ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 5 ตอนที่ 5
ตอนที่ 5
เวินหนิงในตอนหลังทุกครั้งที่หวนคิดถึงเหตุการณ์ตอนกลับมาเจอเผยโย่วอีกครั้ง นางนึกเสียใจอย่างมาก
หากวันนั้นนางไม่ออกไป หากตอนนั้นนางคิดให้มากกว่านี้ ไม่ไปทักทายเขา หากนางในตอนนั้นอ่านสายตาเหี้ยมโหดที่ทอประกายออกมาจากแววตาของเขาตอนที่นางบอกว่า ‘ข้าคือเวินซื่ออาหนิง’ บางทีทุกอย่างคงจะไม่เหมือนเดิมแล้ว
หวนคิดถึงตรงนี้ เวินหนิงเริ่มคิดคำนวณบางอย่าง
นางไม่อยากเจอเผยโย่วอีก ไม่อยากข้องเกี่ยวกับเขา แต่เวินถิงชุนเป็นขุนนางรับราชการ พี่ชายทั้งสองก็ทำงานอยู่ในราชสำนัก นางไม่อาจหลบหน้าเขา ทิ้งครอบครัวแล้วหนีออกนอกเมืองหลวง
หากนางยังอยู่ในเมืองหลวง แม้จะไม่ได้แต่งงานกับเสิ่นจิ้น อนาคตข้างหน้านางก็ย่อมได้เจอกับเผยโย่ว
ทว่าครั้งนี้นางไม่ได้ใสซื่อแบบนั้นแล้ว
ขอเพียงนางปิดปากให้สนิท ไม่ให้เผยโย่วรู้ว่าตนคือ ‘เสี่ยวหย่า’ คนนั้น เขาจะบ้าคลั่ง ต้องการนางเพียงคนเดียวได้อย่างไร
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ห้วงลึกในใจของเวินหนิงส่องสว่าง
ในอดีตตอนที่นางแอบหนีไปเที่ยวเล่นนอกจวนกับพี่ชาย ตอนแรกนางไม่กล้าออกไปตามลำพัง แต่เมื่อออกไปบ่อยครั้งเข้าก็เริ่มมีความกล้า ทางด้านพี่ชายทั้งสองก็เห็นว่าพานางไปด้วยเป็นเรื่องยุ่งยาก ทุกครั้งที่ออกนอกจวน นางกับพวกพี่ๆ จึงแยกกัน
เรื่องระหว่างนางกับเผยโย่วในอดีต ขอเพียงนางไม่พูด ก็ไม่มีผู้ใดรู้
สำหรับเผยโย่ว ตอนที่เจอเขานางอายุเพียงเก้าขวบ ทั้งยังมักจะเอาโคลนมาทาหน้า แตกต่างกับตอนนี้มาก ขอเพียงนางไม่พูด เขาคงไม่อาจเดาได้ว่าเด็กน้อยมอมแมมในอดีตคือคุณหนูตระกูลเวิน
นางกับเผยโย่วเจอกันอีกครั้งต้นสารทฤดู สารทฤดูปีนี้ ขอเพียงนางไม่ออกจากจวน รอคนตำหนักจินหลวนเตี้ยนหาคู่ให้เผยโย่ว เรื่องทุกอย่างก็จะราบรื่น
หลังจากเวินหนิงกินบัวลอยสุราหมดถ้วย นางอารมณ์ดีขึ้นมาก
ตอนหลิงหลานกลับมา ได้ยินคุณหนูของตนฮัมเพลง ฮัมไปด้วยเขียนหนังสือไปด้วย
หลิงหลานยื่นหน้าไปมอง พูดด้วยความตกใจ “คุณหนู อาหลานพบว่าหลังจากป่วยครั้งนี้ คุณหนูเขียนหนังสือสวยกว่าเดิมนะเจ้าคะ”
เวินหนิงเป็นคนอ่อนโยนตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่รู้ความหมายของคำว่า ‘สาวใช้’ นางก็ให้หลิงหลานแทนตนเองว่า ‘อาหลาน’
มือเรียวสวยของเวินหนิงเขียนไม่หยุด นางเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
หลายปีที่นางถูกเผยโย่วกักบริเวณ ไม่อาจออกจากเรือน ในทุกวันนางทำได้เพียงเขียนและอ่านหนังสือฆ่าเวลาเท่านั้น แน่นอนว่าตัวหนังสือของนางย่อมต้องสวยกว่าเวินหนิงในวัยสิบห้าปี
“คุณหนู พรุ่งนี้พวกเราไปวัดฉือเอิน จะให้คุณชายท่านไหนไปด้วยหรือไม่เจ้าคะ” หลิงหลานถาม
เวินหนิงอยากจะปฏิเสธ
คุณชายทั้งสองของตระกูลเวิน คุณชายใหญ่ชื่นชอบด้านการรักษา แม้จะเป็นทหารทำงานอยู่ในจิงจ้าวฝู แต่อยากจะลาออกอยู่เสมอ เขาอยากเป็นหมอคอยช่วยรักษาชาวบ้าน ทางด้านคุณชายรองเวินฉี สนใจด้านสุรา เวินถิงชุนให้น้องชายรับราชการทำงานเป็นทหารในกองทัพหนึ่ง แต่เขามีใจอยากจะค้าสุราเท่านั้น
พูดตามตรง พี่ชายทั้งสองคนล้วนพึ่งพิงไม่ได้ มิเช่นนั้นพี่ทั้งสองคนคงไม่พานางมุดโพรงสุนัขตั้งแต่เด็ก
แต่เมื่อคิดถึงเรื่องตระกูลเสิ่นในวันนี้ คาดว่าเสิ่นจิ้นต้องมาหานางในเร็ววัน
“เจ้าไปบอกพี่ใหญ่ ประจวบเหมาะพรุ่งนี้เขาหยุดงาน ให้เขาไปกับข้า”
หลิงหลานโน้มตั้วลงขานรับ หมุนตัวหันหลังแล้วไปที่เรือนของเวินหลาน
…
เมื่อมีแผนในใจ เวินหนิงนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน นี่เป็นการหลับสนิทตั้งแต่กลับชาติมาเกิดใหม่
ตื่นนอนแต่เช้านั่งแต่งหน้าทำผมอยู่หน้ากระจก เป็นครั้งแรกที่นางมองตนเองในกระจกอย่างพินิจพิจารณา
สมกับอายุสิบห้าจริงๆ พวงแก้มทั้งสองอิ่มเอม แววตาทอประกาย แม้ไม่ได้แต่งหน้า ทว่าดวงตาสดใส หน้าตางดงามสะกดสายตาผู้คนยิ่งนัก
ทว่าเวินหนิงก็บอกให้หลิงหลานแต่งหน้าให้นาง
เมื่อหลิงหลานเห็นผิวที่เปล่งปลั่งของเวินหนิงนางมีความสุขยิ่งนัก มือง่วนอยู่กับการแต่งหน้าทำผม ทว่าปากก็พูดไม่หยุด “คุณหนู เวลานี้ข่าวลือแพร่สะพัดเร็วยิ่งนัก เมื่อวานคุณหนูเพิ่งบอกว่าการหมั้นหมายระหว่างคุณหนูกับตระกูลเสิ่นเป็นเพียงคำพูดล้อเล่นในวัยเด็ก ไม่อาจคิดจริงจังได้ วันนี้แม่สื่อถึงกับมาที่ตระกูลแต่เช้า!"
เวินหนิงเงียบ หลิงหลานพูดต่อ “อาหลานว่าแล้ว ด้วยรูปโฉมที่งดงามของคุณหนู หากไม่ใช่เพราะข่าวลือเรื่องการหมั้นหมายของคุณหนูกับคุณชายรองเสิ่นสะพัดไปทั่ว หัวกระไดตระกูลเวินไม่มีทางแห้งแน่นอน ประเดี๋ยวตอนออกจากจวนอาหลานจะบอกพ่อบ้านหลิว ให้เขาเปลี่ยนเป็นประตูที่แข็งแรง”
เวินหนิงหัวเราะ หลิงหลานชมต่อ “คุณหนูดูสิเจ้าคะ ยามคุณหนูยิ้ม แทบจะสดใสยิ่งกว่าดอกโบตั๋นข้างนอกเสียอีก หากออกจากจวนครั้งนี้คุณหนูยิ้มเช่นนี้ เกรงว่าจวนปิดประตูนับสิบบานก็คงไม่พอ”
เวินหนิงหัวเราะแล้วมองไปที่หลิงหลาน “คำพูดของเจ้า หากออกไปแล้วยังพูดเช่นนี้ เกรงว่าผู้อื่นจะหัวเราะเยาะเอาได้”
“ผู้ใดจะกล้าหัวเราะเยาะน้องสาวของข้า”
เจ้าตัวยังมาไม่ถึง ทว่าเสียงมาถึงก่อน ตามด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพร คนที่เดินเข้ามาคือคุณชายใหญ่เวินหลาน
เวินหนิงยืนขึ้นแล้วโน้มตัวลง “พี่ใหญ่”
“ชิ” วันนี้หวินหลานหยุดงาน เขาแต่งตัวสบายๆ สะบัดไพ่แล้วมองเวินหนิงด้วยความรังเกียจ “ร่ำเรียนกับท่านอาจารย์มานาน ไม่เห็นเจ้ามีอะไรพัฒนาแม้แต่น้อย นอกจากมารยาทที่ไร้ประโยชน์ ข้าเป็นพี่ใหญ่ของเจ้า จำต้องทำตัวเหินห่างกับพี่เช่นนี้ด้วยหรือ”
เวินหลานไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์ หากไม่ใช่เพราะเป็นบุตรชายตนโต แบกรับความคาดหวังของตระกูลเวิน เขาคงออกเดินทางเป็นหมอคอยช่วยเหลือชาวบ้านไปนานแล้ว สำหรับเรื่องที่เวินถิงชุนอบรบสั่งสอนเวินหนิงให้อยู่ในกฎระเบียบและมีมารยาทเช่นนี้ เขาไม่สบอารมณ์มาโดยตลอด
“เจ้าค่ะพี่ใหญ่” เวินหนิงพูดด้วยรอยยิ้ม “เช่นนี้ข้าจะไม่เกรงใจท่านพี่แล้ว วันนี้ท่านขับรถม้าให้ข้าดีหรือไม่”
เป็นเพียงคำพูดล้อเล่น ทว่าเวินหลานกลับไล่สารถีไปจริงๆ แล้วเป็นคนขับรถม้าแทน ทั้งยังคาบหญ้าฟางไว้ในปาก นั่งร้องเพลงอยู่หน้ารถม้า
ในเมืองหลวงเต็มไปด้วยคุณชาย ทว่าคุณชายขับรถม้าและคาบฟางเช่นนี้ไม่เคยพบเจอ
หลิงหลานเปิดหน้าต่างเป็นครั้งคราว แล้วทอดถอนหายใจ “คุณชายใหญ่...ไม่รู้ว่าสตรีชั้นสูงมากน้อยเพียงใดในเมืองหลวงจะหลงเสน่ห์คุณชายใหญ่เข้าให้แล้ว”
เวินหนิงหัวเราะเบาๆ แล้วส่ายหน้า พี่ใหญ่ยังเหมือนเดิม กล่าวถึงความรักอิสระ ไม่มีคุณชายคนใดในเมืองหลวงเทียบได้
เวินหลานร้องเพลงตลอดทาง ทั้งยังหยุดดูทิวทัศน์เป็นครั้งคราว ตอนถึงวันฉือเอินก็ใกล้จะเที่ยงวันแล้ว
เวินหนิงเดินนำหลิงหลานไปที่อุโบสถ กราบไหว้ด้วยความศรัทธา กล่าวขอบคุณจากใจจริง พร้อมกับอธิษฐานสามข้อ
ตอนออกมาจากอุโบสถ เวินหลานมองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า พูดเสนอ “อุตส่าห์มาแล้ว กินเจที่นี่ก่อนแล้วค่อยกลับดีหรือไม่”
“อาหารเจที่วัดฉือเอินต้องจองก่อน เดี๋ยวอาหลานลองไปถามให้นะเจ้าคะ” หลิงหลานโน้มตัวลง
“ข้าไปกับเจ้า” เวินหลานหันหลัง
ไม่รอเวินหนิงพูด เวินหลานกับหลิงหลานก็เดินไปไกลแล้ว นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เห็นบุรุษรูปร่างสูงโปร่งกำลังเดินลงบันได
เวินหนิงรู้ดีว่าวันนี้นางต้องได้เจอเสิ่นจิ้นแน่นอน
ตระกูลเวินและตระกูลเสิ่นมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เวินหลาน เวินฉีและเสิ่นจิ้นย่อมสนิทสนมกัน เมื่อวานตอนที่หลิงหลานถามนางว่าจะให้คุณชายคนหนึ่งมาด้วยหรือไม่ นางก็รู้ทันทีว่าเสิ่นจิ้นต้องใช้โอกาสนี้มาเจอนาง
ไม่ช้าก็เร็วต้องเจอกัน เตรียมพร้อมย่อมดีกว่าพบเจอโดยไม่คาดคิด
ถึงอย่างไรก็เคยมีใจให้กัน เคยกราบไหว้ฟ้าดินด้วยกัน ชาติก่อนหลังจากเสิ่นจิ้นไปร่วมรบ นางตั้งหน้าตั้งตารอเขาทุกวัน รอวันที่จะได้เจอกันอีกครั้ง ทว่าคิดไม่ถึงกลับได้รับข่าวการตายของเขาแทน
หลังจากทราบเรื่อง นางร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึงเสิ่นจิ้น ถึงขั้นคิดว่าตนคือหายนะ มีดวงกินสามีจริงๆ หรือไม่ มิเช่นนั้นตอนท่านแม่คลอดพี่ชายทั้งสองล้วนราบรื่น แต่ตอนคลอดนางท่านกลับสิ้นใจ เหตุใดที่ผ่านมายามเสิ่นจิ้นไปรบล้วนทำได้ดีมาโดยตลอด แต่นางเพิ่งแต่งงานกับเขา เขาก็ตายในสงครามเสียแล้ว
นางในตอนนั้นไม่เคยคิดว่า วันหนึ่ง นางจะได้พบเจอเสิ่นจิ้นอีกครั้ง