ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน

ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 39 รายชื่อเงินรางวัล ตอนที่ 39

#39บทที่ 39 รายชื่อเงินรางวัล

ตอนที่ 39 รายชื่อเงินรางวัล

ในที่สุดเหวินเฉิงเย่าก็รู้แล้วว่าคนที่คลุมกระสอบตีเขาคือเหวินจิ่วเซียว เขาจึงไปฟ้องอู่อันโหว

“ท่านพ่อ ลูกไม่รู้ว่าลูกทำอะไรให้น้องสามไม่พอใจ เข้าใจผิดอะไรทำไมไม่พูดกันดีๆ ทำไมต้องลงไม้ลงมือ ลูกเป็นพี่ชายเขา ลูกจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ลูก ลูก...” เหวินเฉิงเย่าสะอึกสะอื้นอย่างน้อยอกน้อยใจ

เขาอยู่ในกองกำลังจินอู๋ ลางานเพราะบาดแผลเล็กน้อยไม่ได้ เขาต้องหอบใบหน้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลไปทำงานตั้งครึ่งเดือน อับอายขายขี้หน้าที่สุด คนอื่นยังสงสัยในความประพฤติของเขา กองกำลังจินอู๋มีคนตั้งมากมาย ทำไมเขาถึงถูกตีคนเดียว

“เจ้าสามเป็นคนทำจริงหรือ” อู่อันโหวตกใจ และไม่อยากจะเชื่อ

เจ้าสามสุขุมขนาดนั้น เขาจะทำเรื่องเช่นนี้จริงหรือ

“ลูกจะกล้าโกหกหรือขอรับ ลูกตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว มันคือฝีมือของน้องสาม” เหวินเฉิงเย่ายืนยัน

“เหล่าเกิง ไปเชิญคุณชายสามมา” เหล่าเกิงเป็นผู้ดูแลหลักของจวน ฟังคำสั่งจากอู่อันโหวคนเดียวเท่านั้น

เหวินจิ่วเซียวมาถึงอย่างรวดเร็ว เห็นพี่รองอยู่ด้วย โดยเฉพาะสีหน้าโมโหของพี่รองที่มองมายังเขา เขาจึงแค่เหลือบมอง “ท่านพ่อเรียกลูกมามีธุระอะไรหรือขอรับ”

ท่าทางไม่สะทกสะท้านของเขาทำให้อู่อันโหวไม่รู้จะเอ่ยปากเช่นไร เขาหยุดชะงักแล้วเอ่ยว่า “พี่รองของเจ้าถูกตีครั้งก่อน เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่”

“ขอรับ” เหวินจิ่วเซียวยอมรับอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งทําท่าทาง ‘แล้วท่านจะทำเช่นไรหรือ’

เหวินจิ่วเซียวไม่ได้คิดจะปิดบัง หากเขาอยากปิดบัง เหวินเฉิงเย่าจะรู้ได้อย่างไร

เขาต่อยคน พี่รองยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือเขา พยัคฆ์ซ่อนเล็บเช่นนั้นหรือ ไม่สะใจหรอก ดังนั้นเขาจึงจงใจทิ้งเบาะแสเอาไว้ให้พี่รองไปสืบหา

พี่รองช่างไร้ความสามารถ สืบตั้งนานกว่าจะสืบได้ว่าเป็นเขา

“ท่านพ่อ ท่านดูสิ เขายอมรับแล้วขอรับ” เหวินเฉิงเย่าตะโกนอย่างไม่พอใจ

“คนที่ล่วงเกินคนอื่นก่อนควรถูกวิพากษ์วิจารณ์ เจ้าล่วงเกินข้าก่อน”

“ใส่ร้ายป้ายสี น้องสาม ข้าล่วงเกินเจ้าเช่นนั้นหรือ เจ้าอยู่ในศาลต้าหลี่ ข้าอยู่ในกองกำลังจินอู๋ ข้าจะไปล่วงเกินเจ้าได้เช่นไร” เหวินเฉิงเย่าทำท่าทางถูกใส่ร้าย

เหวินจื่วเซียวหัวเราะเยาะ “เรื่องภาพวาด ตราบใดที่ข้ามีของดีๆ เจ้าก็จะอิจฉา เจ้าไม่กล้ามาขอเอง แต่กลับเสี้ยมให้ท่านพ่อออกหน้าแทน”

“แต่เจ้าก็ไม่ได้นำออกมาให้ข้าไม่ใช่หรือ”

“นั่นเป็นเพราะข้านำภาพวาดให้พี่ใหญ่ไปตั้งนานแล้ว ไม่เช่นนั้นด้วยนิสัยของเจ้า ยังไม่รู้ว่าจะเสี้ยมท่านพ่อเช่นไร ไม่ได้ภาพวาด เจ้ายังกุเรื่องนินทาข้า เป็นลูกผู้ชาย แต่กลับเรียนรู้กลอุบายของผู้หญิง ไม่ควรตีเจ้าเช่นนั้นหรือ ท่านพ่อสั่งสอนเจ้ามาตั้งหลายปี สั่งสอนให้เจ้าเรียนรู้กลอุบายของเรือนหลังเช่นนั้นหรือ ข้าแค่สั่งสอนเจ้าแทนท่านพ่อ”

เหวินเฉิงเย่ามักจะแสดงภาพลักษณ์เป็นสุภาพบุรุษที่ใจกว้างและมีมารยาทให้คนอื่นเห็น แต่ตอนนี้เขาโมโหจนพูดไม่คิด “เจ้า เจ้า วันนั้นที่สนามฝึกเจ้าสั่งสอนข้าแล้วไม่ใช่หรือ”

“ยังไม่พอ” หมายความว่าต้องสั่งสอนต่ออีก

เหวินเฉิงเย่าทั้งอับอายและโมโห เขากระทืบเท้า “ข้า ข้า ข้าเป็นพี่ชายของเจ้า”

“ข้าก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ข้าสั่งสอนเจ้ากัน”

เหวินจิ่วเซียวแค่อ้าปากก็ทำให้โมโห เหวินเฉิงเย่าโมโหจนอยากจะตะโกนเสียงดัง แต่เขากลับใจเย็น แม้แต่สีหน้าก็ไม่เปลี่ยน

“หุบปากเดี๋ยวนี้!” อู่อันโหวฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาตะโกนเสียงดัง “นี่มันเรื่องอะไรกัน ไร้สาระสิ้นดี”

แต่อู่อันโหวก็ได้ยินความคับแค้นใจของพวกเขาสองคนอย่างชัดเจน เขารักใคร่เจ้ารองจริงๆ แต่เขาก็ให้ความสําคัญกับเจ้าสาม ถึงแม้เขาจะไม่อยากยอมรับแต่เจ้าสามคือบุตรชายที่มีอนาคตมากที่สุดในบรรดาบุตรชายของเขา โดยเฉพาะเรื่องที่เจ้าสามเคยได้รับคําชมจากฝ่าบาท

ดังนั้นเขาจึงลําเอียงอย่างเปิดเผยไม่ได้ จึงต้องไกล่เกลี่ยบุตรชายทั้งสองคน

“เจ้ารองอยากได้ภาพวาดของเจ้าสามก่อน และยังกุเรื่องทำลายชื่อเสียงของเขา จากนั้นเจ้าสามก็สั่งสอนเจ้ารองแล้ว เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสองคนมีความผิดทั้งคู่ ถือว่าเสมอกันแล้ว เรื่องนี้สิ้นสุดเท่านี้ ต่อไปอย่าได้เอ่ยถึงอีก”

เหวินจิ่วเซียวไม่ได้เสียเปรียบ เขาไม่สนใจอยู่แล้ว “ขอรับท่านพ่อ”

เหอะ ได้เปรียบแล้วยังทำตัวน่าสงสาร! เหวินเฉิงเย่าอยากโต้แย้ง แต่เมื่อสบตาของท่านพ่อที่มองมา เขาจึงต้องกลั้นเอาไว้

เขาก้มหน้าลง ปิดบังสายตาอิจฉาริษยาและเคียดแค้นของตัวเอง กำหมัดแน่น พยายามสงบสติอารมณ์ “ขอรับท่านพ่อ”

อู่อันโหวพยักหน้าอย่างพอใจ “พี่น้องเข้าใจผิดอะไรก็พูดคุยกันดีๆ ไม่จำเป็นต้องต่อยตี คิดว่าคนนอกยังหัวเราะเยาะไม่พอเช่นนั้นหรือ เอาล่ะ ความคับแค้นทั้งหมดของพวกเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปอย่าก่อเรื่องอีก”

เขาเป็นแม่ทัพ แน่นอนว่าต้องตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด พร้อมทั้งเตือนอีกว่า “ต่อไปหากใครก่อเรื่อง ข้าไม่ปล่อยไว้แน่นอน”

เหวินจิ่วเซียวไม่ใช่คนที่เสียเปรียบ เขาย่อมไม่สนใจ “ท่านพ่อไม่ต้องห่วงขอรับ หากไม่มีใครล่วงเกินลูก ลูกไม่ล่วงเกินใครแน่นอน”

หากกางเล็บออกมาอีกครั้ง เขาก็จะสั่งสอนเหมือนเดิม

อู่อันโหวเบิกตาใส่เขา และหันไปมองลูกชายคนรอง เหวินเฉิงเย่าเอ่ยอย่างอ่อนแรง “ต่อไปลูกจะไม่ทําให้ท่านพ่อผิดหวังขอรับ”

อู่อันโหวสีหน้าผ่อนคลายลง “เอาล่ะ พวกเจ้ากลับไปเถิด”

“ขอรับ!”

พวกเขาสองคนเดินออกไปจากห้องหนังสือ และเดินแยกกันออกไปทางซ้ายและขวา ไม่มีใครสนใจใคร

หลังจากลูกชายสองคนออกไปแล้ว อู่อันโหวก็อดคิดไม่ได้ เจ้าสามเปลี่ยนไปเดินเส้นทางขุนนางนักปราชญ์แล้วไม่ใช่หรือ ทำไมยังทำตัวเหมือนขุนนางทหาร

ผ่านมา... อวี๋จือกำลังนับนิ้วมือ ผ่านมาเจ็ดวันแล้ว ในที่สุดเธอก็ออกไปยืดเส้นยืดสายอีกครั้ง

ยังคงเป็นคืนอันมืดมิด ท้องฟ้ามีเมฆมาก ไม่มีดวงดาว และไม่มีพระจันทร์

อวี๋จือนึกถึงประโยคหนึ่งที่เขียนไว้ในไดอารี่ตอนวัยเด็ก กลางคืนคือสีที่แอบซ่อนตัวที่ดีที่สุด

ฮ่าๆ เป็นศิลปินอีกแล้ว

เธอเดินไปตามเส้นทางครั้งก่อน เดินมาถึงกําแพงที่มีโคมไฟสีแดง กำลังจะดูรายชื่อที่ประกาศขอความช่วยเหลือก็มีคนโผล่มาจากข้างหลัง “เฮ้ น้องสาว เจ้ามาแล้ว”

โชคดีที่เขาส่งเสียง ไม่เช่นนั้นดาบสั้นในมือของอวี๋จือคงแทงออกไปแล้ว

“บังเอิญจริงๆ” เจอจังซิ่วคนนี้อีกแล้ว

“ไม่บังเอิญ ข้ามาที่นี่ทุกวัน แต่ว่าน้องสาว เจ้าหายไปไหนมา” จังซิ่วถามด้วยความห่วงใย ไม่รอให้นางตอบ เขาก็บ่นด้วยความน้อยใจ “วันนั้นน้องสาวเอ่ยถึงเรื่องตัดหัว ทําให้ข้าฝันว่ามีผีไร้หัวมาถามหัวกับข้าตั้งหลายวัน”

อวี๋จือกระตุกมุมปาก ลูกผู้ชายยังกลัวผีหรือ ขี้ขลาดเกินไปแล้ว

กลัวเขาบ่นอีก เธอจึงเปลี่ยนเรื่อง “รายชื่อพวกนี้...”

“ล้วนแต่เป็นภารกิจที่ยังทําไม่สำเร็จ มันยากเกินไป ยุ่งยาก ได้ยินว่าเป็นพวกชั่วร้าย หากทําสำเร็จก็จะถูกดึงออกจากรายชื่อประกาศขอความช่วยเหลือ” จังซิ่วอธิบาย

อวี๋จือมอง “ยุ่งยากจริงๆ แต่เงินรางวัลก็สูงมาก เจ้าดูนี่สิ...ทองจำนวนหนึ่งแสน? ข้าไม่ได้ดูผิดไปใช่หรือไม่ ฝ่ายราชการช่างร่ำรวยจริงๆ”

ทองจำนวนหนึ่งแสนแลกเป็นเงินได้เท่าไหร่ คูณสิบใช่หรือไม่ อย่างนั้นก็...หนึ่งล้านตำลึงเงิน

กองใหญ่แค่ไหน ว่ากันว่าภูเขาเงินภูเขาทอง ที่แท้เงินทองกองเป็นภูเขาได้จริงๆ

ขอโทษที จนเกินไป ความยากจนทำให้จินตนาการของเธอมีอยู่อย่างจำกัด อวี๋จือขอโทษเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งในใจ

“เงินเยอะแค่ไหนก็ต้องมีชีวิตอยู่ใช้เงินด้วย รายชื่อแรก แขวนมาเจ็ดปีแล้ว นักล่าเงินรางวัลที่เข้าไปมีตั้งฝ่ามือ”

“ห้าคนหรือ”

จังซิ่วแก้ไขให้ถูกต้อง “ห้าสิบคน”

“เยอะขนาดนี้เลยหรือ เขาคือใคร ข้าขอดูหน่อย” อวี๋จือเข้าไปดูใกล้ๆ เยี่ยมไปเลย แค่คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็มีสิบกว่าคดี เคยฆ่าคนทั้งหมู่บ้าน แล้วยังเคยฆ่าขุนนางในราชสํานัก เขาคนนี้คืออาชญากรที่น่ากลัว ไม่แปลกที่ฝ่ายราชการจะเสนอเงินรางวัลสูงเพียงนี้เพื่อล่าหัวของเขา

“เอ๊ะ ยังมีภารกิจตามหาคน หนึ่งร้อยตำลึงทอง ดูสิว่าตามหาใคร” อวี๋จือมองลงไปข้างล่าง “กวนซานเค่อ?” ชื่อนี้คุ้นมาก เหมือนเคยได้ยินที่ไหน อวี๋จือพยายามนึก

“...ช่วงนี้หลายคนกําลังตามหากวนซานเค่อ แต่คนคนนี้ซ่อนตัวเก่งมาก ไม่มีข่าวคราวของเขาเลยแม้แต่น้อย มีคนบอกว่าเขาเป็นวีรบุรุษช่วยศาลต้าหลี่จับนักโทษหลบหนี แต่พฤติกรรมบ้าคลั่งไปหน่อย แขวนนักโทษหลบหนีไว้หน้าประตูศาลต้าหลี่ยามค่ำคืน วิธีการก็โหดเหี้ยม ตัวนักโทษหลบหนีคนนั้นเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดไหลทั้งคืน ไหลจนจะหมดตัวอยู่แล้ว...”

อวี๋จือ...

เธอนึกออกแล้ว กวนซานเค่อก็คือเธอไม่ใช่เหรอ เธอ... ตอนนั้นเธอแค่ตั้งชื่อไปส่งๆ ไม่ได้คิดอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะจังซิ่วพูดถึงเรื่องที่เคยทํา เธอก็คงนึกไม่ออก

ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 39 รายชื่อเงินรางวัล ตอนที่ 39