ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน

ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 38 เจ้าเห็นหัวข้าหรือไม่ ตอนที่ 38

#38บทที่ 38 เจ้าเห็นหัวข้าหรือไม่

ตอนที่ 38 เจ้าเห็นหัวข้าหรือไม่

เหวินจิ่วเซียวมองดูใบทะเบียนและโฉนดบ้าน เขาขมวดคิ้วแน่น

เขาไปตรอกดอกท้อก็ตั้งใจนําใบทะเบียนและโฉนดบ้านไปด้วย อยากนำไปให้อวี๋จือ แต่ไม่รู้จะเอ่ยเช่นไร จนกระทั่งกลับจวนก็ไม่ได้นำออกมา

ชิงเฟิงเหลือบมองอย่างระมัดระวัง เขาไม่กล้าพูด คุณชายสามอารมณ์ไม่ดี เขาระวังตัวไว้หน่อยดีกว่า

หากอวี๋จือรู้ความคิดของเหวินจิ่วเซียว เธอต้องเสียดายแน่นอน ไม่รู้จะพูดอย่างไร ยังต้องพูดอีกเหรอ โยนให้เธอ เธอก็ดีใจมากแล้ว

ถึงแม้จะโยนลงบนพื้น เธอก็จะก้มลงไปเก็บขึ้นมาอย่างดีใจ

เสียดายที่อวี๋จือไม่รู้ แต่เธอก็ยังอารมณ์ดีอยู่ดี เพราะบ้านเล็กๆ ของครอบครัวจ้าวที่อยู่ข้างบ้านกำลังจะขาย

จ้าวโหย่วจื้อถูกต่อยจนเกือบตาย ต้องใช้เงินจำนวนมากในการรักษา ครอบครัวของเขายังเหลืออะไร

แม่ม่ายคนหนึ่ง น้องสาวคนหนึ่ง ส่งจ้าวโหย่วจื้อเรียนหนังสือก็ลำบากมากพอแล้ว ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาเขาจริงๆ

ป้าหลี่มนุษยสัมพันธ์ไม่ดี เงินสองสามร้อยอีแปะที่ยืมมาจากพี่น้องสกุลเดิมจะพอใช้จ่ายอะไร

ช่วยไม่ได้ จึงต้องขายบ้าน

เพื่อนบ้านที่น่ารำคาญกำลังจะย้ายออกไป อวี๋จือจะไม่อารมณ์ดีได้เช่นไร

พอเธออารมณ์ดี กลางคืนก็ไม่หลับไม่นอน ย้ายเตียงนุ่มมานอนดูดาวที่ลานบ้าน จุดยากันกันยุงที่ทําเองไว้รอบๆ ทำให้ไม่มียุงแม้แต่ตัวเดียว

ดวงดาวบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนราวกับแสงเทียนเล็กๆ หลายล้านเล่มที่กำลังส่องแสงระยิบระยับ

ทันใดนั้นก็มีเงาสีดําวิ่งผ่านหัวไป

อวี๋จือที่กำลังง่วงนอนจึงตื่นขึ้นทันที และไล่ตามไปอย่างไม่คิดอะไร

ไล่ตามไปครึ่งชั่วโมงเต็มๆ ก็ยังตามไม่ทัน อวี๋จือยืนอยู่บนถนนที่โล่งกว้าง ความมืดปกคลุมทุกสิ่ง เธอไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน

มีลมพัดมาจากด้านหลัง อวี๋จือรีบหันไปพร้อมทั้งยื่นมือออกไป แต่คนข้างหลังกลับหยุดมือ “ผู้หญิงหรือ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

อวี๋จือมองเห็นเขาอย่างชัดเจน ตัวสูงมาก สูงกว่าเธอมาก

อวี๋จือสูงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร แต่เธอยังเด็ก น่าจะสูงได้อีก อวี๋จือหวังว่าตัวเองจะสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร

ชายคนนี้น่าจะสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร คนที่เธอเคยเจอก็มีแค่เหวินจิ่วเซียวที่สูงพอๆ กับเขา ไม่เพียงแต่สูง แล้วยังตัวใหญ่ ดูรูปร่าง แค่เอวของเขาก็เท่ากับเธอสองคน ส่วนหน้าตา อวี๋จือเห็นไม่ชัด แต่ดวงตาข้างหนึ่งเป็นประกาย

“ดูถูกผู้หญิงเช่นนั้นหรือ ลองดูหน่อยหรือไม่” อวี๋จือโจมตีชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว

อวี๋จือยังไม่เคยต่อสู้กับคนที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ในยุคนี้ ไม่รู้ว่าการต่อสู้ของตัวเองเป็นอย่างไร ตอนนี้มีโอกาสดีขนาดนี้เธอจะปล่อยไปได้อย่างไร

ชายคนนั้นเห็นว่าอวี๋จือเป็นผู้หญิงจึงไม่สนใจ แต่ใครจะรู้ว่าผู้หญิงคนนี้กลับทำลายความเคยชินของเขา ไม่เพียงแต่รวดเร็ว กระบวนท่ายังซับซ้อน โหดเหี้ยม ส่งผลให้เขาตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก

ส่วนอวี๋จือ เธอกลับยิ่งตีก็ยิ่งพอใจ

“พอแล้ว พอแล้ว ล้วนแต่เป็นสหาย ต่อยข้าทำไม เหนื่อยเสียเปล่า เจ้าเป็นผู้หญิง ข้าอ่อนข้อให้เจ้า” กลิ้งออกไปตั้งไกล และไม่รับหมัดอวี๋จืออีกแล้ว

อวี๋จือเบะปาก “ไม่จําเป็นต้องอ่อนข้อให้ข้า เจ้าสู้ข้าไม่ได้ต่างหาก”

ชายคนนั้นถูกอวี๋จือเปิดโปงแต่กลับไม่โกรธ เขาหัวเราะ “ข้าสู้เจ้าไม่ได้ ผู้หญิงอย่างเจ้า อายุยังน้อย แต่ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ มาจากสำนักไหน ทําอาชีพนี้มานานหรือยัง”

“สำนักชิงอวิ๋น เด็กใหม่ เพิ่งออกมาครั้งแรก” อวี๋จือพูดจาเหลวไหลอย่างเต็มปากเต็มคำ แต่เธอก็ไม่ได้โกหกทั้งหมด เธอเป็นคนของสำนักชิงอวิ๋นจริงๆ แต่แค่สำนักชิงอวิ๋นไม่ได้มีอยู่ในโลกนี้

“สำนักชิงอวิ๋นหรือ ไม่เคยได้ยินมาก่อน”

“โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล มีสำนักตั้งมากมายที่เจ้าไม่รู้จัก สำนักชิงอวิ๋นอยู่บนภูเขา คนนอกไม่มีทางหาเจอง่ายๆ”

ชายคนนั้นเข้าใจทันที “ยอดฝีมือที่ละทางโลกเช่นนั้นหรือ ไม่แปลกที่ฝีมือของเจ้าไม่ธรรมดาเช่นนี้ ข้าชื่อจังซิ่ว แล้วเจ้าล่ะสาวน้อย เจ้าชื่ออะไร”

จังซิ่ว? อวี๋จือมองไปข้างๆ

รูปร่างสูงใหญ่ แผ่นหลังกว้างราวกับเสือ เอวหนาราวกับหมี บนใบหน้ายังมีหนวดเครา แน่ใจหรือว่าชื่อจังซิ่วไม่ได้ชื่อจังหมีน่ะ

“ชื่อของผู้หญิงจะถามกันง่ายๆ ได้เช่นไร” บอกชื่อจริงไม่ได้แน่นอน ตอนนี้ยังคิดนามแฝงที่ฟังดูมีอำนาจไม่ออก อวี๋จือจึงหาข้ออ้าง

แต่จังซิ่วคนนี้กลับไม่พอใจ “เหอะ ผู้หญิงอย่างพวกเจ้าเรื่องมาก แปลกประหลาด เช่นนี้ดีกว่า ข้าแก่กว่าเจ้า เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าน้องสาว” เขาเป็นคนซื่อๆ

เพื่อหลอกถามข้อมูลเพิ่มเติม อวี๋จือจึงอดทน ไม่พูดออกไปว่า “เจ้าต้องเรียกข้าว่าบรรพบุรุษด้วยซ้ำ”

จังซิ่วเป็นคนซื่อจริงๆ ไม่ระแวดระวังอวี๋จือเลยแม้แต่น้อย และในไม่ช้าก็ถูกเธอหลอกถามตัวตนที่แท้จริง

เขาเป็นนักล่าเงินรางวัล แล้วยังให้คําแนะนําอวี๋จือในฐานะผู้อาวุโส อวี๋จือจึงรู้ว่าเมืองหลวงในตอนกลางคืนก็คึกคักอีกแบบ

“เห็นถนนเส้นนั้นหรือไม่ ยามกลางวันมีคนพลุกพล่าน พอถึงยามดึกก็ไม่มีใครกล้าเข้าไป แม้แต่คนตีเกราะเคาะไม้บอกเวลายังหลีกเลี่ยงที่นั่น”

“นั่นเป็นถนนผีหรือ มีผีใช่หรือไม่”

“ไม่รู้ ข้าไม่เคยเข้าไป อาจารย์ไม่อนุญาตให้เข้าไป”

อวี๋จือเบะปาก มันต่างอะไรกับไม่เล่ากัน

“เห็นกําแพงนั่นหรือไม่ เห็นโคมไฟที่สว่างอยู่หรือไม่ จุดโคมไฟสองดวง หมายความว่ามีคําสั่งขอความช่วยเหลือใหม่ หากรับภารกิจก็เคาะบนกำแพงสามครั้ง จะมีหน้าต่างโผล่ออกมา แล้วจะมีคนออกมาตรวจสอบ”

อวี๋จือมองอย่างเงียบๆ “คนที่มาตรวจสอบคือใคร”

“คนของฝ่ายราชการ แต่สวมหน้ากาก ไม่มีใครรู้ว่าเขาหน้าตาเช่นไร”

อวี๋จือแปลกใจ “คนของฝ่ายราชการหรือ”

“ต้องเป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ เหล่านักล่าเงินรางวัลอย่างพวกเราล้วนแต่ช่วยคนของฝ่ายราชการทำภารกิจ แต่ไม่ทําเรื่องผิดกฎหมาย เมืองหลวงอยู่ใต้ฝ่าพระบาทของฝ่าบาท ฝ่ายราชการไม่อนุญาต ยามดึกเช่นนี้ใครจะกล้าออกมา”

เข้าใจแล้ว มีแสงก็ต้องมีเงา นักล่าเงินรางวัลก็คือเงาที่โลดแล่นอยู่ในความมืด ช่วยฝ่ายราชการตามจับนักโทษหลบหนีและอาชญากรที่จับกุมได้ยาก หรือให้ข้อมูลเบาะแสที่มีคุณค่า

“มีแบบ...” อวี๋จือกำลังคิดว่าจะเอ่ยอย่างไร “แบบค้าขายตัวต่อตัวหรือไม่ เช่นคำสั่งฆ่าคน”

“มี มีคนรับงานมืดเช่นนี้เพราะเงิน คนเช่นนี้มักจะโหดเหี้ยม เป็นปลาเน่าในข้องของนักล่าเงินรางวัล ถูกทุกคนดูถูก หากถูกฝ่ายราชการตรวจพบหลักฐานก็จะถูกจับเข้าคุก”

“ติดคุกหรือ ลงโทษเบาเกินไปหรือเปล่า ข้าคิดว่าจะถูกฆ่าตายเสียอีก”

“น้องสาว เจ้าไม่รู้อะไร ความตายไม่มีอะไรน่ากลัว ตัดคอหัวก็ขาด แผลก็ใหญ่แค่นั้น หากเจอเพชฌฆาตที่มีฝีมือ ลมเย็นพัดมาก็ตายแล้ว ไม่ต้องทรมาน แต่ติดคุกไม่เหมือนกัน ได้ยินว่าทรมานมาก แต่ทรมานเช่นไร ไม่มีใครกล้าพูด”

อวี๋จือไม่เชื่อความอัปมงคลนี้ “เจ้าบอกว่าต้องเจอเพชฌฆาตที่มีฝีมือไม่ใช่หรือ หากเจอเพชฌฆาตที่ไม่มีฝีมือล่ะ หากเจอเพชฌฆาตมือใหม่จะทำเช่นไร ตัดคอครั้งหนึ่งไม่ขาด ตัดครั้งที่สอง ครั้งที่สาม เจ้าคิดว่าเจ้าทนต่อความเจ็บปวดนั้นได้หรือไม่”

“แค่ประเดี๋ยวเดียวคงจะทนได้” จังซิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลังเลและไม่แน่ใจ

“ข้าเคยได้ยินว่าต่อให้คอขาดแล้ว คนก็ไม่ได้ตายทันที แล้วตอนนี้เขาเจ็บหรือไม่ เจ็บหัวหรือเจ็บที่ตัว หากมีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งเข้ามา สุนัขสีดําคาบเอาหัวไป ยมทูตเห็นเข้า ผีไร้หัว ไม่เอา ไม่เอา ผีไร้หัวห้ามเข้านรก เขาต้องไล่ถามคนอื่นทั้งวันทั้งคืนว่า เจ้าเห็นหัวข้าหรือไม่”

อวี๋จือเลียนแบบ แล้วยังมีเอฟเฟกต์เสียง

ชายร่างใหญ่อย่างจังซิ่วยังฟังเธอเล่าจนขนลุก “น้องสาว หยุดพูดเถิด น่ากลัวนัก” เขามองซ้ายมองขวา รู้สึกราวกับจะมีผีไร้หัวกระโดดออกมาจากตรงไหนสักแห่ง และไล่ถามหัวกับเขา

ใช่แล้ว น่ากลัว อวี๋จือกำลังจะเดินออกไป เธอไม่อยากนั่งคุยเรื่องตัดหัวคนกับชายร่างใหญ่คนนี้ทั้งคืน

“น้องสาว อย่าเพิ่งไป ข้าถูกชะตากับเจ้า อยู่คุยกันก่อน” จังซิ่วทำเหมือนสนิทสนมกันไม่พอ แล้วยังอาลัยอาวรณ์ “...เราจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่”

อวี๋จือมองบน รู้จักกันโดยบังเอิญ เขายังอยากเจอเธออีกครั้งหรือ

ช่างไร้เดียงสา!

ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 38 เจ้าเห็นหัวข้าหรือไม่ ตอนที่ 38