย่วจะเข้ามาหรือไม่ ดังนั้นตอนตบหลิงหลานนางจึงออกแรงจริง เวลานี้ใบหน้าของหลิงหลานมีรอยนิ้วมือของนางประทับ
“คุณหนู เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่า...คุณชายหวังโมโหยิ่งนัก”
หลิงหลานที่ไม่รู้ความจริงงุนงงเล็กน้อย
น้ำเสียงเย็นชาเมื่อครู่ แตกต่างจากตอนแรกราวกับเป็นคนละคน แม้กระทั่งเสียงเปิดประตูยังดังกว่าครั้งแรก คล้ายพยายามข่มความโมโหเอาไว้
“คุณหนู คุณหนูแน่ใจหรือเจ้าคะว่าทำเช่นนี้จะสมหวังในการแต่งงาน” หลิงหลานไม่เข้าใจ
วันนั้นเวินหนิงบอกกับนางว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง บอกว่าทั้งหมดที่ทำเพื่อให้นางได้แต่งงานกับคนดีๆ นางคิดอยู่หลายวันก็ไม่เข้าใจ หรือว่าคุณชายที่ดูสง่างามคนนั้น มีความชอบที่วิปริต
มิเช่นนั้นผู้ใดจะชอบสตรีที่หยาบคาย ทั้งยังทุบตีและด่าทอผู้อื่น
“คุณหนู คุณชายหวังคงไม่ได้...มีความชอบแปลกๆ หรอกนะเจ้าคะ...” แม้หลิงหลานจะยังไม่ได้ออกเรือน แต่บ่าวรับใช้ของเวินหลานและเวินฉีเล่าเรื่องแปลกๆ มากมายให้นางฟัง นางเกรงใจที่จะพูดตรงๆ ได้แต่พูดว่า “คุณหนู อย่าดูถูกตนเองและยอมแพ้ต่อโชคชะตา เพียงเพราะการแต่งงานของคุณหนูกับคุณชายเสิ่นจบลงเลยเจ้าค่ะ!”
เวินหนิงหัวเราะ ยักคิ้ว “สมกับเป็นพี่อาหลานจริงๆ รอบรู้ยิ่งนัก”
แก้มของหลิงหลานที่เดิมทีบวมอยู่แล้ว แดงยิ่งขึ้น “ไม่ใช่เจ้าค่ะ...ข้าเพียง...ข้าเพียงเป็นห่วงเท่านั้น...”
“วางใจเถอะ” เวินหนิงทายาให้หลิงหลานด้วยความใส่ใจ “ข้ามีแผนการของตนเอง”
ฟังจากน้ำเสียงเย็นชาเมื่อครู่ของเผยโย่ว ดูเหมือนได้บรรลุเป้าหมายในวันนี้แล้ว
ตอนเขาสวมเสื้อที่เปียกเป็นวงกว้างออกไป คาดว่ายังมีความคิดบางอย่าง แต่ตอนกลับมาแล้วเห็นเหตุการณ์นั้นเข้า ย่อมโมโหเป็นธรรมดา
เขาเกลียดผู้หญิงที่ต่อหน้าอย่างลับอย่างที่สุด เวลานี้น่าจะแยกนางกับ ‘เสี่ยวหย่า’ เด็กผู้หญิงในความทรงจำของเขาออกจากกันแล้ว
เพราะ ‘เสี่ยวหย่า’ เป็นคนตรงไปตรงมาและใสซื่อ ทนเห็นผู้อื่นปฏิบัติต่อบ่าวรับใช้อย่างไม่ใช่มนุษย์ไม่ได้
เวินหนิงทายาให้หลิงหลานเสร็จ ตั้งใจจะสั่งอาหารสักสองสามอย่าง ระหว่างรอเวินหลานรับนางกลับจวน
เพิ่งเก็บยา จู่ๆ ก็มีเสียงโวยวายดังขึ้นที่ชั้นล่าง ตามด้วยเสียงตะคอก “ยังไม่ได้เป็นจอหงวน ก็ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร แม้วันพรุ่งนี้เจ้าจะสอบได้ที่หนึ่ง ข้าก็ไม่ใช่คนที่เจ้าจะมีเรื่องด้วยได้!”
ในห้องอาหารไม่เพียงมีหน้าต่างที่หันติดถนน แต่ยังมีหน้าต่างอีกบาน ซึ่งหันไปทางโถงใหญ่ของหออวิ๋นอวิ๋นทิง ลูกค้าที่มารับประทานอาหารจะได้ฟังนิทานและชมการแสดงได้ง่าย
เวินหนิงและหลิงหลานสบตากัน เดินตรงไปที่หน้าต่าง แง้มเปิดเล็กน้อย
เอ๊ะ? เมื่อครู่เพิ่งหงุดหงิดกับเรื่องที่เผยโย่วใช้ชีวิตมีความสุขดีทั้งที่ยังไม่ได้เป็นซื่อจื่อ ทว่าเพียงครู่หนึ่งก็มีคนใช้อำนาจข่มเขา หาเรื่องพวกเขา
บุรุษด้านล่างคือฉินอวี่ หลานชายของเสนาบดีฉิน เรียนไม่เก่งเท่าใดนัก ส่วนเรื่องตำแหน่งขุนนางของเขา รับราชการทหารโดยอาศัยอำนาจของเสนาบดีฉิน แต่ไม่เคยตั้งใจทำงาน เที่ยวเตร่ทุกวัน เป็นคุณชายไม่เอาถ่านอย่างแท้จริงที่สุด
ยิ่งคนไม่เอาไหนเช่นนี้ ยิ่งเหิมเกริมอย่างมาก ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน คิดว่าอาของตนมีอำนาจบาตรใหญ่
เวลานี้หวังฉินเซิงยืนกันหวังโย่วไว้ “เป็น...เป็นเรื่องระหว่างข้ากับท่าน ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณชายของข้า”
หวังฉินเซิงรู้สึกผิดอย่างยิ่ง
เขาเห็นหวังโย่วเดินขึ้นชั้นบน คิดว่าคงไม่ลงมาง่ายๆ จึงทำตามคำสั่งของคุณชาย สั่งอาหารสองอย่างมารับประทาน แน่นอนว่าเขาไม่กล้าสั่งสุรา เพียงอยากจะรับประทานอาหารให้อิ่มก่อนที่คุณชายของตนจะลงมาเท่านั้น
เขารู้ดีว่าในภัตตาคารเช่นนี้ เต็มไปด้วยพวกคนชนชั้นสูง ไม่มีใครที่เขาจะมีเรื่องด้วยได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกนั่งด้านในสุด ไม่ทำให้ตนเป็นที่สนใจ
แต่แม้จะทำเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดชายตรงหน้าจึงไม่พอใจ
ทั้งเย้ยหยันและดูถูก แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาเพียงยิ้มเจื่อนๆ กล่าวขอโทษเท่านั้น แต่อีกฝ่ายกลับเทอาหารราดศีรษะเขา
หวังฉินเซิงไม่รู้ว่าฉินอวี่จำหวังฉินเซิงได้ตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว
ช่วงหลังมานี้หวังโย่วมีชื่อเสียงในเมืองหลวง ลูกพี่ลูกน้องของฉินอวี่อยากจะผูกมิตรด้วย จึงมอบหมายหน้าที่นี้ให้เขา ฉินอวี่คิดว่าแค่บัณฑิตยากจนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรยาก
ฉินอวี่จึงไปตามสถานที่ต่างๆ ที่หวังโย่วมักจะไป แกล้งทำเป็นบังเอิญเจอถึงสองครั้ง ครั้งแรกเขาชวนหวังโย่วดื่มเหล้า อีกครั้งหนึ่งชวนหวังโย่วเขย่าลูกเต๋า แต่กลับถูกอีกฝ่ายปฏิเสธทุกครั้ง ตอนหลังฉินอวี่คิดว่าบัณฑิตยากจนอย่างหวังโย่วน่าจะกระเป๋าแห้ง ไม่มีหน้าไปสถานที่เช่นนั้น จึงทำตามพวกปัญญาชน ส่งเทียบเชิญไปตระกูลหวัง
แต่เทียบเชิญถูกส่งกลับมาในสภาพเดิม พร้อมบอกว่ามารดาสุขภาพไม่ดี ไม่สะดวกต้อนรับแขก
โกหกสิ้นดี
ฉินอวี่คิดว่าหวังโย่วเหิมเกริมคิดว่าตนกำลังจะมีอำนาจ จึงวางมาด ดูถูกคนอย่างเขา!
ฉินอวี่โมโหกับเรื่องนี้มานานกว่าครึ่งเดือน เมื่อเห็นบ่าวรับใช้คนสนิทของหวังโย่ว กล้ามาiy[xitทานอาหารในภัตตาคารดีๆ เช่นนี้ ความขุ่นเคืองของเขาจึงระเบิด
เดินไปหาเรื่องทันที
“เจ้าไสหัวไปซะ!” ฉินอวี่ผลักหวังฉินเซิง “บ่าวรับใช้ชั้นต่ำเช่นเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาคุยกับข้า”
หวังฝูกำชับหวังฉินเซิงตั้งแต่ก่อนออกมาแล้ว อีกไม่กี่วันก็ถึงวันสอบหน้าพระที่นั่ง คุณชายของเขากำลังจะไปร่วมงานใหญ่ รับมือกับพวกคนมีอำนาจ เวลานี้ไม่อาจเกิดข้อผิดพลาดได้
จากสถานการณ์แล้วตั้งใจหาเรื่องหวังโย่ว หวังฉินเซิงจึงคุกเข่าตรงหน้าฉินอวี่ทันที “คุณชายขอรับ คุณชายพูดถูก ข้าเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ข้าไม่ควรค่าให้คุณชายมีน้ำโห คุณชายใจเย็นก่อนนะขอรับ”
หวังโย่วมองหวังฉินเซิงที่คุกเข่าบนพื้น “ลุกขึ้น”
“หึ รับบทนายบ่าวสายใยแน่นแฟ้นเช่นนั้นหรือ” ฉินอวี่เห็นสภาพของหวังฉินเซิง ทำให้เขาโอหังกว่าเดิม
หวังโย่วชำเลืองมองฉินอวี่ด้วยแววตาเยือกเย็น “คุณชายฉินกรุณาขอโทษบ่าวของข้าด้วย”
คล้ายฉินอวี่ฟังเรื่องตลก “หวังโย่ว เจ้าคงตาบอดไม่ก็สมองตายไปแล้วกระมัง ให้ข้าขอโทษบ่าวรับใช้ของเจ้าเนี่ยนะ”
“ทุกคนเป็นพยานได้ บ่าวของข้าไม่ได้ทำอะไรผิด แต่คุณชายฉินต่างหากที่สร้างปัญหา เทอาหารราดใส่คนของข้า ทั้งยังพูดคำหยาบคายไม่ชวนฟัง หากคุณชายฉินไม่พอใจ เช่นนั้นเราไปเจรจากันที่จิงจ้าวฝู่ดีหรือไม่”
ฉินอวี่เกลียดท่าทีโอหังไม่ยอมก้มหัวให้.ครของหวังโย่วมาก เขาหัวเราะ “ไปจิงจ้าวฝู่เช่นนั้นหรือ ใช่ว่าไปไม่ได้ เช่นนี้ก็แล้วกัน เจ้ากับบ่าวรับใช้ของเจ้า คุกเข่าอ้อนวอนข้า ข้าจะสละเวลาให้เจ้า ยอมไปจิงจ้าวฝู่ด้วย” หวังโย่วฟังถ้อยคำนี้แล้วไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ใช้หางตามองอีกฝ่าย หัวเราะในลำคอ “พวกผู้ดีต่ำทราม”
“เจ้าช่างกล้านัก! เหลวไหล!” ฉินอวี่สติแตกทันที “ใครก็ได้มาที สามหาวสิ้นดี! ดูถูกข้า จับมันคุกเข่า คุกเข่าตรงหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”
บ่าวรับใช้สี่คนที่ติดตามฉินอวี่ เมื่อได้ยินคำสั่งก็จะจับตัวอีกฝ่ายทันที
ว้าว!
เวินหนิงดูสถานการณ์ที่เดือดขึ้นเรื่อยๆ สั่งหลิงหลานรินน้ำชาให้ตน
การออกมาในวันนี้ มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย
นางเคยเห็นเพียงผู้อื่นคุกเข่าตัวสั่นตรงหน้าเผยโย่วแล้วอ้อนวอนคำว่า ‘ใต้เท้าไว้ชีวิตข้าด้วย’ เท่านั้น ไม่เคยเห็นใครกล้าจับเผยโย่วคุกเข่ามาก่อน
เหตุการณ์วันนี้ หากนางไม่ตั้งใจรับชม เกรงว่าจะเป็นการหยามเกียรติความเกลียดชังตลอดหลายปีที่นางมีให้เขา