ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 6 ตอนที่ 6

#6บทที่ 6

ตอนที่ 6

เวินหนิงกะพริบตาปริบๆ ข่มความรู้สึกเอาไว้ ตอนนี้เรื่องทุกอย่างยังไม่เกิดขึ้น การแต่งงานของพวกเขาล้มเลิกไปแล้ว บางทีอนาคตของเสิ่นจิ้นอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้

“คุณชายรองเสิ่น” เห็นเสิ่นจิ้นเดินมาใกล้ เวินหนิงโน้มตัวลงทักทายอย่างมีมารยาท

ทว่าเสิ่นจิ้นกลับไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เขาจับข้อมือของนาง รีบพานางไปตรงทางเดิน

“อาหนิง เมื่อวานท่านแม่พูดสิ่งใดไม่ชวนฟัง ทำให้เจ้าโมโหหรือไม่” ทั้งสองเดินไปมุมหนึ่งที่ไร้ผู้คน เสิ่นจิ้นถามด้วยขอบตาที่แดงก่ำ

เวินหนิงข่มความรู้สึกของตนเองได้แล้ว ควรพูดอย่างไรกับเสิ่นจิ้น นางคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

นางดึงมือตนเองกลับ ถอยหลังสองก้าว รักษาระยะห่างกับเสิ่นจิ้น โน้มตัวลงแล้วพูด “คุณชายรองเสิ่น ท่านป้าไม่ได้พูดอะไรไม่ชวนฟังเจ้าค่ะ แค่ว่า...”

เวินหนิงหยุดชะงัก ก้มหน้าลงแล้วพูด “แค่ว่านับตั้งแต่ท่านลุงเสิ่นและท่านป้าเสิ่นมาหารือการแต่งงานที่จวน อาหนิงก็ไม่สบายใจมาโดยตลอด หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนค่อยรู้ตัวว่า... ที่แท้เป็นเพราะตลอดหลายปีมานี้ อาหนิงเห็นคุณชายรองเป็นคนในครอบครัว เป็นเหมือนพี่ชายแท้ๆ ของอาหนิง อาหนิงไม่อาจคิดภาพตนกราบไหว้ฟ้าดินกับพี่ชายได้จริงๆ เจ้าค่ะ...”

“คุณชายรอง...” เวินหนิงกัดริมฝีปากล่าง มองเขาด้วยความคาดหวัง “พูดเช่นนี้ ท่านน่าจะเข้าใจใช่ไหมเจ้าคะ”

เสิ่นจิ้นเป็นทหารตั้งแต่อายุสิบห้า เทียบกับคุณชายคนอื่นๆ ในเมืองหลวง ผิวพรรณของเขาเข้มกว่ามาก ทว่าเขามีความสง่าผ่าเผย ไม่เหมือนคนที่อยู่ท่ามกลางการฆ่าฟัน

ได้ยินคำตอบของเวินหนิง ความกระวนกระวายบนใบหน้าของเขาค่อยๆ แทนที่ด้วยความผิดหวัง ดวงตาทั้งคู่แดงชัดกว่าเดิม พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อาหนิง เจ้าพูด...จริงๆ หรือ”

“คุณชายรอง อาหนิงคิดเช่นนี้จริงๆ เจ้าค่ะ” เวินหนิงก้มหน้าลง พูดเสียงค่อย “ขอโทษจริงๆ เจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ที่ข้าเห็นท่านเป็นพี่ชาย... ดังนั้นตอนที่ได้ยินว่าจะแต่งงาน ข้ากระวนกระวายใจยิ่งนัก... เมื่อวานข้าพูดจาเช่นนี้กับท่านลุงและท่านป้า เป็นการเสียมารยาทอย่างมาก วันหน้ายามอาหนิงเจอท่านทั้งสองอีกครั้ง จะขอโทษพวกท่านด้วยตนเอง”

เสิ่นจิ้นมาวันนี้ ไม่ได้อยากได้ยินคำขอโทษของเวินหนิงแต่อย่างใด

แต่นางพูดได้ดีไม่มีช่องโหว่ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรือกิริยาของนาง ล้วนมองไม่เห็นการเสแสร้ง

ยิ่งไปกว่านั้น...

เสิ่นจิ้นมองเวินหนิง เมื่อวานหลังจากเขาได้ยินคำพูดของท่านแม่ แทบจะนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน กระทั่งตอนนี้สมองของเขายังไม่ค่อยแล่นเท่าใดนัก

แต่สีหน้าของเวินหนิงดูดีมาก แม้จะเป็นเพราะแต่งหน้าก็ตาม...

คิดถึงตรงนี้ เสิ่นจิ้นถามอย่างไม่ยอมแพ้ “อาหนิง วันนี้เจ้าแต่งหน้ามาเป็นพิเศษ เป็นเพราะ...” เมื่อคืนนอนไม่หลับจึงดูอิดโรยหรือไม่

ไม่รอเขาพูดจบ เวินหนิงเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ “คุณชายรองก็สังเกตเห็นแล้วหรือเจ้าคะ เมื่อหลายวันก่อนหลิงหลานซื้อสีชาดมากระปุกหนึ่งจากร้านฉีเซียงให้ข้า งดงามยิ่งนัก วันหน้าข้ามีพี่สะใภ้รองแล้ว จะซื้อให้นางแน่นอนเจ้าค่ะ”

คล้ายเวินหนิงจะไม่เข้าใจความหมายของเขา อีกทั้งเห็นชัดว่านางไม่ได้แต่งหน้าเพื่อปกปิดความอิดโรย แสงสว่างที่เพิ่งจุดประกายขึ้นในแววตาของเสิ่นจิ้นเมื่อครู่ดับมอดอีกครั้ง

ถูกต้อง เขากับเวินหนิงไม่ได้เจอกันสามเดือนแล้ว เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนเขาเพิ่งเสร็จจากการเฝ้ารักษาการณ์ที่ชายแดน กลับมาพักที่จวน เพิ่งรบเร้าให้เสิ่นเกาหลานไปสู่ขอนางกับตระกูลเวิน

เดิมทีคิดว่าทั้งสองกลับมาเจอกันอีกครั้งความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไป ไม่เคยคิดว่า...

เวินหนิงที่พบเจอในวันนี้ จะแตกต่างจากเดิม

เมื่อก่อนตอนที่นางคุยกับเขาพวงแก้มของนางแดงระเรื่อ แทบจะหลบอยู่ด้านหลังหลิงหลาน ไม่เคยพูดเรื่องเกี่ยวกับสตรีอย่างกล้าหาญเช่นนี้มาก่อน

ทว่าระยะเวลาเพียงสามเดือน ความรักในอดีตหายไปหมดแล้วหรือ

“อาหนิง เจ้า...เจ้า...”

เสิ่นจิ้นอยากจะถามนางว่ามีเรื่องลำบากใจอะไรหรือไม่ แต่เมื่อมองไปยังดวงตากลมโตของเวินหนิงที่รอฟังคำพูดของเขาอย่างใจเย็นนั้น ไม่เหมือนว่ามีเรื่องใดเก็บซ่อนไว้ในใจ...

ถ้อยคำสุดท้ายเขาพูดไม่ออก เสิ่นจิ้นเบือนหน้าไปอีกทาง สีหน้าของเขาขุ่นมัว

เวินหนิงพูดด้วยความเป็นห่วงและระมัดระวัง “คุณชายรอง นี่ก็เที่ยงแล้ว พี่ใหญ่เตรียมอาหารเจเอาไว้ที่โรงเจด้านหน้า ท่านจะร่วมรับประทานกับพวกเราหรือไม่เจ้าคะ คิดว่าพี่ใหญ่คงคิดถึงท่านมากเช่นเดียวกัน”

เสิ่นจิ้นส่ายหน้า “ไม่ล่ะ...”

“ไม่ล่ะ...” พูดซ้ำโดยไม่เจตนา หันหลังเดินจากไปด้วยจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เวินหนิงมองเขาเดินจากไปอย่างโดดเดี่ยว เดินไกลไปเรื่อยๆ สีหน้าใสซื่อของนางในตอนแรกจางหายไป

นางเองก็เสียใจ แต่ไม่ว่าจะเพื่อตัวนาง หรือเพื่อเขา การแต่งงานระหว่างนางกับเขา ล้วนไม่อาจเกิดขึ้น

เวินหนิงทอดถอนหายใจ นางขอเป็นคนผิดเอง

ยืนอยู่ตรงทางเดินครู่หนึ่ง กว่าเวินหนิงจะจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้ จากนั้นนางก็เดินไปยังโรงเจ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คาดว่าเสิ่นจิ้นคงจะตัดใจได้แล้ว แม้จะไม่ตัดใจ เขาเองก็รู้แล้วว่านางไม่มีใจให้เขา การแต่งงานระหว่างนางกับเขาไม่อาจเกิดขึ้นได้

นางหวนคิดถึงการแสดงของตนเมื่อครู่ รู้สึกพอใจ คิดไม่ถึงว่าตนจะมีพรสวรรค์ด้านการแสดงเช่นนี้

เรื่องเมื่อชาติภพก่อนฝังกลบไปแล้ว

เวินหนิงถอนหายใจอีกครั้ง คาดว่าวันหน้ายังต้องใช้พรสวรรค์นี้ต่อ จำต้องฝึกฝนให้มาก

เวินหนิงเดินช้าๆ พร้อมกับปรับอารมณ์ ประเดี๋ยวตอนกินข้าว นางต้องบอกเรื่องของนางกับเสิ่นจิ้นให้เวินหลานฟัง เช่นนี้จึงจะถือว่าเรื่องระหว่างนางกับเขาได้ยุติลงแล้วจริงๆ

เวินหนิงคิดคำพูดครู่หนึ่ง นางก็เดินมาถึงหน้าโรงเจ

โรงเจนี้นางคุ้นเคยอย่างมาก ในทุกปีเวินถิงชุนจะมาสวดมนต์ที่วัดฉือเอินให้กับท่านแม่ที่จากไป พร้อมกับกินเจที่นี่ แม้จะเป็นโรงเจ ทว่าไม่เหมือนร้านด้านนอก ไม่มีห้องอาหารส่วนตัว ทั่วทั้งโรงเจล้วนเชื่อมถึงกัน มีเพียงโต๊ะกลมต่างขนาดเท่านั้น

วันนี้ไม่ใช่วันสำคัญใด ในโรงเจไม่ค่อยมีคน เวินหนิงมองเพียงปราดหนึ่งก็เห็นหลิงหลานยืนอยู่ตรงโต๊ะที่มีจานชาม ขณะที่นางกำลังจะถามหาพี่ชาย ก็ได้ยินเสียงชื่นมื่นของเวินหลาน “ซู่จือ ข้ากับเจ้าช่างมีพรหมลิขิตต่อกันจริงๆ จึงได้มาเจอกันที่นี่”

เท้าของเวินหนิงที่กำลังจะก้าวไปด้านหน้าหยุดลง นางรู้สึกราวฟ้าผ่า ขนลุกชันไปทั้งตัว

เผยโย่ว ชื่อทางการซู่จือ

เมื่อชาติก่อนชายคนนี้สลักสี่คำลงในใจนาง ทำให้เพียงแค่ได้ยินนางก็หวาดกลัว ไม่กล้าจะก้าวเดินต่อ อย่าพูดว่าเกิดใหม่อีกครั้ง แม้จะเกิดใหม่อีกสองสามครั้ง นางก็ไม่กล้าลืม

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 6 ตอนที่ 6