ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 17 ตอนที่ 17
ตอนที่ 17
หลิงหลานไม่อยากจะทำเช่นนี้แม้แต่น้อย นางและเวินหนิงสวมหมวกม่าน เดินเลี่ยงฝูงชนไปยังโรงจำนำที่อยู่ไกลเพื่อขายเครื่องประดับ
หลิงหลานไม่เข้าใจ บ่นตามหลังเวินหนิง “คุณหนู หากคุณหนูไม่มีเงิน ข้าไปเบิกกับพ่อบ้านได้เจ้าค่ะ เรื่องเงินทองนายท่านไม่เคยตระหนี่กับคุณหนู หากยังไม่พอพวกเราไปขอคุณชายใหญ่ก็ได้ คุณชายใหญ่รักคุณหนูมาก ไม่อาจทนเห็นคุณหนูขายเครื่องประดับของตนเองเช่นนี้...”
“คุณหนู กว่าจะเก็บสะสมเครื่องประดับเหล่านี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เครื่องประดับบางชิ้น ช่างที่ทำตายจากโลกไปแล้ว ไม่อาจทำตามแบบเดิมได้ คุณหนูทำใจขายได้อย่างไรเจ้าคะ...”
ไม่ว่าหลิงหลานพูดอะไร เวินหนิงยังคงไม่ใจอ่อน
ไม่ขายตอนนี้ สักวันหนึ่งไม่ช้าเร็วก็ต้องขาย นางไม่อยากปิดบังผู้อื่น ครั้งนี้นางเลือกขายเพียงชิ้นที่น้ำหนักเบาและมีราคา เครื่องประดับครบชุดแต่ละชุดที่อยู่ในจวน วันข้างหน้าค่อยคิดหาวิธีจัดการ
“คุณหนู...”
สุดท้ายตอนเดินออกมาจากโรงจำนำ ขอบตาของหลิงหลานแดงก่ำ
นางเสียดายเครื่องประดับเหล่านั้นมาก ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นหน้าเป็นตาของคุณหนูยามแต่งงานในอนาคต!
เวินหนิงไม่ได้อธิบาย กำตั๋วเงินเอาไว้แน่น พาหลิงหลานไปกรมกลาโหม
นางจะไปหาเวินฉีพี่ชายคนรองที่กรมกลาโหม เรื่องบ้าๆ เช่นนั้น นางทำได้เพียงให้คนบ้าๆ อย่างเวินฉีช่วย มีแค่คนอย่างเขาเท่านั้นที่จะช่วยนาง
ตอนทั้งสองไปถึงกรมกลาโหม เป็นช่วงเลิกงานพอดี
แม้เวินฉีจะทำงานในกรมกลาโหม แต่เขารับผิดชอบดูแลทะเบียนทหาร ถือเป็นตำแหน่งงานวิชาการ เวินฉีหล่อเหลากว่าเวินหลาน แววตาของเขาฉายความซุกซนเล็กน้อย ยามอยู่ท่ามกลางผู้คน เขาดูโดดเด่นอย่างมาก
“คุณชายรอง!” หลิงหลานยืนอยู่ที่มุมกำแพง ร้องเรียกด้วยความระมัดระวัง
เวินฉีหันไปมองเห็นสตรีสองคนยืนอยู่หน้ากรมกลาโหม สวมหมวกม่าน ตัวเล็กบอบบาง ชะงักเพียงครู่หนึ่งก็ดูออกว่าทั้งสองคือเวินหนิงและหลิงหลาน สีหน้าของเขาเปื้อนยิ้ม “พวกเจ้ามาได้อย่างไร”
เวินหนิงไม่ได้เจอเวินฉีมานานแล้ว
พี่รองของนางฉลาดเป็นกรดตั้งแต่เด็ก เจ้าเล่ห์เจ้าแผนการ ตอนเด็กๆ ที่นางมุดโพรงสุนัขออกไปเที่ยวเล่น ทั้งหมดเป็นเพราะเขาเป่าหูเวินหลาน โตขึ้นเวินฉียังคงเป็นจอมวางแผน เขามีความคิดหลากหลาย มักจะทำสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าจะเป็นพ่อค้า แต่เวินถิงชุนปฏิเสธหนักแน่น ให้เขาทำงานในกรมกลาโหม เขาจึงน้อยใจแล้วย้ายไปอยู่ในกรมกลาโหม กลับไปรับประทานอาหารที่บ้านในวันหยุดเท่านั้น
สองเดือนมานี้กรมกลาโหมยุ่งมาก แม้แต่วันหยุดก็ไม่กลับจวน
“พี่รอง พวกเราไปดื่มน้ำชาด้วยกันดีไหมเจ้าคะ” เวินหนิงขยับปลายหมวกม่านขึ้นเล็กน้อย มองไปที่พี่ชายแล้วยิ้ม
ทั้งสองไปโรงน้ำชา แล้วนั่งดื่มในห้องส่วนตัว
หลิงหลานคอยรินน้ำชาให้ พร้อมกับตั้งใจฟัง อยากรู้ว่าเวินหนิงจะเอาเงินเหล่านั้นให้คุณชายรองทำเรื่องอะไร
เวินหนิงไม่อ้อมค้อม ดื่มน้ำชาไปถ้วยหนึ่งก็พูดกับเวินฉีตามตรง “พี่รอง อาหนิงมาที่นี่ มีเรื่องอยากจะให้พี่รองช่วยเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางอ่อนหวาน เวินฉีขมวดคิ้ว รู้ทันทีว่าเรื่องที่น้องสาวขอให้ช่วยไม่ใช่เรื่องเล็ก
แต่เวินหนิงเป็นน้องสาวของเขา เขายินดีตามใจนาง จึงยิ้มแล้วพูด “เรื่องอะไรทำให้อาหนิงอดทนรอไม่ไหว ถึงขั้นมาหาพี่ที่กรมกลาโหม เล่าให้พี่ฟังสิ”
เวินหนิงจิบน้ำชา กระแอมไอ ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมุมปาก หลุบตาลงแล้วพูด “พี่รอง ไม่นานที่ผ่านมานี้อาหนิง...อาหนิงมีใจให้บัณฑิตคนหนึ่งเจ้าค่ะ...”
หลิงหลานที่กำลังรินน้ำชาอยู่นั้นถึงกับมือสั่น เกือบทำกาน้ำชาตก
เวินฉีมองน้องสาวที่กลายเป็นคนเหนียมอายตั้งแต่รู้ความด้วยความตกใจ
“แต่คล้ายว่าบัณฑิตคนนั้นไม่ได้มีใจให้อาหนิง...” เวินหนิงขมวดคิ้วเป็นปม “เมื่อหลายวันก่อนอาหนิงให้พี่ใหญ่ช่วย นัดหมายให้ข้ากับเขาเจอกันเป็นการส่วนตัว ท่าทีของเขาดูไม่สนใจอาหนิงเท่าใดนัก”
เวินหนิงทอดถอนหายใจเฮือกใหญ่ “สามสี่วันมานี้ข้าให้หลิงหลานส่งจดหมายไปให้เขา เขาไม่ตอบจดหมายแม้แต่ฉบับเดียว เกรงว่าคงไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน ใช่หรือไม่หลิงหลาน”
หลิงหลานที่กำลึงคิดถึงการกระทำของเวินหนิง แม้คุณชายหวังอยากจะชอบนางก็เป็นเรื่องยาก ถูกเรียกชื่อกะทันหัน นางสะดุ้ง ตอบเสียงอึกอัก “ใช่...ใช่เจ้าค่ะ...”
สีหน้าของเวินฉี ‘พวกเจ้าทำเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ’ เห็นชัดว่าสงสัยในสิ่งที่น้องสาวพูด
“เจ้ากับเสิ่นจิ้นคงไม่ได้ร่วมมือกันวางแผนบางอย่าง ให้ข้าตกหลุมพรางกระมัง”
การแต่งงานระหว่างเวินหนิงและเสิ่นจิ้นถูกยกเลิก เรื่องนี้เวินฉีย่อมรู้
แค่ว่าสำหรับเขา เวินหนิงและเสิ่นจิ้นรักกัน เวินหนิงรักเดียวใจเดียวต่อเสิ่นจิ้นมาโดยตลอด เมื่อหลายเดือนก่อนนางยังไหว้วานให้เขาสืบเรื่องเสิ่นจิ้นในกองทัพ จะเปลี่ยนใจง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งยังถึงขั้นนัดเจอชายอื่นเป็นการส่วนตัว
“พี่รอง ระหว่างอาหนิงกับคุณชายรองเสิ่นเป็นแค่พี่น้องเท่านั้น เวลานี้ถอนหมั้นแล้ว พี่อย่าเอาเรื่องนี้มาเยาะเย้ยอาหนิงเลยเจ้าค่ะ” เวินหนิงกระตุกแขนเสื้อของเวินฉี ดวงตาคู่สวยมองพี่ชายตาแป๋ว
เวินฉีชื่นชอบสุรา แต่เขาเพียงลิ้มรสเท่านั้น ไม่ละโมบที่จะดื่มเพิ่ม ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่มีกลิ่นสุราติดตัว ในทางตรงกันข้ามเขากลับมีกลิ่นหอมของชาติดตัว
เขามองน้องสาวตนเอง
พบว่าแววตาของน้องสาวใสแจ๋ว ยามเอ่ยถึงการแต่งงานของนางกับเสิ่นจิ้น ก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการหลีกเลี่ยงที่จะตอบแม้แต่น้อย
หรือว่านางจะพูดความจริง
“เจ้าเนี่ยนะ!” เวินฉีบีบแก้มเวินหนิง “เล่ามาสิ ปัญญาชนคนนั้นเป็นอย่างไร แล้วน้องคิดจะทำสิ่งใด”
เวินหนิงยิ้มร่าทันที “ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่รองรักข้าที่สุด!”
“พี่รองน่าจะเคยได้ยินชื่อของบัณฑิตคนนั้น ผู้ที่สอบคัดเลือกช่วงวสันต์ได้อันดับหนึ่ง หวังโย่วเจ้าค่ะ”
เวินฉีจิบน้ำชา เขาเคยได้ยินชื่อของบัณฑิตคนนี้ ช่วงหลังหวังโย่วมีชื่อเสียงในเมืองหลวง แม้กระทั่งคนในกรมกลาโหมยังเอ่ยถึงเขาเป็นครั้งคราว
“พี่รองเจ้าคะ บัณฑิตคนนี้รอบรู้ สง่าผ่าเผย ทั้งยังหล่อเหลา การสอบหน้าพระที่นั่งที่ใกล้จะมาถึง เขาต้องได้อันดับหนึ่งแน่นอนเจ้าค่ะ ไม่เพียงเป็นจอหงวนคนแรกของแคว้นต้าอิ้นที่สอบได้อันดับหนึ่งทั้งหกสนามสอบ ทั้งยังเป็นจอหงวนที่สง่าผ่าเผยที่สุดของแคว้นต้าอิ้นด้วย”
ช่วงนี้เวินหนิงสวมบทบาทเป็นหญิงสาวที่หลงใหลในตัวหวังโย่วจนแทบจะกระจ่างแจ้งแล้ว เวลานี้สีหน้าคลั่งไคล้ของนางแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ยามพูดถึงหวังโย่วดวงตาของนางทอประกาย
แต่หลังจากนั้นไม่นานดวงตาทอประกายของนางก็หม่นหมองลง นางถอนหายใจ “น่าเสียดายที่วันนั้นอาหนิงไม่อาจทำให้เขาสนใจได้ อีกไม่กี่วันผลสอบหน้าพระที่นั่งก็จะประกาศแล้ว ด้วยความสามารถของเขา หากสอบได้อันดับหนึ่ง เขาจะยังเป็นบุรุษที่อาหนิงเพ้อฝันถึงได้อย่างไร”
“ดังนั้น?” เวินฉียิ้มแล้วมองไปที่น้องสาว
เวินหนิงเลียริมฝีปาก ขยับเก้าอี้ไปใกล้เวินฉีมากขึ้น โน้มตัวไปใกล้พี่ชาย พูดเสียงเบา “พี่รอง...วันประกาศผล...อาหนิงอยากจะ[footnoteRef:1]ดูรายชื่อจับลูกเขย!” [1: ดูรายชื่อจับลูกเขย หมายถึง เป็นวัฒนธรรมการแต่งงานรูปแบบหนึ่งในสมัยราชวงศ์ซ่ง ในวันประกาศผลสอบคัดเลือกขุนนาง ตระกูลชั้นสูงจะเลือกบัณฑิตที่สอบผ่านเป็นบุตรเขย
]
เพล้ง...
ครั้งนี้หลิงหลานไม่อาจจับกาน้ำชาไว้ได้อีกต่อไป นางตกใจจนทำกาน้ำชาหล่นลงพื้น