ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 42 ชีวิต ช่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ตอนที่ 42
ตอนที่ 42 ชีวิต ช่างโดดเดี่ยวเดียวดาย
หลายปีต่อมา เหล่าเด็กขอทานยังจำเรื่องในวันนี้ได้
วันนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขากินอิ่ม เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้กินเนื้อเยอะขนาดนี้ ถึงแม้แม่นางอวี๋จะเตือนว่าระวังท้องเสีย แต่พวกเขาก็วางมือไม่ลง
นี่มันเนื้อเชียวนะ! พวกเขาโตขนาดนี้เคยดมก็แต่กลิ่น กลับไม่เคยได้กินมาก่อน
วันนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขามีเสื้อผ้าใหม่ พวกเขาล้างมืออย่างสะอาดสะอ้านก่อนจะจับอย่างระมัดระวัง แต่กลับไม่กล้าสวมใส่ เสื้อผ้าที่ดีเพียงนี้ ใส่พังขึ้นมาจะทำเช่นไร ถูกคนอื่นแย่งไปจะทำเช่นไร
วันนี้พวกเขาราวกับกำลังหลับฝัน พวกเขากอดกันและไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง
“แม่นางอวี๋เป็นผู้มีพระคุณของเรา ต่อไปเราต้องขยันขันแข็ง ช่วยงานแม่นางอวี๋” มู่โถวเอ่ยด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม
คนอื่นๆ พยักหน้า “ใช่ แม่นางอวี๋เป็นคนดี!”
“ช่วยงานแม่นางอวี๋”
“ฟังพี่มู่โถว”
ป้าเจียงกําลังสอบถามเรื่องขึ้นทะเบียน นางไปหาผู้นำตรอก แล้วบอกคนนอกว่า “แม่นางอวี๋สงสารที่ข้าไม่มีลูกหลาน จึงหาเด็กขอทานมาเลี้ยงดูข้าตอนแก่ พวกเขารักกัน ไม่ยอมแยกจากกัน จึงรับมาเป็นหลานของข้าทั้งหมด ต่อไปหากจะเหลือแค่เด็กคนเดียวที่กตัญญูรู้คุณ ข้าแก่ไปก็จะได้มีที่พึ่ง แม่นางมีเมตตา ไม่อยากให้พวกเขาไร้ทะเบียน จึงอยากขึ้นทะเบียนให้พวกเขา”
ผู้นำตรอกประทับใจต่อตัวอวี๋จือ รับเงินมาแล้วก็พยายามอย่างเต็มที่ เขาเป็นผู้นำตรอก ไปมาหาสู่กับคนที่ขึ้นทะเบียนในศาลาว่าการบ่อยครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
มู่โถวและคนอื่นๆ ได้รับใบทะเบียนและได้บ้านเช่าแล้ว เป็นบ้านขนาดใหญ่ที่ปลูกเรือนอยู่รวมกัน ข้างในมีสามครอบครัวอาศัยอยู่ มู่โถวและเด็กคนอื่นๆ เข้าไปอาศัยเป็นครอบครัวที่สี่
บ้านขนาดใหญ่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลไม่ใกล้จากตรอกดอกท้อของอวี๋จือ กั้นด้วยถนนสองสามสาย เรียกกันทั่วไปว่าสลัม สภาพแวดล้อมวุ่นวาย มีคนดีเลวอยู่ปะปนกัน ตรอกด้านข้างมีชื่อว่าตรอกจวินจื่อ
อย่างไรก็เป็นเมืองหลวงจึงครึกครื้นไม่น้อย
ถึงแม้ไม่ได้อยู่ใกล้กัน แต่มู่โถวและเด็กคนอื่นๆ มักจะวิ่งมาหาเธอทุกวัน ช่วยกวาดลานบ้าน วิ่งเต้นทำงานเล็กๆ น้อยๆ อิงเถาบ่นว่าพวกเขาแย่งงานนางทำจนหมด
งานที่นางทำมากที่สุดคือช่วยป้าเจียงตั้งแผงลอย ป้าเจียงกลับมาทำกิจการต่อแล้ว มีมู่โถวมาช่วยเข็นรถแต่เช้า ยามเก็บแผงลอยก็ยังช่วยเข็นรถกลับ ไม่ขาดแม้แต่วันเดียว
แม้แต่ป้าเจียงยังชมว่าเขาเป็นเด็กกตัญญู
อวี๋จือไม่สนใจเรื่องพวกนี้ อย่างไรเธอก็ใช้เงินไปแล้ว ส่วนเงินที่เหลือเธอก็ยังจะใช้จ่ายตามอำเภอใจต่อ
ถ้าถามว่าอวี๋จือยังมีอะไรที่ไม่สมปรารถนาก็ต้องบอกว่าเธอยังไม่มีห้องอาบน้ำ
เธอไม่อยากอาบน้ำในถังไม้อีกแล้ว เธอคิดถึงฝักบัวอาบน้ำ คิดถึงน้ำอุ่นที่ไหลลงมาจากด้านบน คิดถึงฤดูหนาวที่อยากอาบน้ำก็ได้อาบ
สร้างห้องอาบน้ำต้องมีน้ำ ต้องขุดบ่อบาดาลในลาน
ปกติถ้าจะใช้น้ำป้าเจียงจะเป็นคนไปตัก ช่วงที่นางข้อเท้าพลิกอิงเถาเป็นคนไปตักแทน นางยังเด็ก ไม่ค่อยมีแรง รอบหนึ่งตักได้แค่ครึ่งถัง ต้องวิ่งไปวิ่งมาหลายรอบทุกวัน
แต่ถ้ามีบ่อน้ำบาดาลในลานตัวเองคงสะดวกทีเดียว ดังนั้นเธอจึงมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นแล้ว อวี๋จือมีเงินพร้อมขุดบ่อบาดาล แต่เนื่องจากลานมีขนาดเล็กเกินไป ไม่มีที่ขุดบ่อบาดาลแล้วจริงๆ
ทำอย่างไรดี ย้ายบ้านหรือ
ไม่ได้ ไม่ได้!
เช่นนั้นก็ต้องขยายบ้าน
อวี๋จือมองไปทางเพื่อนบ้านทางซ้าย ตั้งแต่ครอบครัวจ้าวย้ายออกไปก็ไม่เห็นมีเพื่อนบ้านใหม่เข้ามาอยู่ งั้นก็หาตัวพ่อค้ามาคุยเรื่องซื้อเลยดีไหม ขุดบ่อบาดาลตรงนั้นแล้วเจาะประตูบนผนัง สะดวกดีเหมือนกัน
ป้าเจียงบอกว่าไม่มีที่ปลูกผักนี่นา ลานเล็กๆ ตรงนั้นมีพื้นที่ตั้งเยอะ พอให้นางปลูกผักทั้งสวนได้
อวี๋จือยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเหมาะสม กำลังจะเรียกป้าเจียงกับอิงเถามาปรึกษา แต่จู่ๆ ก็มีความคิดอื่นผุดขึ้นมา
เธอมีหัวหน้าไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องทำเองหมดทุกเรื่อง ใช้ทั้งสมองและแรงงาน เหนื่อยจะตาย!
เธอแค่เสนอแผนการก็พอ เรื่องซื้อบ้านและขุนบ่อบาดาลให้หัวหน้าเป็นคนจัดการดีกว่า
ในฐานะลูกจ้าง ต้องรู้ตําแหน่งของตัวเอง ถ้าเธอทํางานของหัวหน้าหมดอย่างนั้นหัวหน้าจะทำอะไร
คิดว่าหัวหน้าจะดีใจ? รับน้ำใจจากเธอ? ไม่หรอก เขาจะคิดว่าเธออยากฆ่าเขาและมาแทนที่เขาต่างหาก ลูกจ้างที่ทำให้หัวหน้าหวาดกลัว ยังจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างนั้นเหรอ
หลังจากคิดได้ อวี๋จือก็ล้มตัวนอนอย่างขี้เกียจอีกครั้ง
เหวินจิ่วเซียวกลับมาก็ได้ยินสหายร่วมงานเอ่ยถึงกวนซานเค่อ วิทยายุทธ์แข็งแกร่ง ผดุงความยุติธรรม และมีจิตใจที่กล้าหาญ...
เขาหยุดเดิน “กวนซานเค่อที่นำหลูหมาจือมาส่งที่ศาลต้าหลี่เช่นนั้นหรือ”
“อ้อ ใต้เท้าเหวินกลับมาแล้วหรือ ลําบากใต้เท้าเหวินแล้วขอรับ”
สหายร่วมงานเห็นเหวินจิ่วเซียวก็รีบทักทายแล้วเล่าให้เขาฟังเขาอย่างกระตือรือร้น “ใช่แล้วขอรับ กวนซานเค่อคนนั้น”
“ท่านไม่อยู่เมืองหลวงคงไม่รู้ กวนซานเค่อปรากฏตัวแล้ว เขามารับเงินรางวัลไปแล้วขอรับ”
“ใช่ ใช่ ข้าได้ยินว่าวิทยายุทธ์ของเขาแข็งแกร่งมาก เสี่ยวจย่าที่เข้าเวรคืนนั้นสะกดรอยตามเขาตั้งนานยังตามไม่ทัน”
คนที่รู้รายละเอียดมากกว่าเบะปาก “ตามไม่ทันอะไรกัน ถูกเขาแกล้งต่างหาก”
ทุกคนตกใจ “วิชาตัวเบาของเสี่ยวจย่าดีที่สุด แม้แต่เขายังตามไม่ทัน ยอดฝีมือ ยอดฝีมือแน่นอน”
“ทําไมคืนนั้นไม่ใช่ข้าที่เข้าเวร อยากเห็นท่วงท่าของยอดฝีมือจริงๆ”
ทุกคนทำสีหน้าเสียดายและเคารพเลื่อมใสกวนซานเค่อไปพร้อมๆ กัน พากันบ่นว่าตัวเองโชคร้าย
ชายหนุ่มล้วนแต่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นจอมยุทธ์พเนจร
จู่ๆ ก็มีคนพูดว่า “กวนซานเค่อปรากฎตัวสองครั้ง ใต้เท้าเหวินก็ไม่อยู่ในเมืองหลวงทั้งสองครั้ง เช่นนั้นใต้เท้าเหวินไม่โชคร้ายกว่าหรือ”
ทันทีที่พูดจบบรรยากาศเครียดเขม็งขึ้นมา ทุกคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้แต่คนที่พูดก็ยังอับอาย เขารีบขอโทษ “ใต้เท้าเหวิน ข้าไม่มีความหมายอื่น ข้าเพียง ข้าเพียงแค่พูดโพล่งออกมาขอรับ”
คนอื่นก็ช่วยเอ่ยไกล่เกลี่ย “ใช่ขอรับ เขาพูดจาไม่เป็น ใต้เท้าเหวินอย่าได้ถือสาเขาเลยขอรับ”
“ดูสิว่าต่อไปเจ้ายังจะกล้าเอ่ยไม่คิดอีกหรือไม่”
...
เป็นเหวินจิ่วเซียวที่ยกมือขึ้น “ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้ไม่พอใจ พวกเจ้าไปทำงานเถิด ข้าจะไปหาใต้เท้าเฮ่อ”
“เชิญใต้เท้าเหวินขอรับ” ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก เอ่ยพร้อมกันด้วยความเคารพ
เมื่อเหวินจิ่วเซียวเดินออกไปไกล “ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว รีบไปทำงานดีกว่า มีแค่ใต้เท้าเหวินที่ใจดี หากเป็นคนอื่นต้องถูกด่าเปิงแน่นอน” ทั้งหมดพากันแยกย้ายไปทำงาน
เหวินจิ่วเซียวเป็นคนสุขุม พูดน้อย ทว่าแข็งแกร่ง และชื่อเสียงในศาลต้าหลี่ของเขาก็ดีมาก!
ส่วนเหตุผลน่ะหรือ เพราะเขามีภูมิหลังที่ดี มีความสามารถ สามารถรับแรงกดดันของผู้บังคับบัญชาได้ดี ไม่เคยแย่งความดีความชอบของลูกน้อง แล้วยังพาลูกน้องสร้างความดีความชอบ ผู้บังคับบัญชาเช่นนี้ใครจะไม่เคารพ
...
“น้องสาว ข้าจะบอกอะไรให้ กวนซานเค่อปรากฎตัวแล้ว แต่น่าเสียดายที่ข้าไปส่งจดหมายให้อาจารย์ ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง จึงไม่มีโอกาสเจอเขา”
อวี๋จือปวดหัว เธอไปก่อกรรมอะไรไว้ ทำไมถึงเจอจังซิ่วคนนี้อีกแล้ว
หน้าตาราวกับหมี แล้วยังยิ้มซื่อบื้อ ไม่อยากเห็น คำก็น้องสาวสองคำก็น้องสาว อวี๋จือไม่ต่อยเขาก็ดีแค่ไหนแล้ว
พวกเขาสองคนนั่งยองๆ พิงกําแพง อวี๋จือแบ่งเมล็ดแตงโมให้เขาหนึ่งกํามือ แทะเมล็ดแตงโมพลางฟังเขาเล่าความเคารพเลื่อมใสที่มีต่อกวนซานเค่อ
อวี๋จือทนไม่ไหวจึงเอ่ยปากว่า “ทำไมเจ้าไม่คิดว่าเพราะนักโทษหลบหนีคนนั้นรบกวนกวนซานเค่อฟังนิทาน เขาจิตใจคับแคบเจ้าคิดเจ้าแค้น จึงจับตัวนักโทษไปส่งศาลต้าหลี่”
เหมือนข้อสอบการอ่านบนกระดาษสอบของเธอตอนเป็นนักเรียน นักเขียนไม่ได้มีความหมายอย่างนั้น แต่คนออกข้อสอบกลับตีความไปมากมาย ทรมานเด็กรุ่นเธอไม่เบา
“เป็นไปไม่ได้!” จังซิ่วเอ่ยเสียงดัง “กวนซานเค่อจะใจแคบได้เช่นไร”
อวี๋จือกลอกตา “เจ้าเคยเห็นเขาหรือ บางทีเขาอาจจะใจแคบก็ได้ ไม่เพียงแต่ใจแคบ แล้วยังเกียจคร้าน โลภมาก และมากตัณหา”
จังซิ่วเถียงอวี๋จือไม่ได้ เขาใจร้อน ฮึดฮัดไปมาแล้วเอ่ยว่า “กวนซานเค่อไม่ใช่คนใจแคบ”
อวี๋จือ...
ก็ได้ เจ้าชนะ!
พูดความจริงทําไมไม่มีใครเชื่อ ความจริงมักจะอยู่ในมือของคนส่วนน้อย อ้อ ไม่สิ ความจริงนี้อยู่ในมือของอวี๋จือคนเดียวต่างหาก
ในตอนนี้เอง อวี๋จือก็รู้สึกว่าชีวิตของเธอช่างโดดเดี่ยวเดียวดายเสียจริง