ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 11 ตอนที่ 11

#11บทที่ 11

ตอนที่ 11

ตอนเวินหลานเดินมาถึงหน้าประตูเขาแปลกใจเล็กน้อย

ได้ยินมานานแล้วว่าครอบครัวของหวังโย่วยากจน มารดาล้มป่วยหลายปี บิดาขึ้นเหนือลงใต้ เพื่อขายของหายาก เดิมทีถือว่าเป็นของหายากมากพอที่จะเก็บไว้เก็งกำไร แต่เพราะนิสัยเถรตรง ไม่ชอบคบค้าพวกคนมีอำนาจ จึงทำได้เพียงค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ประทังชีวิต

เมื่อหยุดยืนตรงหน้าประตู สภาพของตระกูลหวังดีค่อนข้างดีกว่าที่เขาคิดไว้ อย่างน้อยก็มีเรือนที่พออยู่ได้ หน้าประตูมีป้ายไม้สลักคำว่า ‘ตระกูลหวัง’

คนที่แทนตัวเองว่าเป็นเด็กรับใช้ของหวังโย่วเชิญเวินหลานเข้าด้านใน เขาอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ

แม้เรือนจะหลังเล็ก ทว่ามีครบทุกอย่าง ตกแต่งเรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา ดูออกว่าเจ้าของบ้านเป็นคนมีความรู้

มองครั้งแรกเรือนหลังนี้คล้ายคลึงกับจวนเวินตอนเขายังเด็ก

หวังโย่วยืนเอามือไขว้หลังรอเขาที่หน้าห้องโถง

คำพูดเมื่อคราวก่อนของเวินหนิง ทำให้เวินหลานอดไม่ได้ที่จะมองหน้าหวังโย่วอย่างพิจารณา

ผิวพรรณขาวผ่อง ดวงตาสีนิล จมูกเป็นสัน ใบหน้าด้านซ้ายมีขี้แมลงวัน ขับให้ใบหน้าขาวเนียนของเขามีเสน่ห์มากขึ้น แม้เขาจะสวมผ้าเนื้อหยาบ แต่กลับไม่ทำให้เขาดูหม่นหมอง ยังคงสง่าดั่งต้นหยก ผ่าเผยราววีรบุรุษ ความภูมิฐานของเขาคุณชายทั้งหลายไม่อาจเทียบได้

เวินหลานอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

แม้เรื่องหมั้นหมายของหวังโย่วจะไม่ใช่ความจริง แต่ด้วยหน้าตาและความสง่าผ่าเผยของเขาแล้ว เมื่อเขาได้เป็นจอหงวน สตรีชั้นสูงมากมายย่อมหมายปองเขา แล้วตระกูลเวินมีข้อได้เปรียบอะไร นอกเสียจากว่า...เวินหนิงกับเขาจะตกลงเรื่องการแต่งงานก่อนที่หวังโย่วจะสอบหน้าพระที่นั่ง

เวินหลานกุมหน้าอก ไม่รู้ว่าวันที่ไปวัดฉือเอินผีอะไรผลัก เขาจึงอยากจะจับคู่ให้คนทั้งสอง หาเรื่องใส่ตนเช่นนี้

“ใต้เท้าเวิน” หวังโย่วกล่าวทักทายอย่างมีมารยาท

เวินหลานรีบห้ามปราม “ซู่จือไม่ต้อง ข้าเป็นคนมารบกวนท่านเอง”

หวังโย่วพยักหน้า “เชิญขอรับ ใต้เท้าเวิน”

เวินหลานเดินตามหวังโย่วเข้าไปนั่งด้านใน ไม่นานหวังฉินเซิงก็ยกน้ำชามาให้ รินน้ำชาให้ทั้งสองคนละแก้ว

“ได้ยินว่าหมู่นี้จิงจ้าวฝูมีคดีมากมาย ใต้เท้าเวินมาหาข้า มีเรื่องอะไรให้ซู่จือช่วยขอรับ”

แม้หวังฝูไม่อนุญาต แต่เมื่อหลายปีก่อนหวังโย่วก็รับเขียนคำร้องเพื่อจุนเจือครอบครัว เพราะเหตุนี้เวินหลานจึงได้ยินชื่อเสียงของเขามานาน ทว่าเขาเพียงรับเขียนคำร้อง ไม่ได้ว่าความให้ผู้อื่น ในปีนี้เวินหลานจึงพบเจอเขาเพียงไม่กี่ครั้ง

“ช่วงนี้ในเมืองหลวงไม่ค่อยสงบนัก การสอบคัดเลือกฤดูวสันต์ที่จัดขึ้นทุกสามปี มีบัณฑิตจากที่ต่างๆ เดินทางเข้าเมืองหลวง แม้การสอบคัดเลือกจะจบลงแล้ว ทว่าผู้สอบมากมายต่างอยากรอให้จบการสอบหน้าพระที่นั่งเสร็จสิ้นก่อนค่อยกลับ ทั้งยังมีคนต่างถิ่นไม่น้อยเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อรอดูจอหงวนเดินขบวน ด้วยเหตุนี้จึงมีคนแฝงตัวเข้ามา ในทุกวันมีคดีลักขโมยหลายคดีติดต่อกัน” เวินหลานถอนหายใจ แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังอีกครั้ง “แต่ข้ามาวันนี้ ไม่ได้มาเพราะเรื่องงาน”

หวังโย่วขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปที่เวินหลาน “เชิญพูดขอรับ ใต้เท้าเวิน”

เวินหลานเห็นท่าทีจริงจังของอีกฝ่าย จึงกลืนคำพูดที่เตรียมมานานลงไปอีกครั้ง

แม้เขาจะใช้ชีวิตไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ ไม่ชอบการจับคู่ของบิดามารดา สำหรับการแต่งงานของคนที่ไม่เคยเจอหน้ากันยิ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เขาไม่อาจเข้าใจได้ หวังโย่วที่เป็นปัญญาชน เป็นสุภาพบุรุษที่อ่อนโยนและสง่าผ่าเผย หากบุ่มบ่ามพูดไม่คิด เกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายตกใจได้

“แท้จริงแล้ว...” เวินหลานครุ่นคิด พูด “เวินหนิงน้องสาวของข้า เมื่อครั้งก่อนที่วัดฉือเอิน ซู่จือก็เคยเจอแล้ว”

ดวงตาสีนิลดั่งน้ำหมึกของหวังโย่ว ทั้งที่มองอย่างพิจารณา แต่กลับไม่เห็นประกายใดๆ ไม่อาจอ่านใจของเขาได้

เวินหลานทำได้เพียงพูดต่อ “พวกเราสามคนพี่น้อง คนหนึ่งหลงใหลด้านการรักษา คนหนึ่งชื่นชอบสุรา ส่วนอาหนิงนั้น โปรดปรานบทกลอน”

ตอนพูดถ้อยคำนี้เวินหลานน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อย เวินหนิงชื่นชอบคนที่มีความสามารถ แต่นั่นเพราะได้รับอิทธิพลจากอาจารย์ ตอนเวินหนิงอายุเก้าขวบนางถูกเวินถิงชุนขังให้อ่านหนังสือในจวน เวินหนิงท่องตำราสอนหญิงได้อย่างรื่นไหล แม้การบอกว่านางชื่นชอบบทกลอนจะเกินจริงไปบ้างก็ตาม

แต่นี่เป็นการหาข้ออ้างไม่ใช่หรือ...

เวินหลานพูดต่อ “นางมักจะวาดภาพและแต่งกลอนในจวน มีคำถามมากมาย แต่น่าเสียดายที่ตัวข้าและเวินฉีไม่ปราดเปรื่อง ทางด้านท่านพ่อก็มีงานรอบตัว เวลานี้นางเป็นสาวสะพรั่งแล้ว หากจะเชิญอาจารย์มาให้คำปรึกษาก็ไม่เหมาะสมเท่าใดนัก...ประจวบเหมาะเมื่อหลายวันก่อนเจอซู่จือที่วัด ข้าจึงอยาก...หากซู่จือสะดวก หาเวลามาให้คำแนะนำน้องสาวของข้าได้หรือไม่”

ข้ออ้างนี้ฟังแล้วสง่างาม แค่ว่าหวังโย่วไม่ใช่คนโง่ ชายหญิงพบเจอกันเป็นการส่วนตัว ซ่อนเร้นสิ่งใดไว้เขาเพียงฟังก็เข้าใจแล้ว

เวินหลานและหวังโย่วเจอกันหลายครั้ง รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีหลักการ อยู่ในกฎเกณฑ์ เขาไม่คิดว่าหวังโย่วจะเป็นตามที่เวินหนิงกล่าว โกหกเรื่องแต่งงานขึ้นมา

ดังนั้นการมาของเขาในครั้งนี้ รวมถึงคำพูดของเขา ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะไม่อาจต้านทานน้ำตาของเวินหนิงได้ เขาไม่คิดว่าหวังโย่วจะตอบตกลง

หากหวังโย่วแสดงสีหน้าลังเลหรือว่าลำบากใจแม้แต่น้อย เขาก็จะหาข้ออ้างให้อีกฝ่ายทันที บอกว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสม จะกลับไปหาหรือกับน้องสาว ถือว่าทำตามคำขอของเวินหนิงแล้ว

หลังจากรอเขาพูดจบ ดวงตาสีนิลของหวังโย่วทอประกายเล็กน้อย “น้องสาวของท่านอยากนัดเจอข้าเช่นนั้นหรือ”

“แค่ก...” เวินหลานกลัวหวังโย่วตกใจ จึงพูดอ้อมค้อม คิดไม่ถึงว่าหวังโย่วจะตรงไปตรงมาเช่นนี้ เขากระแอมไอ พูดต่อว่า “ซู่จือ เป็นการเสียมารยาทจริงๆ ทั้งยังไม่เหมาะสม เช่นนั้นข้ากลับจวน...”

“ช่วงนี้มีคนมาที่เรือนมากมาย ให้น้องสาวของท่านมาที่เรือนคงไม่สะดวกเท่าใดนัก” ไม่รอเวินหลานพูดจบ หวังโย่วก็พูด “เช่นนั้นนัดเจอที่ภัตตาคารดีหรือไม่”

เวินหลานตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าหวังโย่วไม่เพียงไม่ปฏิเสธ แต่ยังตกลงอีก

ขณะที่เขาอ้าปากค้าง หวังโย่วพูดต่อว่า “หออวิ๋นทิงมีห้องอาหารมากมาย ขึ้นชื่ออาหารเจียงหนาน อาหารน่ารับประทาน ทั้งยังรสชาติมีเอกลักษณ์ สตรีมากมายในเมืองหลวงต่างชอบไปรับประทาน คาดว่าคุณหนูเวินไปรับประทานอาหารที่นี่ ไม่น่าจะถูกจับตา”

แม้แต่สถานที่ก็เลือกแล้ว...

แม้เวินหลานจะตอบสนองช้าเพียงใดก็ควรดึงสติกลับมาแล้ว เขาดีใจมาก ดูเหมือนว่าชายมีใจให้หญิง หญิงมีใจให้ชาย เรื่องของทั้งสองคนเป็นไปได้แน่นอน!

“แน่นอน” เวินหลานตอบทันที “ไม่รู้ว่าซู่จือว่างวันใด”

“วันที่สิบแปดเดือนสามดีหรือไม่ขอรับ”

“ได้!” เวินหลานไม่ซ่อนเร้นความดีใจของตนแม้แต่น้อย ตบโต๊ะลุกขึ้น “เช่นนั้นวันที่สิบแปดเดือนสาม เจอกันที่หออวิ๋นทิง เมื่อถึงเวลาข้าจะจองห้องโดยใช้ชื่อตนเอง รบกวนซู่จือให้คำแนะนำน้องสาวข้าด้วย”

“ใต้เท้าเวินเกรงใจแล้ว” หวังโย่วประสานมือคารวะ

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 11 ตอนที่ 11