ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 4 ตอนที่ 4
ตอนที่ 4
ภายในห้องโถงเงียบสงัด
เวินถิงชุนและเสิ่นเกาหลานต่างคิดไม่ถึงว่า เวินหนิงที่ถูกเลี้ยงอยู่ในเรือนมาโดยตลอดจะพูดเช่นนี้ ด้านเหลียงซื่อตกตะลึงยิ่งกว่า คำพูดที่ตนคิดอยู่นาน เหตุใดเวินหนิงจึงพูดเหมือนทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่ถ้อยคำเดียว
เวินหนิงหลุบตาลง คิ้วบางลู่ลง ไม่ได้รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด
เห็นได้ชัดว่าสำหรับสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน ถ้อยคำนี้ล้ำเส้นเล็กน้อย แต่ตอนที่นางได้ยินหลิงหลานบอกว่าสองตระกูลกำลังหารือเรื่องแต่งงาน ความคิดแรกของนางคือ... แต่งงานไม่ได้เด็ดขาด!
หากกล่าวถึงเพียงเสิ่นจิ้น เขาเป็นคนที่ดีมาก ฉลาดรอบรู้ เป็นคนมีอุดมคติ ทั้งยังดีกับนาง ชาติก่อนหากไม่ใช่เพราะเขาทะเลาะกับเหลียงซื่อใหญ่โต ยืนกรานจะแต่งงานกับนางเท่านั้น นางคงไม่อาจแต่งเข้าตระกูลเสิ่นได้
เมื่อชาติก่อนตอนที่นางอายุเท่านี้ ครั้งหนึ่งเคยมีใจให้เขา ตอนรู้ว่าเขาพลีชีพในสงคราม นางเองก็ร้องไห้ติดต่อกันหลายวัน ทั้งยังตัดสินใจว่าจะครองตัวเป็นหม้าย
แต่นางที่ได้กลับชาติมาเกิดอีกครั้งรู้ดีกว่าใคร การแต่งงาน ไม่ได้แต่งกับสามีของตนเพียงคนเดียว แต่แต่งกับครอบครัวของสามีด้วย
ชาติก่อนหากไม่ใช่เพราะเหลียงซื่อ นางจะตกเป็นของเผยโย่วง่ายๆ ได้อย่างไร
เมื่อนึกถึงเผยโย่ว เวินหนิงโน้มตัวต่ำลง “ท่านพ่อ ท่านลุงเสิ่น ท่านป้าเสิ่น อาหนิงไม่อยากทำเช่นนี้จริงๆ เจ้าค่ะ ทว่าคุณชายรองเป็นคนมีความสามารถ ได้ทั้งบุ๋นและบู๊ คุณชายควรจะเจอสตรีที่ดียิ่งกว่าอาหนิง หวังว่าท่านทั้งสามจะตอบตกลงด้วยเจ้าค่ะ”
พูดถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะพูดถึงงานแต่งงานครั้งนี้ต่อ
แม้จะเป็นไปตามความต้องการของเหลียงซื่อ แต่ตระกูลเสิ่นของนางเปลี่ยนจากฝ่ายรุกเป็นฝ่ายรับ เวินหนิงที่เป็นเพียงสตรีคนหนึ่งพูดเช่นนี้แล้ว ทั้งยังพูดอย่างตรงไปตรงมาและหนักแน่น ทำให้นางเสียหน้ายิ่งนัก นางทำเสียงฮึดฮัดสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกไป
เสิ่นเกาหลานมองเวินถิงชุน แล้วมองไปที่เวินหนิง เขาถอนหายใจ เดินตามภรรยาออกไป
เหลือทิ้งไว้เพียงเวินถิงชุนที่มองเวินหนิงด้วยสีหน้าตกตะลึง
เวินหนิงยังคงก้มหน้าลง
นานพักใหญ่ กว่าเวินถิงชุนจะปรับอารมณ์ได้ เอ่ยถามเวินหนิง “อาหนิง ลูกไม่อยากแต่งงานกับเสิ่นจิ้นแล้วจริงๆ หรือ”
เวินหนิงตอบ “ท่านพ่อ หากตระกูเสิ่นอยากจะทำตามสัญญา วันที่อาหนิงเข้าพิธีปักปิ่น พวกเขาก็ควรให้แม่สื่อมาทาบทามแล้ว แม้เสิ่นจิ้นจะเป็นชายที่ดี ทว่าอาหนิงไม่อยากเอื้อมของที่อยู่สูง”
เวินหนิงคิดได้เช่นนี้ ทำให้เวินถิงชุนแปลกใจ “ช่างเถอะ แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน ดีแล้วที่ลูกคิดได้”
เขาทอดถอนหายใจ สีหน้าฉายความอ่อนโยนเล็กน้อย น้ำเสียงก็โอนอ่อนลงเช่นเดียวกัน “อาหนิงของพ่อจิตใจดี งดงามและมีความสามารถ พ่อจะหาคู่ครองที่ดีให้เจ้า”
…
เดินออกมาจากโถงใหญ่ ดวงอาทิตย์ในฤดูวสันต์ยังคงเฉิดฉาย แสงตะวันส่องกระทบสวนดอกไม้ที่เปี่ยมล้นด้วยกลิ่นหอม เหล่านกกางเขนส่งเสียงร้องจิ๊บๆ ดอกไม้ผลิบานโอนเอนไปตามแรงลม ส่งให้กลิ่นหอมกำจายเป็นระลอก
เวินหนิงสูดลมหายใจรับอากาศที่ทั้งยังสดชื่นและอบอุ่นของฤดูวสันต์ เป็นครั้งแรกที่นางตระหนักรู้ว่าตนเกิดใหม่แล้วจริงๆ ทั้งยังเป็นการเกิดใหม่ที่มีความหมาย ตอนนี้นางเปลี่ยนแปลงการแต่งงานระหว่างตนกับเสิ่นจิ้นได้แล้ว อนาคตนางต้องเปลี่ยนแปลงเรื่องต่างๆ ได้มากกว่านี้ เปลี่ยนแปลงอนาคตของตนเอง เปลี่ยนแปลงอนาคตของตระกูลเวิน
คิดถึงตรงนี้ เวินหนิงอดไม่ได้ที่จะยิ้ม ยิ้มจากขั้วหัวใจ ยิ้มจากแววตา
หลิงหลานเดินตามหลังนาง เดิมทีโศกเศร้าที่การแต่งงานของคุณหนูและเสิ่นจิ้นจบลง โทษตนเองที่ไม่อาจหยุดการกระทำชั่ววูบของคุณหนูได้ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นเวินหนิงยิ้มกว้าง หลิงหลานชะงักไปครู่หนึ่ง
คุณหนูเพียงคนเดียวของจวนเวิน ความงามของนางสะพัดไปทั่วเมืองหลวง ทว่านางกลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย เวินหนิงเป็นสตรีอ่อนโยน โดยมากล้วนก้มหน้าด้วยความเขินอาย ยืนอยู่ด้านหลังผู้คน แม้บางครั้งจะยิ้มบ้าง แต่ย่อมถือพัดขึ้นมาปิด เบือนหน้าหลบด้วยความสง่า ไม่เคยหันหน้าเข้าหาตะวันแล้วยิ้มกว้างด้วยความใจกล้าเช่นนี้มาก่อน คล้ายว่า... รอบตัวของนางกำลังส่องสว่างอย่างไรอย่างนั้น
หลิงหลานกลืนคำพูดที่กำลังจะเปล่งออกมา
หรือว่าก่อนหน้านี้นางเข้าใจผิดคิดว่าคุณหนูมีใจให้คุณชายเสิ่น คิดไม่ถึงว่าการถอนหมั้นคุณชาย ทำให้คุณหนูมีความสุขเช่นนี้
“หลิงหลาน พรุ่งนี้เราไปไหว้พระที่วัดฉือเอินกันเถอะ”
ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณเทพเซียน ขอบคุณพระโพธิสัตว์กวนอิม ที่ทำให้นางมีโอกาสได้เกิดใหม่อีกครั้ง
หลิงหลานรับคำ คล้ายความสุขของเวินหนิงส่งถึงนาง นางจึงมีความสุขไปด้วย
เหลียงซื่อขึ้นชื่อเรื่องความเข้ากับผู้คนยาก ไม่แต่งเข้าตระกูลเสิ่น บางทีอาจจะเป็นเรื่องที่ดี
เวินหนิงอยู่ที่เรือนเซียงถี หลังจากส่งนางกลับไป หลิงหลานก็รีบไปหาพ่อบ้านประจำตระกูลบอกแผนการเดินทางในวันพรุ่งนี้ให้เขา เพื่อจะได้เตรียมรถม้าและบ่าวรับใช้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เวินหนิงเดินเข้าไปในห้อง ทันทีที่เดินเข้าไปในห้องโถงก็เห็นของหวานวางอยู่บนโต๊ะกลม บัวลอยสุราดอกกุ้ยของโปรดของนาง
แม้ของหวานจะเย็นชืดไปแล้ว แต่เวินหนิงยังคงยกขึ้นมากิน
ไม่ใช่เพราะไม่ได้กินนานแล้ว
ช่วงชีวิตปีสุดท้ายของนาง ราวกับตะเกียงที่น้ำมันแห้งเหือด ในที่สุดเผยโย่วก็ไม่กักขังนางอีก เขาให้นางย้ายไปอยู่ในเรือนแถบชานเมือง ถอนกำลังองครักษ์ที่เคยเฝ้าตลอดสิบสองชั่วยาม ทั้งยังตามหาพ่อครัวชื่อดังจากที่ต่างๆ มาทำบัวลอยสุราให้นางกิน ชีวิตสามเดือนสุดท้าย เขาถึงขั้นตามตัวหลิงหลานที่แต่งงานไปไกลกลับมา ด้วยเหตุนี้นางจึงได้กินของหวานที่ชอบทุกวัน
ทว่ารสชาติในตอนนั้น กับตอนนี้ไม่เหมือนกัน
เวินหนิงกินบัวลอยคำแล้วคำเล่า พร้อมกับคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อ
ตอนตื่นจากฝันร้ายนางดีใจที่กลับมาเกิดใหม่ในช่วงเวลาที่ตนยังไม่ได้เจอกับเผยโย่ว แต่แท้จริงแล้วไม่ถูกต้องเสียทีเดียว
ณ ตอนนั้นเผยโย่วยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วงชิงภรรยาของผู้อื่น ให้นางอาศัยอยู่ที่เรือนด้านนอกโดยไม่สนใจว่านางยินยอมหรือไม่ สุดท้ายถึงขั้นแต่งงานกับนางแล้วยกนางเป็นภรรยาเอกโดยไม่สนใจสายตาของเหล่าตระกูลชั้นสูง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะตอนเด็กเขาได้ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ กับนาง
ในตอนนั้นเผยโย่วไม่ได้แซ่เผย เขาชื่อหวังโย่ว เป็นเด็กที่ถูกตระกูลเผยทอดทิ้งให้เร่ร่อนอยู่นอกตระกูล เป็นซื่อจื่อที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ
ส่วนเวินหนิงในตอนนั้นอายุไม่ถึงสิบขวบ นางไม่ประสีประสา นางเที่ยวเล่นกับพี่ชายทั้งสองคน ไม่รู้ว่าสตรีต้องมีความเหนียมอาย นางมักจะแอบใส่ชุดของสาวใช้ เอาโคลนมาป้ายหน้า หนีออกไปเล่นนอกจวนกับพี่ชายทั้งสองลับหลังเวินถิงชุนเป็นประจำ
ตอนนั้นเอง นางได้เจอกับหวังโย่วที่สวมผ้าหยาบ
หวังโย่วยากไร้ อีกทั้งมารดาก็ป่วยหนัก บิดาทำงานสองงานแต่ครอบครัวก็ยังคงอดมื้อกินมื้อ อีกทั้งบิดาก็ให้หวังโย่วร่ำเรียนหนังสือเท่านั้น ไม่ให้ยุ่งเรื่องครอบครัว
เวินหนิงติดตามพี่ชายทั้งสอง รู้ช่องทางการหาเงินหลายช่องทาง ด้วยเหตุนี้นางจึงมักจะพาหวังโย่ว ไปเก็บสมุนไพรและล่าไก่ป่าบนเขา
นางในตอนนั้นตั้งชื่อใหม่ บอกหวังโย่วว่านางชื่อ ‘เสี่ยวหย่า’ เป็นบุตรสาวที่เกิดในครอบครัวยากไร้ในเมืองเฉิงซี
ช่วงเวลานั้นเวิงถิงชุนงานรัดตัว ทั้งยังต้องออกไปทำงานอยู่บ่อยๆ ไปครั้งหนึ่งสิบถึงสิบห้าวัน ตระกูลเวินไม่มีนายหญิง ไม่มีใครห้ามคุณชายทั้งสองและคุณหนูได้
มีครั้งหนึ่งเวินถิงชุนกลับมา เห็นลูกชายทั้งสองเนื้อตัวเปื้อนไปด้วยโคลน กำลังกลับเข้าจวนผ่านโพรงสุนัขที่อยู่เรือนหลังด้วยสีหน้าทะเล้น ด้านหลังมีเวินหนิงแก้วตาดวงใจของเขาที่เนื้อตัวเปื้อนไปด้วยดินโคลนคลานตามมาติดๆ เช่นกัน ชั่วขณะหนึ่งเวินถิงชุนแทบกระอักเลือด โมโหยิ่งนัก
แม้เวินถิงชุนจะมีความทะเยอทะยานในหน้าที่การงาน แต่เพราะลูกชายทั้งสองคนและลูกสาว เขาจึงไม่ยอมแต่งงานใหม่ และยิ่งไม่อยากให้ลูกเสียคน สุดท้ายเขาจึงทิ้งอนาคตตนเอง เอาใจใส่ครอบครัวมากขึ้น นับตั้งแต่นั้นเวินหนิงก็ไม่มีโอกาสได้ออกไปเที่ยวเล่นอีก
เมื่อโตขึ้น เวินหนิงลืมเรื่องเหล่านี้ไปโดยสนิท ไม่คิดว่าจอหงวนหวังโย่วผู้ได้อันดับหนึ่งทุกสนามสอบจนเหล่าขุนนางถึงกับตกตะลึง เผยโย่วที่ในตอนหลังตระกูลเผยยอมรับเป็นซื่อจื่อของจวนกั๋วกงจนทำให้ทั้งเมืองหลวงสั่นสะเทือน จะเป็นเด็กยากไร้คนนั้นที่ในอดีตตนรู้จัก อีกทั้งนางยังเป็นรักแรกของเขา และเฝ้าตามหานางมาโดยตลอด
แต่หากเกิดใหม่ในตอนที่ตนอายุเก้าขวบ นางจะอยู่ในเรือนอย่างเชื่อฟังแน่นอน ไม่มีทางออกไปข้องเกี่ยวกับหวังโย่วที่ภายนอกใสซื่อ แต่จิตใจอำมหิตเลือดเย็น
แต่ตอนนี้นางอายุสิบห้าแล้ว จากระยะเวลาเมื่อชาติก่อน อีกไม่กี่วันผลการสอบคัดเลือกช่วงวสันต์ก็จะออกมาแล้ว เรื่องที่หวังโย่วสอบได้ตำแหน่งฮุ้ยหยวน[footnoteRef:1]ก็จะแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง จากนั้นการสอบหน้าพระที่นั่ง เขาก็ได้คะแนนสูงสุด กลายเป็นจอหงวนแคว้นต้าอิ้นผู้ได้คะแนนสอบอันดับหนึ่งทั้งหกสนามสอบ [1: ฮุ้ยหยวน หมายถึงบัณฑิตที่สอบได้อันดับสูงสุดของการสอบระดับเมืองหลวง]
เพราะชื่อเสียงในครั้งนี้ ทำให้หวังโย่วได้รับความสนใจจากจวนเจิ้นกั๋วกงที่เคยขับไล่เขาไปนาน องค์หญิงใหญ่ผู้ถือศีลกินเจมานานถูกชะตากับเขาตั้งแต่แรกเจอ ด้วยเหตุนี้จึงให้คนไปสืบประวัติของเขา แล้วพบว่าเขาคือลูกชายของนางที่หายตัวไปเมื่อตอนอายุได้เพียงสองขวบ
หวังโย่วที่กลับมาแซ่เผยอีกครั้ง ทุนเดิมเขาก็เป็นคนมีความสามารถเหมาะสมกับการเป็นจอหงวน บวกกับบรรดาศักดิ์ซื่อจื่อของเขา ไม่ได้ทำตัวต่ำต้อยอีก ทุกคนต่างรู้ว่าชายชั้นสูงหน้าใหม่คนนี้เหี้ยมโหด ไร้ซึ่งความปรานี
เวินหนิงในตอนนั้น กำลังรอผ่านสามสื่อหกพิธีกับเสิ้นจิ้น ตบแต่งเป็นสะใภ้ตระกูลเสิ่น
จำไม่ได้ว่านางออกไปซื้อของใช้ในพิธีแต่งงานกับหลิงหลานที่ตลาดครั้งใด นางบังเอิญเจอเผยโย่ว ที่หน้าร้านยาแห่งหนึ่ง
เผยโย่วโตกว่านางหกปี ตอนที่นางอายุเก้าขวบ เขาอายุสิบห้า หน้าตาของนางในตอนนี้เปลี่ยนไปจากตอนอายุเก้าขวบมาก ทว่าหน้าตาของเผยโย่วไม่ได้เปลี่ยนไปจากครั้งแรกที่เจอกันเท่าไหร่นัก แค่ว่าการแต่กายของเขาดูสง่าขึ้นมาก
หากเพียงเจอกัน เวินหนิงอาจจะนึกอะไรไม่ค่อยออกนัก แต่เขาบังเอิญยืนอยู่ตรงหน้าร้านยาที่อดีตนางกับเขาชอบไปด้วยกัน ใบหน้าที่คุ้นเคย ร้านค้าที่คุ้นเคย ดึงความทรงจำของเวินหนิงขึ้นมาในทันที
ขณะที่นางกำลังตกตะลึงอยู่นั้น องครักษ์ของเผยโย่วประสานมือขึ้นแล้วพูด “ซื่อจื่อขอรับ เถ้าแก่บอกว่าไม่รู้จักสตรีนามเสี่ยวหย่า จากสีหน้าแล้วไม่ได้โกหกขอรับ”
สีหน้าของเผยโย่วเย็นชา คล้ายผู้ดีมาโดยกำเนิด ไม่เหลือเค้าความข้นแค้นในอดีตแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินสิ่งที่องครักษ์พูด เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายหงุดหงิดยิ่งนัก ขณะที่เขาหมุนตัวหันหลังบังเอิญสบตากับเวินหนิงเข้าพอดี
เวินหนิงยืนอยู่ไม่ไกลนัก ได้ยินคำพูดขององครักษ์อย่างชัดเจน
เสี่ยวหย่า?
นางไม่ใช่หรือ?
เวินหนิงในตอนนั้นใสซื่อ รู้เพียงว่าจอหงวนหวังโย่วที่คนในเมืองหลวงพูดถึง คือซื่อจื่อเผยโย่วจวนกั๋วกงที่หายสาบสูญไปนาน แต่นางคิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นหวังโย่วที่นางเคยรู้จัก อีกทั้งหลังจากที่เขามีอำนาจอยู่เหนือผู้คนแล้ว ยังจำนางได้?
หวังโย่วจิตใจดีจริงๆ
ในอดีตจากกันโดยไม่ได้ร่ำลา ไม่เคยมีโอกาสได้พบเจอกันอีก ทำให้เขากังวลอยู่นาน คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะเจอนาง
ทางด้านเผยโย่วคล้ายคุ้นหน้านางยิ่งนัก เขาจับจ้องมาที่นาง
นางยิ้ม ทำสีหน้าทะเล้นเหมือนตอนเด็กๆ ที่ชอบทำให้เขา
ดวงตาของเผยโย่วทอประกายทันที แววตาของเขาฉายรอยยิ้ม สาวเท้าก้าวใหญ่เดินมา
ขณะที่เขากำลังจะเดินไปถึงตรงหน้านาง เวินหนิงโน้มตัวลง “เวินซื่ออาหนิง คารวะท่านซื่อจื่อ”
มือที่กำลังจะพยุงนางของเขาหยุดลงกลางอากาศ ครู่หนึ่ง นิ้วมือทั้งห้ากำหมัด ไขว้ไว้ด้านหลัง