ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 41 สรุปรวมยอดการทำงานของอวี๋จือ ตอนที่ 41
ตอนที่ 41 สรุปรวมยอดการทำงานของอวี๋จือ
อวี๋จือรู้สึกเหมือนมีคนสะกดรอยตามข้างหลัง แต่เธอไม่แปลกใจ หันไปมองแล้วพาเขาเดินรอบเมืองหลวง
คนที่อยู่ข้างหลังใช่ว่าจะไม่รู้เจตนาของเธอ แต่เมื่อคิดว่าคนคนนี้คือกวนซานเค่อ เขาจึงกัดฟันเดินตามไป
เมื่อเดินรอบเมืองหลวงรอบที่สาม อวี๋จือก็รําคาญ เขาเกิดปีลาเหรอ ชอบเดินวนไปวนมา? อย่างน้อยก็เดินให้เป็นเส้นตรงหน่อยก็ได้
ฉันไม่เล่นกับนายแล้ว อวี๋จือถอดหน้ากากบนใบหน้าทิ้งไป จากนั้นก็วิ่งกลับบ้านไปนอน อ๋อไม่ กลับไปนับเงินต่างหากล่ะ
ชายคนนั้นตามหาเธอตั้งนาน แต่กลับพบแค่หน้ากาก จึงทำได้แต่ยืนที่เดิมอยู่นานก่อนจะเดินกลับไป
“บ่าวไร้ความสามารถขอรับ” ชายคนนั้นพูดอย่างละอายใจ และยื่นหน้ากากในมือออกไป
“ไม่เป็นไร” คนคนนี้คือคนที่สวมหน้ากากคุยกับอวี๋จือ “ในเมื่อเขาคือกวนซานเค่อ เจ้าตามไม่ทันก็ไม่น่าอาย”
เขามองหน้ากากในมือ มันคือหน้ากากที่กวนซานเค่อสวม หน้ากากจงขุย[footnoteRef:1] ขี้เหร่จนทำให้คนไม่อยากมอง กวนซานเค่อจงใจเช่นนั้นหรือ จงใจสวมหน้ากากนี้ [1: จงขุย เทพกึ่งปีศาจในตำนานของจีน]
“แขวนไว้ที่ประตู” เขายื่นหน้ากากกลับไปและเอ่ยต่อว่า “ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย!”
“ขอรับ ใต้เท้า” ใต้เท้าบอกให้ทำอะไรเขาก็ทำตาม ในเมื่อใต้เท้าบอกให้นำไปแขนไว้ที่ประตู เช่นนั้นก็ต้องนำไปแขวนที่ประตู “ใต้เท้า ท่านแน่ใจว่าเขาคือกวนซานเค่อหรือขอรับ”
ชายที่สวมหน้ากากพยักหน้า “ใช่”
เขาสามารถพรรณนาหน้าตาและรูปลักษณ์ภายนอกของหลูหมาจือได้อย่างชัดเจน รอยบาดแผลตามตัวก็ยังรู้ หากหลอกสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ฝีมือการนำตัวคนมานั้นหลอกไม่ได้ นอกจากกวนซานเค่อแล้วยังจะมีใครใช้วิธีเฉพาะตัวเช่นนั้นได้
ดังนั้นชายคนนี้คือกวนซานเค่อ
“เช่นนั้นก็หมายความว่ากวนซานเค่อเป็นชายชราหรือขอรับ”
“ไม่แน่” คนที่สวมหน้ากากยิ้ม “เหล่าจอมยุทธ์จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาได้เช่นไร แต่ว่า ถึงแม้จะเป็นชายชรา เขาก็เป็นชายชราที่ขี้เล่นทีเดียว”
ลูกน้องพอเข้าใจ เอ่ยถาม “เช่นนั้นกวนซานเค่อคนนี้...”
ชายที่สวมหน้ากากสะบัดมือ “ปล่อยเขาไปเถิด” ตราบใดที่เขาไม่ต่อต้านฝ่ายราชการ ไม่ทำร้ายราษฎร ไม่ลักขโมยของ ราชสํานักมีความอดรนทนได้ต่อจอมยุทธ์
จอมยุทธ์กับราชสำนัก ร่วมมือกันไม่ดีกว่าหรือ
กลางคืนยังอีกยาวนาน หวังว่าจะมีนักล่าเงินรางวัลมารับเงินรางวัล เขาดึงรายชื่อนักโทษที่ติดอยู่บนป้ายออก คืนความสงบสุขให้กับต้าชิ่ง
ไปดูกันหน่อยว่ากวนซานเค่อทําอะไรอยู่ เธอนอนหลับอยู่หรือเปล่า
ไม่หรอก ตอนนี้เธอตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เธอวางทองแท่งและก้อนเงินไว้บนเตียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สายตาเป็นประกาย ลูบทองแท่งก้อนเงินทีละอันก่อนจะใส่กลับเข้าไปในหีบอย่างอาลัยอาวรณ์
หัวเราะในใจ อยากให้ตั๋วเงินเธอ คิดว่าเธอโง่เหรอ ไม่รู้หรือว่าบนตั๋วเงินมีหมายเลข ถ้าเธอไม่เอาไปแลกคงไม่เป็นไร แต่ถ้าเธอเอาไปแลก บางทีอาจจะมีคนรอเธออยู่ที่คลังเงินก็ได้
เอาตั๋วเงินไปทำไม ทองไม่น่ารักเหรอ เงินไม่หอมเหรอ
อวี๋จือนอนหลับไปพร้อมกับความคิดนี้นั่นเอง
เช้าวันต่อมา อวี๋จือก็กอดหีบที่บรรจุทองและเงินออกมาสรุปรวมยอดการทำงาน ถ้าเธอไม่ไปตั้งป้ายให้พ่อที่วัดฮู่กั๋ว เธอก็จะไม่เจอนักโทษหลบหนีคนนั้น ถ้าไม่เจอนักโทษหลบหนีคนนั้น เธอก็จะไม่ได้เงินรางวัล
ดังนั้นเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เป็นคนต้องมีความกตัญญู การเป็นบุตรสาวที่กตัญญูย่อมจะได้รับสิ่งตอบแทน
อืม อีกสองวันไปวัดฮู่กั๋ว ไปจุดตะเกียงให้ท่านพ่อดีกว่า
ถ้าเธอไม่เจอจวิ้นจู่ที่อยากกรีดหน้าเธอ เธอก็คงจะไม่ค้างคืนที่วัดฮู่กั๋วเพื่อจะได้แก้แค้น และถ้าไม่ค้างคืนก็จะจับนักโทษหลบหนีไม่ได้ จับนักโทษหลบหนีไม่ได้ก็คงไม่มีกวนซานเค่อ ไม่มีกวนซานเค่อก็ไม่มีเงินรางวัล
ดังนั้น การเป็นมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่พระ เคียดแค้นก็ต้องแก้แค้น แก้แค้นแบบเปิดเผยไม่ได้ก็แอบแก้แค้น เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งชอบคนที่แยกแยะบุญคุณและความแค้นอย่างชัดเจน
สรุปก็คือ เป็นคนดีด้วย เป็นคนอาฆาตแค้นด้วย เป็นคนดีที่มีความสุขและอาฆาตแค้นนั่นเอง
มีเงินมากขนาดนี้ นอกจากจุดตะเกียงให้ท่านพ่อแล้ว ยังต้องทำความดีอีกด้วย
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เหล่าเด็กขอทานก็นำกุ้งมาส่งที่บ้าน อวี๋จือสายตาเป็นประกาย เธอยิ้มแล้วถามว่า “มา มา เข้าแถว ไหนบอกสิว่าตัวเองมีความปรารถนาอะไร วันนี้ข้าอารมณ์ดี ข้าจะช่วยให้ความปรารถนาของพวกเจ้าเป็นจริง”
เด็กขอทานตกใจ อวี๋จือหมายความว่าอะไร ทำไมพวกเขาฟังไม่เข้าใจ
โหวจือที่ฉลาดที่สุดตระหนักขึ้นได้ “ท่านจะช่วยทำให้เราสมปรารถนาจริงหรือขอรับ” ทําไมถึงดูปลอมเช่นนี้
อวี๋จือยิ้มพลางพยักหน้า “ใช่ ข้ารักษาคำพูด พวกเจ้าพูดออกมาเถิด ข้าจะช่วยพวกเจ้าเอง”
“เช่นนั้น...เราอยากเช่าบ้านขอรับ ได้หรือไม่” โหวจือลองถาม
“ได้ เช่าบ้านที่มีลานเล็กๆ ก็แล้วกัน” อวี๋จือหยิบทองแท่งออกมาแท่งหนึ่ง วางบนโต๊ะเสียงดัง ปัง จากนั้นก็เอ่ยอย่างโอ้อวด “นี่สามารถช่วยพวกเจ้าจ่ายค่าเช่าได้หนึ่งปี”
ว้าว! ทอง! ทองแท่งใหญ่มาก!
เหล่าเด็กขอทานอ้าปากค้าง มองดูทองแท่งอย่างไม่ละสายตา
มู่โถวรู้ว่าแม่นางอวี๋พูดจริง นางไม่ได้หลอกพวกเขา เขาอยากปฏิเสธเพราะว่าเขาเก็บเงินได้บ้างแล้ว เพียงพอที่จะเช่าบ้านหลังเล็กๆ ที่มีลานบ้านสักหนึ่งแห่ง แต่เมื่อเขาเห็นเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งราวกับเศษผ้าของฮวาเอ๋อร์ เขากลับปฏิเสธไม่ลง
“ไม่ ไม่เอาลานบ้านขอรับ บ้าน...บ้าน...ก็พอขอรับ” มู่โถวพูดตะกุกตะกัก
“ใช่ ใช่ เรามีบ้านหนึ่งหลังก็พอแล้วขอรับ” เด็กคนอื่นๆ พูดพร้อมกัน
อวี๋จือ “ได้ ตามใจพวกเจ้า เช่าบ้านหนึ่งหลัง อย่างอื่นเล่า”
“ของอร่อย ของอร่อยเยอะๆ ขอรับ” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือเสี่ยวเป่ยที่ตะกละตะกลาม
“ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ฮวาเอ๋อร์ แล้วยังอยากได้เครื่องประดับดอกไม้ด้วยขอรับ” นี่คือตงจือที่รักน้องสาว
“ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้พี่มู่โถวด้วยเจ้าค่ะ” เสียงเจื้อยแจ้วนี่เป็นของฮวาเอ๋อร์น้องเล็กสุด
“ไม่มีปัญหา!” อวี๋จือตอบตกลง จากนั้นก็สั่งป้าเจียงและอิงเถาว่า “อิงเถาวิ่งเร็ว เจ้าไปซื้ออาหารที่โรงน้ำชามาหน่อย ขากลับแวะซื้อเสื้อผ้าสักสองชุด ส่วนเครื่องประดับดอกไม้ พวกเรามีอยู่แล้ว ประเดี๋ยวก็สวมให้ฮวาเอ๋อร์เสีย”
“เยี่ยมไปเลย ขอบพระคุณแม่นางอวี๋ขอรับ”
“มีเสื้อผ้าใหม่แล้ว ขอบพระคุณแม่นางอวี๋ขอรับ”
“ใช่ ขอบพระคุณแม่นางอวี๋ขอรับ แม่นางอวี๋ช่างเป็นคนดีจริงๆ”
รอยยิ้มของอวี๋จือชะงักไป ตอนนี้ถึงคราวที่คนอื่นมอบเกียรติบัตรคนดีให้เธอแล้วเหรอ แต่เมื่อเห็นเด็กๆ ดีใจ อวี๋จือก็ไม่ถือสาอะไร
เธอมองไปที่มู่โถว “เจ้าล่ะ? ทุกคนบอกความปรารถนาของตัวเองหมดแล้ว แล้วความปรารถนาของเจ้าคืออะไร”
มู่โถวเงียบ เขาเม้มปากแน่น อวี๋จือมองเขาท่าทีสนับสนุน “พูดเถิด วันนี้ข้าอารมณ์ดี อยากทําความดี จึงมาแจกเงิน เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก”
“ทะเบียนขอรับ!” มู่โถวอัดอั้นตั้งนานกว่าจะยอมพูดออกมา เขาหน้าแดง ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้ามองหน้าอวี๋จือ เพราะกลัวเห็นสายตาตำหนิของนาง กลัวนางจะคิดว่าเขาโลภมาก
อวี๋จือเข้าใจแล้ว เธอลูบท้ายทอยตัวเอง “ใช่ ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้เช่นไร ไม่มีทะเบียน เกรงว่าคงไม่มีใครให้พวกเจ้าเช่าบ้าน”
เห็นเด็กๆ สีหน้าผิดหวัง อวี๋จือจึงเอ่ยต่อ “ประเดี๋ยวข้าจะหาคนช่วยขึ้นทะเบียนให้พวกเจ้า”
“จริงหรือขอรับ” มู่โถวเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ “ท่าน จะช่วยเราขึ้นทะเบียนจริงหรือขอรับ เรา เราไม่มีเงินให้ท่าน แต่เรา เราทำงานให้ท่านได้ แต่คงต้องใช้เวลานาน...” เขาพูดไม่ปะติดปะต่อกันแล้ว
อวี๋จือเลิกคิ้ว “ข้าจะขึ้นทะเบียนให้พวกเจ้าจริงๆ ไม่ต้องให้เงินข้า คิดเสียว่า...ข้ารวย จึงช่วยจ่ายเงินให้พวกเจ้านิดหน่อย”
มู่โถว...
ทั้งที่เป็นเรื่องที่น่าดีใจ แต่มู่โถวกลับอยากร้องไห้
ใครจะไม่ชอบเงินเยอะ เงินไม่ได้พัดมาตามสายลม ที่แม่นางอวี๋พูดเช่นนี้ก็เพราะช่วยรักษาศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของพวกเขา ขอทานอย่างพวกเขายังเพ้อฝันไปว่าจะแข็งแกร่ง นี่มันเรื่องตลกชัดๆ
เขาเคยต่อว่าว่าเทพพระเจ้าไม่ยุติธรรม แต่ต่อไปจะไม่บ่นอีกแล้ว เพราะเขาได้เจอกับแม่นางอวี๋