ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 9 ตอนที่ 9
ตอนที่ 9
สองสามวันต่อจากนั้น เวินหนิงไม่ออกจากจวนเลย
นางตั้งสมมติฐานมากมาย ถึงขั้นขัดขวางการสอบหน้าพระที่นั่ง ขัดขวางไม่ให้เขากับครอบครัวได้กลับมาเจอกัน
หากเขาไม่ได้เป็นจอหงวน ไม่มีฐานันดรศักดิ์กั๋วกงซื่อจื่อคอยสนับสนุน เขาจะใช้เวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ปีเข้าไปอยู่ในเน่ย์เก๋อ[footnoteRef:1]ได้อย่างไร ในตอนหลังถึงขั้นมีอำนาจคับฟ้า ข่มเหงรังแกผู้อื่นทำเรื่องเลวร้ายพรรค์นั้น แต่กลับไม่มีใครว่าอะไร [1: เน่ย์เก๋อ หมายถึง เป็นองค์กรในระบบราชการของจักรวรรดิจีนช่วงราชวงศ์หมิง ซึ่งโดยนิตินัยแล้วเป็นหน่วยประสานงาน แต่โดยพฤตินัยเป็นสถาบันสูงสุดในการปกครอง
]
แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงบุตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนของขุนนางขั้นสี่เท่านั้น ปีหนึ่งเข้าออกวังนับครั้งได้ จะมีอำนาจมากขนาดนั้นได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ ตอนที่เวินหลานเดินเข้ามาในเรือนเซียงถีด้วยสีหน้าดีใจ บอกว่าหวังโย่วที่พวกตนเจอ ณ ฉือเอินในวันนั้น สอบได้คะแนนสูงสุดในการสอบคัดเลือก นางยังคงคิดด้วยความหนักใจ นางต้องทำอย่างไรจึงจะแยกตนเองกับ ‘เสี่ยวหย่า’ ให้เป็นคนละคนได้
เวินหลานเห็นเวินหนิงนิ่งเฉย ไม่ตกใจและไม่ดีใจแต่อย่างใด จึงสะบัดพัดแล้วพูด “เจ้าคงไม่รู้ผลคะแนนของซู่จือก่อนหน้านี้ ก่อนจะสอบคัดเลือกระดับแคว้น เขาสอบได้คะแนนสูงสุดมาโดยตลอด สอบคัดเลือกระดับแคว้นในครั้งนี้ก็ได้คะแนนสูงสุดอีกครั้ง หากสอบหน้าพระที่นั่งได้อันดับหนึ่งอีก เขาจะเป็นจอหงวนที่สอบได้อันดับหนึ่งทุกการสอบคัดเลือก! เป็นจอหงวนคนแรกของแคว้นต้าอิ้นที่สอบได้อันดับหนึ่งทุกการสอบคัดเลือก!”
เวินหนิงนั่งอ่านตำราบนตั่งเตี้ย ไม่แม้แต่จะกะพริบตา “พี่ใหญ่ไม่เคยสนใจเรื่องในราชสำนักไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
เวินหลานกระแอมไอด้วยความประหม่า “ข้าไม่สนใจเรื่องในราชสำนักตั้งแต่เมื่อใดกัน ข้าเพียงไม่สนใจเรื่องเล็กๆ ในราชสำนักเท่านั้น...หากครั้งนี้ซู่จือสอบได้อันดับหนึ่งทุกการสอบคัดเลือก ทั้งที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา นี่เป็นเรื่องใหญ่สะเทือนไปทั้งราชสำนัก ผู้ใดจะไม่ให้ความสนใจได้เล่า”
เวินหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ใช้มือเกยคาง
อืม สนใจเถอะ วันหน้ายังต้องสนใจเรื่องของเขาอีกมาก
“ยิ่งไปกว่านั้น พี่...”
พี่อยากจะจับคู่ให้พวกเจ้า...
เวินหลานไม่ได้พูดถ้อยคำนี้ออกไป เพียงแค่ทอดถอนหายใจเท่านั้น
น่าเสียดายจริงๆ หากไม่ใช่เพราะหวังโย่วหมั้นหมายแล้ว การดึงเขามาเป็นน้องเขยถือเป็นตัวเลือกที่ดีมาก อีกทั้งเวินหนิงก็ชื่นชอบคนที่มีความสามารถ...
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เวินหลานพูดขึ้น “อาหนิง ครั้งนี้เสิ่นจิ้นสอบได้ที่สอง เจ้ารู้หรือไม่”
เวินหนิงลดมือที่เกยคางลง
เสิ่นจิ้นสอบได้ที่สอบ ไม่มีใครบอกนาง แต่นางรู้
เขาไม่ใช่แค่สอบระดับแคว้นได้ที่สอง แต่สอบหน้าพระที่นั่งก็ได้อันดับต้นๆ และเขายังจะเป็นบัณฑิตขั้นสูงชั้นสองคนที่สองของตระกูลเสิ่นต่อจากเสิ่นเกาหลาน
ในฐานะพลทหาร หนึ่งปีร่ำเรียนในสำนักกั่วจื่อเจียนนับเดือนได้ สอบได้คะแนนระดับนี้ ทำให้คนตกตะลึงยิ่งนัก
ชาติก่อนเพราะเสิ่นจิ้นประสบความสำเร็จเช่นนี้ เขาจึงขัดคำสั่งเหลียงซื่อ ยืนกรานที่จะแต่งงานกับนางได้
“เรื่องตระกูลเสิ่น ต่อจากนี้ไม่ต้องบอกข้าแล้ว” เวินหนิงพูดเสียงเรียบ
หลังจากไปวัดฉือเอินเมื่อคราวก่อน นางหาโอกาสอธิบายความคิดของตนเองให้เวินหลานฟังแล้ว
เวินหลานทำเสียงฮึดฮัด น้องสาวคนนี้ ยิ่งอยู่เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจ
ทั้งที่หลังตรุษจีนยังตั้งหน้าตั้งตารอเสิ่นจิ้นกลับมา ถามวันเวลากลับจวนของเสิ่นจิ้นกับเขาด้วยความเขินอาย แต่จู่ๆ ก็คล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคน บอกว่าเห็นเสิ่นจิ้นเป็นเพียงพี่ชายเท่านั้น
สงสารเสิ่นจิ้นยิ่งนัก แค่เพราะนางเคยบอกว่าชอบคนมีความสามารถ เขาจึงเข้าร่วมการสอบคัดเลือกระดับแคว้น
เวินหลานขยับไปใกล้เวินหนิง อยากจะแกล้งนาง ทว่ากลับเหลือบเห็นตำราในมือนาง “อาหนิง...”
เวินหลานหมดคำจะพูด “เจ้าอ่านกลับหัวยังอ่านได้นานถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
เวินหนิงมองตำราในมือ
“…”
เมื่อครู่นางเพียงหยิบตำราขึ้นมา แล้วเปิดพร่ำเพรื่อเท่านั้น นางเอาแต่คิดเรื่องของเผยโย่ว ไม่ได้ตั้งใจอ่านหนังสือ
“อาหนิง พี่รู้สึกว่าเจ้ามีเรื่องบางอย่างเก็บงำไว้” เวินหลานนั่งลงตรงหน้านาง เก็บตำราในมือน้องสาว พูดด้วยความเป็นห่วง “มีเรื่องอะไรเล่าให้พี่ฟังได้หรือไม่”
เรื่องในใจเวินหนิง ใช่ว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ ในสองสามประโยค ยิ่งไปกว่านั้น หากนางพูดออกไป เกรงว่าจะถูกหาว่าสติวิปลาส
แต่ว่าสองสามวันนี้นางว้าวุ่นใจกับเรื่องที่เจอเผยโย่วล่วงหน้านัก
เวินหนิงถาม “พี่ใหญ่ ท่านข้องเกี่ยวกับหวังโย่วได้อย่างไร”
ชาติก่อนนางไม่เคยได้ยินเวินหลานพูดถึงหวังโย่วมาก่อน ไม่คิดว่าพวกเขาจะรู้จักกันมานานแล้ว
เวินหลานพูดด้วยความตกใจ “อาหนิง ที่เจ้าขังตัวเองอยู่ในเรือนไม่ยอมไปไหน เพราะคิดถึงหวังโย่วหรอกหรือ”
“ข้า...”
เวินหนิงไม่ทันได้อธิบาย เวินหลานก็พูดด้วยความเหลือเชื่อ “หรือว่าเจ้าตกหลุมรักหวังโย่ว!”
“ข้า...” เวินหนิงพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว จู่ๆ นางก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้
นางคิดถึงเผยโย่ว?
นางตกหลุมรักเผยโย่ว?
จะเป็นไปไม่ได้ได้อย่างไร
ไม่มีใครรู้ว่านางกลับมาเกิดใหม่ ไม่มีใครรู้เรื่องราวระหว่างนางกับเผยโย่ว ไม่มีใครรู้ว่าตอนที่นางอยู่กับเผยโย่วต้องทุกข์ใจเพียงใด แม้แต่ตัวเผยโย่วเอง ก็ไม่มีทางรู้
เผยโย่วหน้าตาหล่อเหลา ฉลาดรอบรู้ ทั้งยังสอบได้อันดับหนึ่งทุกการสอบคัดเลือก เมื่อชาติก่อนสตรีมากมายในเมืองหลวงต่างเพ้อละเมอถึงเขา นางที่ชื่นชอบชายมากความสามารถมาโดยตลอด การที่นางตกหลุมรักเขา เป็นเรื่องปกติยิ่งนัก!
แต่เรื่อง ‘ปกติ’ เช่นนี้ ในสายตาเผยโย่วเล่า?
เผยโย่วเป็นคนเจ้าเล่ห์ วันนั้นเขาเจตนาพูดถึง ‘เสี่ยวหย่า’ ถึงขั้นบอกว่าเสี่ยวหย่าเป็นคู่หมั้นของเขา เห็นชัดว่าเขาอยากจะลองใจนาง
หากนางคือเสี่ยวหย่าในตอนเด็ก ทั้งยังตกหลุมรักเขา รู้ว่าเขาตามหานางมาโดยตลอด นางคงยอมรับอย่างตรงไปตรงมาด้วยความดีใจ
ดังนั้นหากนางตกหลุมรักเผยโย่ว แต่กลับไม่เปิดเผยตัวตนให้เผยโย่วรู้ เช่นนั้นสำหรับเผยโย่ว มีเพียงบทสรุปหนึ่งเท่านั้น...ซึ่งก็คือนางไม่ใช่เสี่ยวหย่า
นางเพียงหน้าตาละหม้ายคล้ายคลึงกับเสี่ยวหย่าตอนเด็กๆ เท่านั้น
ความคิดที่แล่นขึ้นมากะทันหัน ทำให้ดวงตาของเวินหนิงทอประกาย แก้มของนางแดงระเรื่อด้วยความดีใจ
เวินหลานมองน้องสาวที่เรียบร้อยมาโดยตลอดของตน แค่เพราะเขาพูดชื่อของชายคนนั้น พูดเพียงถ้อยคำเดียว น้องสาวถึงขั้นดวงตาทอประกายแวววับ แก้มแดงระเรื่อ เขายกมือขึ้นกุมขมับด้วยความปวดหัว “อาหนิง เจ้า...”
“พี่ใหญ่ อาหนิงเหนื่อยแล้ว ขอตัวก่อนเจ้าค่ะ” เวินหนิงก้มหน้าแล้วรีบโน้มตัวลง สาวเท้าเดินเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว
ในสายตาของเวินหลาน น้องสาวของเขากำลังเขินอาย จึงรีบเดินหนี
นึกถึงคำพูดของหวังโย่วที่บอกว่า ‘หมั้นหมาย’ แล้ว เวินหลานจับพัดขึ้นมาตีหน้าผากตนเองเบาๆ หนึ่งครั้ง “สร้างเรื่องแล้ว!”
…
เวินหนิงไม่ได้โกหกเวินหลาน นางเข้ามาในห้องเพื่อสงบสติจริงๆ นางเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วล้มตัวลงนอน
แค่ว่านางไม่ได้นอนหลับ เพียงนอนคิดพิจารณาถึงความคิดที่แล่นขึ้นมาเมื่อครู่
ใช้กลยุทธ์ตรงกันข้าม เทียบกับวิ่งหนีแล้ว สู้นางเป็นฝ่ายโจมตีก่อน บอกว่านางตกหลุมรักเขา บางทีอาจจะเป็นวิธีที่ดีในการรับมือกับเผยโย่วก็ได้
คนรอบคอบอย่างเผยโย่ว ไม่ว่าอย่างไรก็คงคิดไม่ถึง ทั้งที่นางตกหลุมรักเขา ได้ยินด้วยตนเองแล้วว่าเขาหมั้นหมายกับ ‘เสี่ยวหย่า’ ทั้งยังตามหาเสี่ยวหย่ามาโดยตลอด ทำไมถึงไม่ยอมบอกความจริงกับเขา
แค่ “แสดงความรัก” ก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ
เผยโย่วเมื่อชาติก่อน ไม่เคยปรายตามองสตรีอื่นที่ตกหลุมรักเขา แต่นั่นเป็นเพราะเขาเจอตนที่เป็นรักแรก ทั้งยังรักตนมาก ซื่อสัตย์และจริงใจกับตนเพียงคนเดียว
ชาตินี้...
เวินหนิงไม่ค่อยมั่นใจเท่าใดนัก
หากนางแสดงออกให้รู้ว่านางชอบเขา แล้วเผยโย่วกลับชอบนางขึ้นมาจริงๆ จะไม่เท่ากับเป็นการยกก้อนหินมาฟาดเท้าตนเองหรือ
ไม่ได้ๆ
เวินหนิงพลิกตัว
หากว่า...หากทำให้เขาเกลียดในเวลาเดียวกันที่ ‘แสดงความรัก’ ทำให้เขารังเกียจนาง ถึงขั้นเห็นนางแล้วเดินหนี...
อื้ม...
ดวงตาคู่ใสของเวินหนิงเบิกกว้าง ขนตางอนยาวไหวเบาๆ
ชาติก่อนนางถูกฝืนใจให้อยู่กับเขาเกือบสิบปี พบเจอสตรีมากมายวิ่งเข้าหาเขา สตรีเช่นใดที่เขารับมือได้ สตรีเช่นใดที่เขาแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น สตรีเช่นใดที่เขาหลบหลีก นางรู้ดีที่สุด
หากทำได้ดี แม้วันหนึ่งนางยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วบอกว่านางคือ ‘เสี่ยวหย่า’ เขาก็ไม่มีวันเชื่อ...
แววตาของเวินหนิงทอประกาย เสมือนเห็นแสงสว่างตรงหน้า บนเส้นทางที่มืดมิดแสนยาวไกล
วิธีการเดียวคือทำให้เขาเกลียดนาง นางจึงจะปลอดภัย
ทว่าเพียงลมพัดผ่าน แสงไฟนั้นก็สั่นไหว
เวินหนิงขมวดคิ้วเป็นปมแล้วพลิกตัวอีกครั้ง
หากใช้วิธีนี้ มีปัญหาหนึ่งที่นางต้องรีบแก้ไข...นางต้องข่มความกลัวของตนเองยามเผชิญหน้ากับเผยโย่ว
ชาติก่อนเผยโย่วสลักลึกในใจนาง หากทุกครั้งที่เจอเขา นางเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ ต้องรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีกว่าจะคุยกับเขาได้สักสองประโยค แม้แผนการนี้จะดีเพียงใดก็ไม่อาจลงมือทำได้ ในทางตรงกันข้ามรังแต่จะทำให้เขาเคลือบแคลงสงสัย
หลิงหลานเห็นว่าสองสามวันนี้เวินหนิงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นอนหลับไม่สนิท ทั้งยังรับประทานได้น้อย ตอนเย็นเวินหลานมาที่เรือน นางจึงรีบออกไปเตรียมมื้อเย็นให้เวินหนิงด้วยตนเอง
เวินหนิงชอบกินอาหารฝีมือนางที่สุด วันนี้น่าจะกินหมดหนึ่งถ้วย
ทว่าคิดไม่ถึงว่าตอนนางยกมื้อเย็นมา เห็นเวินหนิงนอนพลิกไปมาอยู่บนเตียง ประเดี๋ยวยิ้ม ประเดี๋ยวผ่อนคลาย ประเดี๋ยวเคร่งเครียด แล้วกลับมาถอนหายใจเฮือกใหญ่
หลิงหลานวางมื้อเย็นลง รีบเดินไปหา ใช้หลังมือแตะหน้าผากของเวินหนิง “ไม่ต้องให้หมอมาดูอาการจริงๆ หรือเจ้าคะคุณหนู”
เวินหนิงพลิกตัวอีกครั้ง “ไม่ต้อง”
“แต่อาหลานเห็นว่าหมู่นี้คุณหนู...” หลิงหลานจะพูดแต่สุดท้ายก็กล้ำกลืนถ้อยคำนั้นลงไป
สองสามวันนี้เวินหนิงไม่กรีดร้องตอนหลับฝันแล้ว ทว่านางสะอื้นและกัดฟันแน่น ดูเหมือนว่ายังคงฝันร้าย
“อาหลานไปซื้อยาตามใบสั่งยาที่หมอเคยให้ไว้ดีกว่าเจ้าค่ะ” หลิงหลานหันหลังเดินออกไป
“หลิงหลาน...”
เวินหนิงร้องเรียกไม่ทัน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินลับหายไปแล้ว นางทำได้เพียงถอนหายใจ เหยียดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง
นางมองมื้อเย็นที่หลิงหลานยกมาให้ ล้วนเป็นอาหารที่นางชอบ
เวินหนิงเดินไปดมกลิ่นหอมของอาหาร ถอนหายใจ นั่งลงแล้วยกข้าวขึ้นมากิน
เมื่อชาติก่อนในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต หลิงหลานก็ทำอาหารให้นางกินทุกมื้อ จากนั้นพูดให้ฟังไม่หยุด “นายหญิง ท่านใต้เท้ายอมตกลงแล้ว ขอเพียงนายหญิงแข็งแรงขึ้น ท่านก็จะปล่อยพวกเราไป นายหญิงอยากไปที่ใดเจ้าคะ เจียงหนาน? นอกกำแพงเมือง? ท่านจะไม่กักขังพวกเราอีกแล้ว นายหญิงอยากไปที่ใด อาหลานจะไปกับท่านเองเจ้าค่ะ”
เวินหนิงไม่เชื่อ
เผยโย่วไม่มีวันปล่อยนางไป นอกจากนางจะตายเท่านั้น
เขาเป็นคนบอกนางเอง
ชาตินี้ตอนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา นางยังคงไม่เชื่อ คิดว่าเป็นความฝัน หรือไม่เผยโย่วก็ใช้วิธีการบางอย่าง ส่งนางและหลิงหลานกลับจวนเวิน ทั้งยังซ่อมบำรุงจวนเวินใหม่ สร้างภาพลวงตาตรงหน้าขึ้นมา
แม้กระทั่งตอนที่เวินถิงชุนมาเยี่ยมนางในห้อง นางคิดว่าเผยโย่วต้องให้นักพรตใช้วิชาเปลี่ยนใบหน้าแน่นอน เช่นเดียวกับที่นางใช้ตอนพยายามหนีไปจากเขาเมื่อคราวก่อน
เวินถิงชุนตัวจริงเสียชีวิตในคุกหลวงไปนานแล้ว
กระทั่งครั้งหนึ่งที่นางบังเอิญมองสองมือของตนเอง สองมือที่ยังคงความอ่อนเยาว์ ไม่ว่านางจะบีบนวดอย่างไร สองมือก็ยังคงเป็นเหมือนตอนนางอายุสิบสี่สิบห้า
เวินหนิงกินข้าวทีละคำๆ เคี้ยวอย่างแรงคล้ายกำลังระบายอารมณ์
นางไม่ได้ใจกล้าบ้าบิ่น แต่ก็ไม่ได้ขวัญอ่อนขี้กลัว มิเช่นนั้นในอดีตนางคงไม่พยายามหนีไปจากกรงทองของเผยโย่วครั้งแล้วครั้งเล่า
ทว่าการกลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้...
บางทีนางอาจจะหวาดกลัวเกินไป หวนคิดถึงเรื่องราวในอดีตตลอดเวลา กลับกันกับเผยโย่วที่ในตอนนี้ยังคงเป็นเพียงหวังโย่ว ยังไม่ได้กลับเข้าจวนกั๋วกง มากไปกว่านั้นเขายังไม่ได้เป็นจอหงวน เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนางแม้แต่น้อย
นางมีอะไรต้องกลัว
ตอนหลิงหลานกลับมา เห็นอาหารที่วางเรียงรายบนโต๊ะถูกกินจนหมด เวินหนิงที่เมื่อครู่ยังดูเศร้า หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมุมปากอย่างสง่างาม สีหน้าผ่อนคลาย แววตาหนักแน่น
“หลิงหลาน พวกเราไปหาพี่ใหญ่กันเถอะ”