ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 10 ตอนที่ 10
ตอนที่ 10
จวนเวินไม่ใหญ่มาก
เป็นไปตามที่เหลียงซื่อดูแคลน ถึงแม้ลำดับชั้นขุนนางของเวินถิงชุนในตอนนี้ อยู่ในจวนที่มีเรือนสามหลังได้ แต่เขารักบ้านหลังเดิมมาก เอาแต่ซ่อมบำรุงจวนหลังเดิมเท่านั้น จวนเวินจึงไม่ใหญ่เทียบทัดตระกูลอื่น
เวินหนิงเดินจากเรือนประจิมไปยังเรือนบูรพา ใช้เวลาเพียงหนึ่งถ้วยชาเท่านั้น
ในจวนมีเพียงหนึ่งนายท่านสองคุณชายและหนึ่งคุณหนูอาศัยอยู่ คุณชายและคุณหนูทั้งสามคนล้วนยังไม่ได้ออกเรือน ตามหลักการแล้วพวกเขาควรจะรับประทานมื้อเย็นด้วยกัน
แต่เวินถิงชุนโมโหทุกครั้งที่เห็นหน้าบุตรชาย
เวินหนิงเพิ่งเข้าพิธีปักปิ่น ทว่าบุตรชายอีกสองคนเล่า คนหนึ่งยี่สิบเอ็ด อีกคนสิบเก้าแล้ว ทั้งสองไม่เอาการเอางานและไม่แต่งงาน ทั้งยังเอาแต่พูดเรื่องเหลวไหลบนโต๊ะอาหาร
เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยครั้ง เวินถิงชุนจึงรับประทานอาหารในเรือนตนเอง ช่วงวันหยุดเท่านั้นที่จะมารับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับลูกๆ
ด้วยเหตุนี้ตอนเวินหนิงไปหาเวินหลาน เขาที่เพิ่งดื่มเหล้าและกินอาหารจนอิ่ม กำลังนั่งอ่านตำราแพทย์
ตอนออกมาจากเรือนเซียงถี แม้เวินหลานจะเห็นท่าไม่ดี แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
หากเวินหนิงชมชอบหวังโย่วจริงๆ แล้วอย่างไรเล่า แม้กล่าวตามจริงเขาเองก็รู้สึกว่าหวังโย่วเป็นน้องเขยที่ดี ทว่าอีกฝ่ายหมั้นหมายแล้ว พวกตนจะแย่งมาเช่นนั้นหรือ
เวินหนิงเป็นสตรีบอบบางและอ่อนโยน ทั้งยังให้ความสำคัญกับกิริยาวาจาของกุลสตรี เศร้าเสียใจเพียงไม่กี่วันก็ผ่านไปแล้ว
ดังนั้นเมื่อเห็นเวินหนิงเดินมา เขาที่ยังไม่ได้โยงเรื่องทั้งสองเข้าด้วยกัน พลันเงยหน้าขึ้นแล้วพูดหยอกล้อ “ว้าว แขกพิเศษจริงๆ วันนี้น้องรักคิดเช่นไรจึงมาที่เรือนของพี่”
เวินหนิงส่งสายตาให้หลิงหลาน หลิงหลานรีบยกเก้าอี้มาให้นาง แล้วนั่งลงข้างๆ เวินหลาน
เวินหลานเห็นน้องสาวท่าทีจริงจังคล้ายมีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย จึงวางตำราแพทย์ลง เอนตัวพิงเก้าอี้แล้วมองน้องสาวอย่างเฝ้ารอ
“พี่ใหญ่ อาหนิงมาที่นี่เพราะมีเรื่องอยากจะให้พี่ใหญ่ช่วยเจ้าค่ะ” ท่ามกลางแสงสลัวของเทียนไขเวินหนิงพูดเสียงอ่อนโยน
เวินหลานรีบพูดขึ้นทันที “อาหนิงเจ้าเกรงใจเกินไปแล้ว เราเป็นอะไรกัน น้องมีเรื่องอะไรก็พูดตามตรง ช่วยไม่ช่วยอะไรกันอย่าพูดเช่นนี้”
“พี่ใหญ่...” เวินหนิงมองพี่ชายด้วยความซาบซึ้ง ก้มหน้าลง ดวงตากลมโตมองต่ำ ดวงแก้มแดงระเรื่อเล็กน้อย “อาหนิง...หลังจากพบเจอคุณชายหวังเมื่อคราวก่อน ก็...ก็คิดถึงเขาไม่หยุด อาหนิงอยาก...ให้พี่ใหญ่ช่วยเป็นพ่อสื่อ ให้ข้ากับเขาได้เจอกันอีกสักครั้ง”
เมื่อพูดถ้อยคำนี้ออกมา ไม่เพียงเวินหลาน แม้กระทั่งหลิงหลานที่อยู่ข้างๆ ก็เบิกตากว้าง มองเวินหนิงด้วยความเหลือเชื่อ
คิดถึงเขาไม่หยุด...
คำพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ ออกมาจากปากเวินหนิงผู้สงวนกิริยาวาจาเนี่ยนะ
หลายวันที่ผ่านมานี้นางเศร้าเพราะเรื่องของเสิ่นจิ้นไม่ใช่หรือ
เวินหลานตกตะลึงอยู่นานกว่าจะพูดออก “อา...อาหนิง...เมื่อ...เมื่อคราวก่อนพวกเราได้ยินที่เขาพูดแล้วไม่ใช่หรือ เขา...เขาหมั้นหมายแล้ว...”
“นั่นเป็นเพราะพี่ใหญ่บอกว่ามีผู้ใหญ่ทาบทามบัณฑิตมากมายไปเป็นบุตรเขย” เวินหนิงกัดริมฝีปาก “คาดว่าเขาคงกังวลกับเรื่องนี้ จึงสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาว่าตนหมั้นหมายแล้วเพื่อปกป้องตนเอง”
“เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ข้าคิดว่าซู่จือไม่ใช่คนโง่เขลา...”
“หากเขามีคู่หมั้นแล้วจริงๆ เขาจะรู้เพียงชื่อเล่นได้อย่างไร” เวินหนิงพูด “อีกทั้งหากเขาอยากจะตามหานางจริงๆ เขาคงไปแจ้งความที่จิงจ้าวฝู่นานแล้ว สองวันนี้เขาได้ไปหาพี่ใหญ่หรือไม่” “เอ่อ...” เวินหลานพูดติดขัด หวังโย่วไม่เคยมาหาเขาที่จิงจ้าวฝู่ แต่...
“เอ่อ...ทุกครอบครัวมีความลำบากต่างกัน บางทีเขาอาจจะมีปัญหาอะไรก็ได้...”
“เขาติดปัญหาอะไร เพียงถามก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ” เวินหนิงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหางตา “อาหนิงรู้เจ้าค่ะ พี่ใหญ่ไม่อยากช่วยข้า”
“พี่...พี่เปล่า!” เวินหลานเป็นคนไม่จริงจังกับชีวิต แต่เขารักน้องสาวมาก เมื่อเห็นน้องสาวจะร้องไห้ เขาก็เริ่มกระวนกระวาย
“ข้าเพียงเห็นว่าเขาพูดอย่างตรงไปตรงมาแล้วว่าตนมีคู่หมั้น แม้จะนัดเจอกับเขา ใช่ว่าเขาจะยอมมาเจอ เหตุใดต้องรนหาเรื่องด้วย”
“พี่ใหญ่ยังไม่ได้นัดหมายแล้วจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ” เวินหนิงจับผ้าเช็ดหน้า บีบน้ำตาได้สองหยด
“อีกเรื่องหนึ่ง วันนั้นพี่ใหญ่อยากจะจับคู่ให้ข้ากับเขาไม่ใช่หรือเจ้าคะ ตอนนี้อาหนิงมีใจให้เขา แต่ท่านกลับขัดขวาง จะให้อาหนิงคิดอย่างไร...”
“เอ่อ...” เวินหลานพูดไม่ออก เอามือตบหน้าผากตนเองแล้วพูด “น้องรักของพี่ เจ้าหยุดร้องไห้ก่อนได้ไหม”
น้ำตาของนางทำให้จิตใจของเขาว้าวุ่น
เวินหนิงหยุดร้องไห้ มองพี่ชายน้ำตาคลอเบ้า
เวินหลานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถอนหายใจ “เฮ้อ อาหนิง...เจ้าชอบเขาที่ใด เขาเกิดในตระกูลยากจน ผลการสอบคัดเลือกก็ยังไม่ออกมา หากผลสอบของเขาไม่ดี ก็ไม่คู่ควรกับเจ้า”
เวินหนิงไม่ได้ชอบเผยโย่ว ถึงขั้นมีคำถามเช่นเดียวกัน ตอนที่เห็นสตรีทั้งหลายวิ่งไล่ตามเผยโย่ว
พวกนางชอบเผยโย่วที่อะไรกันแน่
นางไม่ตอบคำถาม เพียงกะพริบตาปริบๆ
เวินหลานพูดขึ้นทันที “แม้ความสามารถของเขาจะโดดเด่น แต่เสิ่นจิ้นก็ไม่ได้ด้อยกว่าเขาเท่าใด อีกทั้งเสิ่นจิ้นยังต่อสู้เก่ง มีความดีความชอบทางทหารทั้งที่อายุเพียงเท่านี้ และเจ้ากับเขาก็หมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก...”
“เขาหล่อเหลากว่าเสิ่นจิ้นเจ้าค่ะ...” เสียงหวานของเวินหนิงพูดแทรกเวินหลาน
เวินหลาน...
เวินหลานไม่อาจโต้เถียงได้...หวังโย่วหล่อเหลาไร้ที่ติ ความสง่าผ่าเผยของเขาแฝงด้วยความเย็นชา แววตาลุ่มลึกฉายความคมเฉียบ แม้กระทั่งรัศมีในตัวเขา ทั้งที่เกิดในตระกูลยากจน แต่กลับให้ความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจ เสิ่นจิ้นเป็นคนหน้าตาดีเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเทียบกับหวังโย่วแล้วต่างกันลิบลับ
ว่าแต่...เวินหนิงมองคนเพียงเปลือกนอกเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
ไม่รอเวินหลานพูด เวินหนิงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาอีกครั้ง “หากพี่ใหญ่ไม่อยากช่วยก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ รอพี่รองกลับมา อาหนิงจะไปขอให้พี่รองช่วย พี่รองรักอาหนิงที่สุด ไม่มีทางนิ่งดูดายแน่นอน”
พูดจบนางก็ลุกขึ้น ทำทีจะเดินออกไป
“อาหนิง อาหนิง อย่า...” เวินหลานรั้งน้องสาวเอาไว้ “ช่างเถอะ อีกสองสามวันเมื่อถึงวันหยุดของพี่ พี่จะลองเชิงซู่จือดูก่อน”
หากปล่อยให้ปีศาจร้ายในร่างมนุษย์อย่างเวินฉีทราบเรื่อง ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง
“แต่หากซู่จือไม่ยอม...เจ้าก็ไม่อาจตำหนิพี่ได้!” เวินหลานพูดเสริม
“แน่นอนเจ้าค่ะ” เวินหนิงฉีกยิ้มทันที โน้มตัวลง “รบกวนพี่ใหญ่แล้ว”
…
ฤดูวสันต์ของเมืองหลวงมาเยือนช้าเป็นประจำ ในทุกปีหลังเทศกาลตรุษจีน ยังคงมีลมหนาว อากาศหนาวยิ่งกว่าในฤดูเหมันต์
น่าเสียดายที่ปีนี้ จู่ๆ หิมะก็ตกลงมา คล้ายกลับเข้าสู่ฤดูเหมันต์อีกครั้ง
หวังฉินเซิงปิดประตูเสียงดัง มือทั้งสองซุกเข้าไปในแขนเสื้อ เดินบนพื้นหิมะพร้อมกับด่าทอ “เหยียบผู้อื่นเพื่อให้ตนสูงขึ้น! เมื่อก่อนมัวทำอะไรอยู่ ตอนนี้อยากจะเข้ามา เพ้อฝันไปเถอะ!”
หวังฉินเซิงเป็นเด็กรับใช้ของหวังโย่ว
ตระกูลหวังยากจน แม้จะเป็นช่วงที่ลำบากยากไร้ หวังฝูก็ไม่เคยละเลยการเรียนของหวังโย่ว
สิ่งใดที่ผู้อื่นมี ซู่จือก็ต้องมี
“นายท่าน ชายที่มาบอกว่าเขาเป็นอาของลูกสะใภ้ป้าข้างบ้าน ข้าไล่ไปแล้วขอรับ”
ตระกูลหวังมีเรือนขนาดเล็กเพียงเรือนเดียวเท่านั้น หวังฉินเซิงเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงห้องโถง พร้อมรายงานหวังฝู
ตั้งแต่เรื่องที่หวังโย่วสอบคัดเลือกได้ที่หนึ่งแพร่งพรายออกไป บรรดาเครือญาติที่ไม่เคยเจอกันมานานกว่าสิบปี บรรดาญาติของญาติ รวมถึงเหล่าคนที่ไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือด ล้วนโผล่หน้าออกมา เรือนเงียบเหงาในอดีต เวลานี้มีคนมาเยือนบ่อยครั้ง
ฮูหยินหวังป่วยหนัก ไม่อาจทนต่อการรบกวนเช่นนี้ได้ จึงปิดประตู ไม่ต้อนรับแขก
แต่หมู่นี้นอกจาก ‘เครือญาติ’ ที่นับตนเองเป็นญาติเพียงฝ่ายเดียวแล้ว ยังมีคนในราชสำนักมากมายถ่อมาถึงที่นี่
แม้หวังโย่วจะไม่มีความคิดประจบผู้มีอำนาจ แต่หวังฝูก็กังวลว่าความเย็นชาของเขาจะทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่มีคนมาเคาะประตู เขาก็จะให้หวังฉินเซิงเป็นคนไปเปิด
เวลานี้หวังฝูกำลังเดินหมากกับหวังโย่ว
หวังฝูไม่แก่เท่าใดนัก ปีนี้เพิ่งอายุสี่สิบห้า แค่ว่าตั้งแต่ฮูหยินหวังล้มป่วย ทำให้ฐานะของครอบครัวย่ำแย่ลงเรื่อยๆ หวังฝูจึงต้องทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะงานหนักเพียงใดเขาก็เคยทำ ทำงานหนักติดต่อกันสิบกว่าปี ทำให้เขาในตอนนี้ผมขาวโผลน ราวกับชายชราอายุหกสิบ
ทว่าเขายังคงแข็งแรงดี ทั้งยังเล่นหมากรุกเก่ง ทั้งสองฆ่าฟันกันบนกระดานหมากรุก ไม่มีใครออมมือให้ใคร
“ซู่จือ ฉินเซิงบอกว่าเมื่อหลายวันก่อนลูกไปที่วัดฉือเอิน ไปทำไมหรือ”
มีคนมาเคาะประตูอีกครั้ง หวังฉินเซิงกำลังจะเดินไปเปิดประตู หวังฝูถามขึ้น
พูดถึงเรื่องนี้ หวังโย่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วค่อยตอบ “หลายวันก่อนข้าได้รับจดหมายนิรนาม บอกว่าเป็นคนที่ข้าเคยรู้จัก ไม่เจอกันมานานหลายปี บอกให้ข้าไปเจอที่วัดฉืแอน ข้าคิดดูแล้วไม่มีใครที่ไม่ได้เจอกันมานาน แต่เห็นว่าลายมือบนจดหมายมีน้ำหนัก ไม่ใช่ลายมือของชาวบ้านทั่วไป จึงไปตามจดหมายขอรับ”
มือของหวังฝูที่จับเบี้ยไว้หยุดชะงัก “ลูกเจอใครหรือ”
หวังโย่วส่ายหน้า “ไม่เจอใครขอรับ”
เขาไปที่วัดแต่เช้า รออยู่นานเกือบสองชั่วยาม ไม่เจอใคร ทั้งยังไม่มีใครเดินมาคุยกับเขา
“เจอเพียงคุณชายใหญ่เวินถิงชุนผู้ทำงานในสังกัดหงหลูซื่อเท่านั้นขอรับ” หวังโย่วตอบ
หวังฝูวางเบี้ย พูด “ใต้เท้าเวินรับราชการมาหลายปี เป็นคนเถรตรงและเคร่งครัด ไม่เคยร่วมการชิงดีชิงเด่นในราชสำนัก ไม่น่าจะใช่ฝีมือของเขา”
“ขอรับ บังเอิญเจอเท่านั้น"
“แต่ลูกต้องระมัดระวัง” หวังฝูกำชับ “ลูกเกินในตระกูลยากจน การสอบคัดเลือกหน้าพระที่นั่งสิ้นเดือนนี้หากได้อันดับหนึ่งอีก ลูกจะเป็นจอหงวนคนแรกของราชสำนักที่สอบได้อันดับหนึ่งทั้งหกสนามสอบ เป็นการหยามเกียรติตระกูลใหญ่มากมาย ทั้งยังส่งผลต่อผลประโยชน์ของลูกหลานตระกูลชั้นสูง หากพวกเขาไม่อาจดึงตัวลูกเป็นพวกพ้องได้ คงยากที่หยุดพวกเขาไม่ให้มีความคิดอื่น”
หวังโย่วหัวเราะ พูดด้วยน้ำเสียงทระนง “พวกเขาจะทำอะไรข้าได้”
แท้จริงแล้วหวังฝูเป็นปัญญาชน แค่ว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน การสอบคัดเลือกขุนนางยังไม่เป็นทางการเท่าใดนัก ขุนนางในราชสำนักมีความคิดเห็นในเรื่องนี้ต่างกัน โดยเฉพาะบรรดาตระกูลชั้นสูง การที่จะให้พวกเขาสละอำนาจและผลประโยชน์ของตนเองให้บัณฑิตยากไร้ที่จะสอบได้คะแนนดี การกระทำเช่นนี้ไม่แตกต่างจากฆ่าทางอ้อม
ตอนนั้นหวังฝูก็สอบได้คะแนนดี คาดหวังว่าตนจะทำให้ทุกคนในสนามสอบหน้าพระที่นั่งตกตะลึง เชิดหน้าชูตาให้กับเหล่าปัญญาชนยากจน แต่น่าเสียดาย...
เขาถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสก่อนจะสอบหน้าพระที่นั่ง หมดสตินานกว่าครึ่งเดือน ตอนฟื้นขึ้นมาผลการสอบหน้าพระที่นั่งก็ประกาศเสียแล้ว
“ซู่จือ แม้พ่อจะอยากให้เจ้าทำความฝันของพ่อสำเร็จ แต่ว่า...”
“ท่านพ่อ ข้าชนะแล้วขอรับ” หวังโย่ววางเบี้ยลง ยกมุมปากขึ้น ภาคภูมิใจยิ่งนัก
ประจวบเหมาะเวลานี้หวังฉินเซิงเดินเข้ามาด้วยความรีบร้อน “นายท่าน คุณชาย ที่ปรึกษาเวินหลานจากจิงจ้าวฝู่มาขอรับ บอกว่าอยากจะขอพบคุณชายใหญ่”
หวังฝูและหวังโย่วมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย หวังฝูลุกขึ้น “พ่อไปดูแม่ของเจ้าก่อน”
หวังโย่วเก็บเบี้ยที่เหลือบนกระดาน เงาขนตางอนสะท้อนให้เห็นถึงความเงียบสงบ ครู่หนึ่ง เขาจึงพูดขึ้น “เชิญที่ปรึกษาเวินเข้ามา”