ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน

ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 8 ตอนที่ 8

#8บทที่ 8

ตอนที่ 8

เวินหนิงยังคงก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร แต่หัวใจของนางนิ่งชะงักไปแล้ว

โชคดีที่เวินหลานเห็นนางก้มหน้างุด คิดว่านางเขินอายชายอื่น จึงช่วยตอบ “น้องสาวของข้าเติบโตในจวน ไม่ค่อยได้ออกไปไหน แค่ว่าหมู่นี้อารมณ์มัวมอง ประจวบเหมาะตรงกับวันหยุดของข้าพอดี ข้าจึงพานางออกมา”

คำตอบนี้ดียิ่งนัก

เวินหนิงพอใจอย่างมาก มือที่จับตะเกียบอยู่นั้นผ่อนคลายลง

หวังโย่วพยักหน้า ไม่ถามอะไรอีก เวินหลานเห็นว่าเขาเป็นฝ่ายถามถึงเวินหนิงก่อน จึงเริ่มถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย “ซู่จืออายุยังน้อย เข้าร่วมการสอบคัดเลือกปีแรกคะแนนก็นำโด่ง คาดว่าคนที่บ้านคงดีใจไม่น้อยกระมัง”

“ท่านพ่อและท่านแม่คาดหวังกับซู่จือไว้มาก ผลสอบในตอนนี้ ไม่ได้ชื่นชมเท่าใดนัก”

มีเพียงพ่อและแม่ เช่นนั้นก็หมายความว่ายังไม่ได้แต่งงาน

เวินหลานพูดต่อ “ได้ข่าวว่าซู่จือไม่ใช่คนเมืองหลวง เมื่อมีการประกาศผลการสอบคัดเลือกฤดูวสันต์ ผลคะแนนน่าภาคภูมิใจหรือไม่ย่อมเป็นที่ประจักษ์ อีกเรื่องหนึ่ง หมู่นี้ผู้คนโดยมากพากันทาบทามเหล่าบัณฑิตมาเป็นลูกเขย คนมากความสามารถอย่างซู่จือ...ต้องระมัดระวัง!”

หวังโย่วชูแก้วขึ้น “ขอบคุณสำหรับคำเตือนของที่ปรึกษาเวิน ข้าหมั้นหมายแล้ว ไม่กลัวเรื่องเหล่านั้นหรอกขอรับ”

เวินหลานและเวินหนิงชะงัก

เวินหลาน ‘กะหล่ำปลีที่ดีถูกหมูกินไปแล้วหรือ’

เวินหนิง ‘เผยโย่วหมั้นหมายตั้งแต่เมื่อใด’

แต่ทั้งสองไม่ได้แสดงสีหน้าออกมา เวินหลานดื่มสุราด้วยความเสียดาย ทางด้านเวินหนิงผ่อนคลายลงเล็กน้อย หรือว่าเผยโย่วในชาตินี้ แตกต่างกับชาติที่แล้ว เพราะชาติก่อนนางไม่เคยได้ยินว่าเขามีสัญญาหมั้นหมาย

หวังโย่วพูดขึ้น “น่าเสียดายที่ข้ากับคู่หมั้นพลัดพรากกันในวัยเด็ก จากนั้นก็ไม่ได้ยินข่าวคราวของนางอีกเลย นางชื่อเล่นว่าเสี่ยวหย่า ไม่รู้ว่าท่านทั้งสองเคยได้ยินชื่อนี้หรือไม่”

เวินหนิงกำลังคีบลูกชิ้นปลาเข้าปาก เมื่อได้ยินชื่อ ‘เสี่ยวหย่า’ หัวใจของนางเต้นแรง เงยหน้าขึ้น เห็นหวังโย่วกำลังมองตน

ส่วนลึกในดวงตาสีนิล มีแสงทอประกาย

ตั้งแต่นั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะ นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองสบตากัน

หัวใจของเวินหนิงเต้นแรง ไม่ทันได้เคี้ยวลูกชิ้น ก็กลืนลงคอเสียแล้ว

นางจิกฝ่ามือแน่น พยายามสุดกำลังให้ตนเองดูปกติ ฉีกยิ้ม “เสี่ยวหย่า? ชื่อไพเราะจริงๆ เจ้าค่ะ”

หวังโย่วฟังคำตอบของนาง หลุบตาลง ปกปิดแสงทอประกายอ่อนๆ ที่อยู่ส่วนลึกในแววตา

“เป็นชื่อที่ไพเราะจริงๆ แต่โดยปกติคนนอกจะไม่รู้ชื่อเล่นของสตรี” เวินหลานพูด “หากซู่จือต้องการตามหาคน พรุ่งนี้ไปแจ้งความที่จิงจ้าวฝู่ ข้าจะช่วยเต็มที่”

หวังโย่วยิ้มแล้วส่ายหน้า “คาดว่านางและครอบครัวคงย้ายออกจากเมืองหลวงแล้ว รอให้วันหน้าข้าประสบความสำเร็จก่อนค่อยตามหาก็ไม่สาย”

พูดเช่นนี้ เวินหลานเข้าใจทุกอย่างมากขึ้น

คาดว่าอีกฝ่ายคงรังเกียจที่ครอบครัวของหวังโย่วยากจน เช่นเดียวกับที่ตระกูลเสิ่นรู้สึกกับตระกูลเวิน...

เวินหลานเห็นใจหวังโย่ว ไม่ได้ถามเรื่องนี้อีก แล้วเปลี่ยนบทสนทนา

เวินหนิงไม่รู้ว่าตนอ่อนไหวเกินไป หรือว่าหวังโย่วเริ่มสงสัยในตัวนางแล้ว

ในรถม้าระหว่างทางกลับจวน นางกังวลใจอย่างยิ่ง

เจอเผยโย่วเวลานี้ เหนือความคาดหมายของนางจริงๆ

กิริยาของนางเมื่อครู่อ่อนไหวเกินไปหรือไม่ นางเผยพิรุธหรือเปล่า ตอนเผยโย่วพูดถึง ‘เสี่ยวหย่า’ เหตุใดจึงมองมาที่นาง แล้วเหตุใดนางต้องเงยหน้า นางควรจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ!

สุดท้ายก่อนกลับเขามองมาที่ตนเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร เขาจับสังเกตอะไรได้หรือ

“คุณหนูไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ” หลิงหลานมองใบหน้าซีดขาวของเวินหนิงหลังเช็ดเครื่องสำอางด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่กลับมาจากฉือเอิน คุณหนูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มื้อเย็นก็รับประทานเพียงไม่กี่คำเท่านั้น

“อาหลานไปตามหมอคนก่อนมาดูอาการดีหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ต้อง” เวินหนิงส่ายหน้า ล้มตัวลงนอนบนเตียง “ข้าแค่เหนื่อย หลิงหลานเจ้าไปพักเถอะ ข้านอนสักประเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว”

หลิงหลานรู้ว่าวันนี้เวินหนิงเจอกับเสิ่นจิ้น เวินหลานบอกนาง เมื่อเห็นเวินหนิงเป็นเช่นนี้ คาดว่าคงจะพูดคุยกับเสิ่นจิ้นได้ไม่ดีเท่าใดนัก หลิงหลานนึกเสียใจขึ้นมาทันที หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรกนางคงไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองคุยกันเป็นการส่วนตัว

หลิงหลานอยากจะปลอบใจเวินหนิง แต่เห็นนางหลับตาลงแล้ว หลิงหลานทำได้เพียงกระทืบเท้าหงุดหงิดกับตนเองแล้วเดินออกไป

เวินหนิงหลับตา นางเคลิ้มหลับเร็วมาก ทว่านางกลับฝันอีกแล้ว

ยังคงเป็นความฝันเมื่อครั้งก่อน

นางกับหลิงหลานวางแผนนานกว่าครึ่งปี ใช้เงินครึ่งหนึ่งที่มีจ้างนักพรตเปลี่ยนใบหน้าให้พวกนาง

นางอยากหนีออกไปข้างนอก ขอเพียงออกไปจากด่านประตูห่านป่า ก็จะไม่อยู่ในการควบคุมของเผยโย่ว ขอนางเพียงนางปกปิดตัวตน เขาก็จะไม่มีวันหานางเจอแน่นอน

แต่ว่าเพิ่งออกนอกด่าน ยังไม่ทันได้ดีใจ พวกนางก็ถูกเผยโย่วขวางเอาไว้

ความฝันในครั้งนี้ยาวกว่าครั้งก่อน ดังนั้นนางจึงพบเจอเรื่องต่างๆ อีกครั้งในความฝัน

เผยโย่วไม่ได้โมโหเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เขาเพียงถามนางด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “อยากไปนอกด่านมากขนาดนั้นเชียวหรือ"

“เช่นนั้นให้หลิงหลานพาเจ้าไปเถอะ”

วันที่สอง เขาให้หลิงหลานแต่งงานกับตระกูลหนึ่งที่อยู่นอกด่าน

เวินหนิงกลัวมาก ร้องไห้อ้อนวอนเขา เป็นฝ่ายจูบเขา เขาขึ้นคร่อมนาง กระทั่งนางร้องไห้จนเสียงแหบ บอกกับเขาว่าจะไม่ไปจากเขาอีก เขาจึงยอมปล่อยนางปล่อยนางไป

ภาพสุดท้าย นางนอนบนเตียงด้วยอย่างน่าเวทนา ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากบวมเป่ง เผยโย่วนอนข้างกายนาง มือหนึ่งเท้าศีรษะของตน อีกมือหนึ่งเชยคางของนางขึ้นมา บังคับให้นางมองหน้าเขา

“อาหนิง อย่าว่าแต่วิชาเปลี่ยนใบหน้า แม้เจ้าจะกลายเป็นเถ้ากระดูก ข้าก็จำเจ้าได้”

ตอนกลางดึก เวินหนิงสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง

ผ้าห่มลื่นไถล เหงื่อเย็นที่ไหลอาบไปทั้งตัวทำให้นางหนาวสั่น

‘แม้จะกลายเป็นเถ้ากระดูก ข้าก็จำเจ้าได้’

เวินหนิงนึกถึงแววตาของเขาที่มองมาตอนรับประทานอาหารในวันนี้ เขาตั้งใจพูดถึง ‘เสี่ยวหย่า’ ตอนเขาพูดถึง ‘เสี่ยวหย่า’ เขาสังเกตแววตาของนาง...

เผยโย่วเก่งกาจเพียงใด ชาติก่อนนางไม่รู้ แต่มีหรือที่ชาตินี้นางจะไม่รู้

แม้หน้าตาของนางจะเปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบกับตอนเก้าขวบ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคนเดียวกัน ย่อมเหลือเค้าเดิม เขาต้องสงสัยแน่นอน จึงลองเชิงเช่นนี้

แล้วเมื่อเขาสงสัย...

ไม่ได้ แผนการที่วางไว้ใช้ไม่ได้ผล

หากนางไม่ยอมรับว่าตนคือเสี่ยวหย่า แล้วเขาจะไม่สืบเช่นนั้นหรือ แม้ตอนนี้เขาจะยังสวมเพียงผ้าเนื้อหยาบ แต่อีกไม่ถึงครึ่งเดือน เขาก็จะสอบผ่านและได้เป็นถึงจอหงวน ตามด้วยได้รับการยอมรับจากจวนกั๋วกง ถึงตอนนั้นเขาอยากจะสืบเรื่องของนาง ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว แม้จะสืบไม่พบว่านางใช่เสี่ยวหย่าหรือไม่ ก็สืบรู้ว่าตอนเก้าขวบนางแต่งตัวอย่างไรตอนออกจากจวน

เวินหนิงหายใจหอบ รอกระทั่งลมหายใจสงบค่อยลงจากเตียง

นางไม่ได้ร้องเรียกหลิงหลาน แต่เดินไปรินน้ำชาด้วยตนเอง

นางคิดง่ายเกินไป เช่นเดียวกับในอดีตที่มองความรู้สึกของเผยโย่วที่มีต่อนางเรียบง่ายเกินไป

นางต้องคิดหาวิธีอื่น