ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 15 ตอนที่ 15
ตอนที่ 15
หวังฉินเซิงเห็นอีกฝ่ายจะจับตัวหวังโย่ว เขาทนคุกเข่าต่อไปไม่ได้แล้ว ลุกขึ้นมาขวางทันที
ฉินอวี่เพียงสบสายตา บ่าวรับใช้ของเขาก็ทุบตีหวังฉินเซิงทันที
เวินหนิงเห็นหวังโย่วยืนอยู่ที่เดิม เปลือกนอกที่อ่อนโยนถูกแทนที่ด้วยความอำมหิตที่นางคุ้นเคย ดวงตาทอประกายแปรเปลี่ยนดุดัน กำหมัดแน่นแนบลำตัว พร้อมจะพุ่งชนแล้ว
หึ
เสแสร้งอะไร
ใต้เท้าเผยไม่ใช่แค่ใต้เท้าเผย แต่เป็นถึงท่านแม่ทัพเผย
ด่านเจิ้นหนานในปีนั้น แม่ทัพเผยนำกองทัพใต้ห้าพันนายสู้กับทหารนัมบังห้าหมื่นนาย ทั้งที่ฝ่ายตนตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง แต่กลับเอาชนะได้อย่างปาฏิหาริย์
แม่ทัพเผยเฝ้าด่าน ทหารหมื่นนายก็มิอาจกรายผ่าน ตั้งแต่ข่าวเรื่องศัตรูนับพันถูกสังหารในสงครามเพียงครั้งเดียวแพร่งพรายออกไป ก็ทำให้ทั้งราชสำนักตกตะลึง
แค่คนพวกนี้ เขาคิดอยากจะจัดการ เพียงกระดิกนิ้วมือเท่านั้น
เวินหนิงเอามือเกยคาง มองเหตุการณ์ด้านล่างผ่านช่องว่างของหน้าต่าง นางอยากจะรู้จริงๆ ว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะจบลงอย่างไร
เมื่อชาติก่อนเผยโย่วแสดงละครเก่งยิ่งนัก ทุกคนต่างคิดว่าเขาเป็นจอหงวนผู้สอบได้อันดับหนึ่งทั้งหกสนามสอบ เป็นเพียงขุนนางฝ่ายบุ๋นที่อ่อนแอ ทว่าคิดไม่ถึงเขาได้ทั้งบุ๋นและบู๊ ร่วมกับตำแหน่งซื่อจื่อจวนกั๋วกงคอยสนับสนุน มีองค์หญิงใหญ่คอยเปิดทาง เขาเลื่อนตำแหน่งเร็วจนทุกคนตกใจ
ดวงตากลมโตของเวินหนิงจับจ้องไปที่หวังโย่ อยากรู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ทว่าคิดไม่ถึงเสียงหนึ่งดังขึ้นกะทันหัน...
มีคนเขวี้ยงเครื่องลายครามอย่างแรง ตามด้วย “โวยวายอะไร! อยากมีเรื่องกัน...ก็ไสหัวไปมีเรื่องกันข้างนอก อย่ารบกวนการดื่มเหล้าของข้า!”
เวินหนิงตกใจ แม้นางจะมองไม่เห็น แต่เสียงนี้...
“คุณชายเสิ่น?” หลิงหลานอุทานก่อนนาง
เวินหนิงอดไม่ได้ที่จะแง้มหน้าต่างให้กว้างขึ้น เจ้าของเสียงนั้นคือเสิ่นจิ้นจริงๆ
เสิ่นจิ้นรู้ว่านางชอบปัญญาชน ยามอยู่กับนางเขาสงวนท่าทีของตนเองเสมอ ไม่เคยได้ยินเขาพูดคำหยาบมาก่อน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหาร เวลานี้ดื่มสุรา ทั้งยังคล้ายจะดื่มหนัก...
เวินหนิงมองเสิ่นจิ้นเดินโซซัดโซเซไปหาฉินอวี่ ผลักอีกฝ่ายล้มลงบนพื้น “เจ้าอีกแล้ว! เหตุใดเจ้าจึงอยู่ทุกที่”
ฉินอวี่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะแรงช้างสารเช่นนี้ วินาทีที่ล้มลงบนพื้นเขารู้สึกว่าตนเสียหน้ามาก “เจ้าเป็นใคร”
เสิ่นจิ้นอยู่ในกองทัพตลอดทั้งปี ทุกครั้งที่กลับมาก็เพื่อมาหาเวินหนิงเท่านั้น ไม่สนิทสนมกับพวกคุณชายตระกูลต่างๆ ในเมืองหลวง
ด้วยเหตุนี้ฉินอวี่จึงไม่รู้จักเขา ฉินอวี่หันไปหาบ่าวรับใช้ของตนแล้วตะคอกเสียงดัง “จัดการมันเสีย!”
ฝูงชนที่มุงดูในตอนแรก เมื่อเห็นคนเมา พวกเขาพากันถอยหลัง
เวินหนิงหมดสนุกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที
นับตั้งแต่จากลากันที่วัดฉือเอิน นางก็ไม่เคยเจอเสิ่นจิ้นอีก ทั้งยังไม่เคยถามไถ่ถึงเสิ่นจิ้น คิดไม่ถึงว่าเขาที่ควรเตรียมสอบหน้าพระที่นั่งจะมาดื่มที่นี่
ช่วงเวลานี้เมื่อชาติที่แล้ว เขาอยากจะแต่งงานกับนาง เพื่อให้ตนมีสิทธิ์พูดกับเหลียงซื่อมากขึ้น เขาตั้งใจเตรียมสอบหน้าพระที่นั่งอย่างเต็มที่ จะออกมาดื่มสุราเช่นนี้ได้อย่างไร
แม้เสิ่นจิ้นจะมากฝีมือ เอาชนะพวกชายฉกรรจ์เหล่านั้นได้แน่นอน แต่เขาดื่มสุราจนเมา อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสอบหน้าพระที่นั่ง หากมีแผลบนใบหน้า เขาจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้อย่างไร
เวินหนิงครุ่นคิด ไม่ควรทำลายอนาคตของเสิ่นจิ้นเพียงแค่เพราะอยากจะเห็นเผยโย่วอับอายขายหน้า นางลุกขึ้น พูดกับชวนซิ่งสองสามประโยค
สุดท้ายคนที่ชั้นล่างก็ชกต่อยกัน ชายฉกรรจ์สี่คนรุมเสิ่นจิ้นเพียงคนเดียว หวังฉินเซิงที่อยู่ข้างๆ อยากช่วย แต่ไม่อาจเข้าไปช่วยได้
เวินหนิงมองหวังโย่วยืนอยู่ข้างๆ คล้ายเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับตน เมื่อเห็นหวังฉินเซิงถอยออกมา เขาก็ส่งสายตาให้คนของตน
หวังฉินเซิงเข้าใจทันที กระโดดเกาะฉินอวี่แล้วชกเข้าที่หน้าอย่างแรง
เวินหนิง...
เผยโย่วยังคงเป็นเผยโย่ว
ขณะที่ทั้งสองชกต่อยกันอย่างอลม่าน ฉินอวี่กำลังจะผลิกสถานการณ์ ในที่สุดเถ้าแก่หออวิ๋นทิงก็ปรากฏตัว ผู้คุ้มกันของหออวิ๋นทิงรีบมาจับทั้งสองฝ่ายแยกเช่นเดียวกัน
ฉินอวี่เพิ่งถูกหวังฉินเซิงต่อย หน้าผากและแก้มของเขาบวมเป่ง ไม่อาจยอมได้ แต่เถ้าแก่พูดกระซิบบางอย่างให้เขาฟัง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยน จัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ของตนด้วยความประหม่า “ครั้งนี้พวกเจ้าโชคดี พวกเราไปกันเถอะ!”
ก่อนไปไม่ลืมที่จะชี้หน้าหวังโย่ว “บัณฑิตยาจก ครั้งหน้าอย่าให้ข้าเจอเจ้าอีก!”
เวินหนิงจุดธูปให้ฉินอวี่ในใจเงียบๆ
ครั้งหน้า...ขอให้เจ้าโชคดี
เมื่อชาติก่อนนางอยู่เรือนหลังเป็นส่วนใหญ่ นางจำไม่ได้ว่าเผยโย่วเคยมีปัญหากับฉินอวี่หรือไม่ แต่นางรู้ว่าเขากับเสนาบดีฉินไม่ถูกกัน
เช่นนี้...
เวินหนิงมองไปทางหวังฉินเซิง
บ่าวรับใช้ปกป้องหวังโย่วเช่นนี้ น่าจะเป็นบ่าวรับใช้ซื่อสัตย์ที่เกิดในเรือน เมื่อชาติก่อนนางไม่เคยเจอเขา ไม่รู้ว่าหลังจากหวังโย่วประสบความสำเร็จแล้วบ่าวรับใช้คนนี้หายไปไหน
เวินหนิงปิดหน้าต่าง หลิงหลานถามนางทันที “คุณหนู เมื่อครู่คุณหนูให้ชวนซิ่งลงไปพูดอะไรกับเถ้าแก่หรือเจ้าคะ เหตุใดสีหน้าของคุณชายท่านนั้นจึงเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยิน”
เวินหนิงก้มหน้าลงจิบน้ำชา
ความเป็นจริงก็ไม่ได้โกหก
แค่ว่าในภัตตาคารเช่นนี้ ล้วนมีผู้คุ้มกันของตนเอง แต่ลูกค้าที่มาโดยมากต่างมีอำนาจ ยามทะเลาะเบาะแว้งกันหากไม่จำเป็นจริงๆ เถ้าแก่ไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตน
เมื่อครู่นางเพียงให้ชวนซิ่งไปบอกเถ้าแก่ วันนี้ที่ปรึกษาเวินจองห้องอาหารไว้สองห้อง อีกห้องหนึ่งจองไว้สำหรับรับประทานอาหารกับเจ้าเมืองจิงจ้าว เพื่อหารือเรื่องสำคัญ
คุณชายเสเพลอย่างฉินอวี่ ยามก่อปัญหาไม่กลัวฟ้ากลัวดิน กลัวแค่เพียงถูกคนดูแลจับได้ แล้วรายงานบิดามารดากับอาของเขา ทำให้เขาถูกเดือดร้อน
เถ้าแก่ที่เปิดภัตตาคารเช่นนี้ได้ ต้องเป็นคนเฉลียวฉลาดเพียงใด นางให้สาวใช้พูดเช่นนี้ ย่อมเพราะอยากให้ภัตตาคารเสียหายน้อยที่สุด เขาจึงรีบไปบอกตัวปัญหา เชิญอีกฝ่ายออกไป
หลิงหลานฟังแล้วตามไม่ค่อยจะทันนัก ไม่รู้ว่าคุณหนูของตนรู้จักคุณชายเสเพลคนนั้นได้อย่างไร
เวินหนิงไม่ได้อธิบาย นางกำลังลังเลว่าจะให้บ่าวรับใช้ส่งเสิ่นจิ้นกลับไปหรือไม่
เห็นเขาเมาไม่ได้สติเช่นนั้น ทั้งยังทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น กลับจวนตามลำพังคงไม่ดีเท่าใดนัก แต่นางไม่อยากให้เสิ่นจิ้นรู้ว่านางอยู่ที่นี่ จะได้เลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เวินหนิงจึงแง้มเปิดหน้าต่างแล้วมองผ่านช่องว่าง
เสิ่นจิ้นฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ไม่รู้ว่าเมาจนไม่ได้สติหรือไม่ ทางด้านหวังโย่วยังไม่ออกไป พูดบางอย่างกับเถ้าแก่ ขณะพูดสายตาของเขาจับจ้องไปที่เสิ่นจิ้น
เวินหนิงเห็นเขายัดเงินใส่มือเถ้าแก่ ประสานมือคารวะ แล้วค่อยเดินนำหวังฉินเซิงออกไป
จากนั้นเถ้าแก่ส่งสายตาให้ผู้คุ้มกัน ผู้คุ้มกันเดินไปหามเสิ่นจิ้น
ดูเหมือนว่านางไม่ต้องคิดมากแล้ว
หวังโย่วในตอนนี้ถือว่ายังมีน้ำใจ รู้ว่าเสิ่นจิ้นออกหน้าแทนเขา บอกให้เถ้าแก่พาเสิ่นจิ้นกลับจวน
แต่ว่าหวังโย่วรู้จักเสิ่นจิ้นด้วยหรือ
ไม่ใช่เรื่องแปลก
เขาไม่ใช่ปัญญาชนยากไร้ทั่วไป ตั้งแต่แรกแล้ว มิเช่นนั้นเหตุใดต้องปกปิดความสามารถของตนด้วย สถานการณ์เมื่อครู่ก็ไม่แม้แต่จะลงมือ
เวินหนิงหยุดคิดมาก นางไม่รอเวินหลานมารับแล้ว สั่งชวนซิ่งไปบอกเถ้าแก่ จากนั้นเดินนำหลิงหลานที่สวมผ้าคลุมหน้าเสร็จแล้วออกไป