ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 37 คุณชายสามรังเกียจข้าหรือเจ้าคะ ตอนที่ 37
ตอนที่ 37 คุณชายสามรังเกียจข้าหรือเจ้าคะ
อะไรนะ เสี่ยเลี้ยงจะเชิญอาจารย์มาสอนเธอ? เธอฟังไม่ผิดใช่ไหม
รอยยิ้มบนใบหน้าของอวี๋จือแข็งทื่อ เธอจะกลายเป็นรูปปั้นอยู่แล้ว
นี่มันเซอร์ไพรส์เหรอ ไม่ใช่ มันทำให้เธอตกใจต่างหาก!
หัวหน้าคิดว่าเธอการศึกษาต่ำ หรือคิดว่าเธอไม่มีความสามารถทางวิชาชีพ จึงต้องจ้างคนมาฝึกอบรมเธอ?
ชายหญิงล้วนแตกต่าง อาจารย์ไม่มีทางเป็นผู้ชาย เธอไม่จําเป็นต้องไปสอบขุนนาง เนื้อหาของการฝึกอบรมต้องไม่ใช่หนังสือทั้งสี่และคัมภีร์ทั้งห้าแน่นอน อย่างนั้นก็คือหนังสือ “ข้อห้ามสตรี” “กฎสตรี” และ “คัมภีร์กตัญญู” พวกนั้น อวี๋จือไม่อยากถูกวางยาพิษ
อวี๋จือคิดแบบนี้ จึงถามออกไปว่า “คุณชายสามรังเกียจที่ข้าเรียนหนังสือน้อยหรือเจ้าคะ” ทำท่าทางน้อยใจ
เหวินจิ่วเซียว...
เขาไม่ได้คิดเช่นนี้ เขาแค่คิดว่าแทนที่จะอ่านนิยายรักๆ ใคร่ๆ เหล่านี้ทุกวัน ทำให้นิสัยของนางเปลี่ยนไป ไม่สู้เรียนหนังสือจริงจังยังจะดีกว่า
“คุณชายสามรังเกียจที่ข้าชอบอ่านนิยาย รสนิยมต่ำ ไม่มีหน้ามีตา”
เหวินจิ่วเซียวรู้สึกว่าตัวเองถูกใส่ร้าย เขาไม่ได้ดูถูกนิยาย นิยายบางเล่มก็เขียนได้น่าสนใจ ไม่ใช่ไม่ให้อ่าน แต่ต้องมีทางเลือกอื่นๆ ด้วย
“คุณชายสามรังเกียจข้าหรือเจ้าคะ”
อวี๋จือถามติดกันสามคำถาม เหวินจิ่วเซียวไม่รู้จะตอบเช่นไร
เขาแสดงออกไม่ชัดเจนหรือ ทำไมนางถึงคิดว่าเขารังเกียจนาง
ดวงตาที่สดใสตรงหน้า สะท้อนให้เห็นใบหน้าเขาอย่างชัดเจน เหวินจิ่วเซียวครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “ไม่ได้รังเกียจเจ้า หากเจ้าไม่ยินดี ข้าก็จะไม่เชิญ”
“คุณชายสามไม่รังเกียจข้าก็พอเจ้าค่ะ” อวี๋จือทำท่าทางถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ขอบพระคุณคุณชายสามเจ้าค่ะ น้ำใจของท่านข้ารับไว้แล้ว ท่านดูแลข้า ข้าซาบซึ้งใจมาก ข้าไม่อยากทำให้ท่านยุ่งยากเจ้าค่ะ”
เหวินจิ่วเซียวอยากบอกว่าไม่ได้ยุ่งยากอะไร ก็ได้ยินอวี๋จือเอ่ยว่า “...เรื่องเชิญท่านอาจารย์ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ หากท่านคิดว่าข้าไม่ควรอ่านนิยาย เช่นนั้นต่อไปข้าจะซื้อหนังสือดีๆ มาอ่าน...”
ประโยคแรกไม่มีปัญหา แต่ประโยคหลัง...เขาไม่ได้หมายความเช่นนั้น
เหวินจิ่วเซียวนิ่วหน้า “แล้วแต่เจ้าเถิด”
ผ่านแล้ว! อวี๋จือดีใจ “คุณชายสาม ข้าวาดภาพได้ไม่เลว ให้ข้าวาดภาพให้คุณชายสามดีหรือไม่เจ้าคะ”
ในฐานะลูกจ้าง แสดงความสามารถด้านอื่นต่อหน้าหัวหน้า ทำให้หัวหน้าคิดว่าที่จริงแล้วเจ้าก็ไม่ได้ไร้ความรู้ความสามารถ ดึงคะแนนความประทับใจที่ลดลงไปกลับขึ้นมา
วาดภาพ? ภาพแผนผังแปดทิศเช่นนั้นหรือ
เหวินจิ่วเซียวรู้สึกไม่อาจรับได้จึงปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ที่ศาลาว่าการมีธุระ ข้าขอตัวก่อน”
ที่จริงอวี๋จือเอ่ยออกไปแล้วก็เสียใจ เขาเป็นคนของศาลต้าหลี่ สายตาเฉียบแหลม ถ้าเห็นช่องโหว่ของเธอ เธอคงดับอนาถ หัวหน้าไม่ดูจะดีกว่า!
แต่สิ่งที่เคยพูดต่อหน้าหัวหน้า เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้
อวี๋จือพาอิงเถาไปซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือ ตั้งแต่หนังสือ “สามร้อยพัน” ถึง “หนังสือทั้งสี่คัมภีร์ทั้งห้า” แล้วยังมีหนังสือสอบขุนนางระดับเคอจวี่ต่างๆ
เถ้าแก่ร้านหนังสือคิดว่าบ้านของเธอมีปัญญาชนสองสามคน จึงให้คนงานในร้านช่วยขนหนังสือกลับมาอย่างกระตือรือร้น
ถ้าร้านหนังสือไม่ช่วย อวี๋จือกับอิงเถาคงขนกลับมาไม่ไหวจริงๆ มันเยอะเกินไป และแน่นอนว่าใช้เงินไปไม่น้อย
หนังสือที่สูงส่งเหล่านี้กินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของชั้นวางหนังสือ จนต้องเอานิยายสอดเก็บไว้ชั้นใต้สุดที่เต็มไปด้วยฝุ่น
ทำแบบนี้ดูเหมือนเธอมีความรู้มากหรือยัง อวี๋จือพอใจ หยิบหนังสือสองสามเล่มออกจากชั้นวาง วางไว้บนโต๊ะสามเล่ม และวางไว้บนเตียงนุ่มสองเล่ม
ไม่ต้องสนใจว่าเธอจะอ่านหรือเปล่า เธอมี! ก็เท่ากับเธออ่านแล้ว
ส่วนเรื่องอ่านหนังสือ อ่านนิยายสนุกกว่า
สำหรับเรื่องที่เสี่ยเลี้ยงไม่ชอบนิยายของเหล่าปัญญาชนที่มีความรู้ อวี๋จือจึงเปลี่ยนมาอ่านนิยายแฟนตาซี อ่านพลางบ่นไปพลาง พรรณนาแบบนี้จืดชืดเกินไป แดนสวรรค์เป็นแบบนี้เหรอทําให้คนหลงใหลไม่ได้เลย
ไม่ได้ คนรุ่นนี้เขียนนิยายไม่น่าอ่านเลย!
อวี๋จือไม่ได้อยากเขียนเอง แค่นิยาย อ่านฆ่าเวลาก็พอแล้ว เธอจะเสียเซลล์สมองนั้นไปทำไม
...
ซูซื่อ ฮูหยินน้อยรองออกมาจากเรือนของมารดาสามี ทำสีหน้าเย็นชาตลอดทาง บ่าวไพร่ข้างทางคารวะนางยังไม่สนใจ
เมื่อเข้ามาในเรือนของตัวเอง “ไม่มีตาหรือ” นางตบหน้าสาวใช้ที่กำลังกวาดพื้นอยู่ข้างทาง
สาวใช้ตกใจจนคุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น “ฮูหยินน้อยรองไว้ชีวิตบ่าวเถิดเจ้าค่ะ”
ซูซื่อไม่หยุดเดิน มีผู้ดูแลรีบเดินเข้ามาปิดปากสาวใช้คนนั้น “ขวางตาฮูหยินน้อยรอง บ่าวจะลากนางออกไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
จากนั้นก็ลากนางออกไป ผู้ดูแลคนนี้ยังถือว่าจิตใจดี เห็นว่าสาวใช้ตกใจจนยืนไม่ไหว นางจึงปลอบใจ “ถือว่าเจ้าซวย บังเอิญเจอฮูหยินน้อยรองเข้า ข้าจะเปลี่ยนงานให้เจ้า เจ้าหลบหน้าฮูหยินน้อยรองเสียบ้าง ให้ผ่านไปสักสองสามวัน”
สาวใช้ราวกับได้รับการอภัยโทษ นางก้มหัวขอบคุณซ้ำๆ ทำเอาผู้ดูแลกลุ้มใจ
เจ้านายอารมณ์ไม่ดี คนเป็นบ่าวก็ต้องระมัดระวัง อย่าว่าแต่ทำอะไรผิด ถึงแม้ไม่ได้ทำอะไรผิดก็กลัวเกิดการผิดพลาด หากไม่ระวังอาจจะถึงตายได้
เฮ้อ!
ซูซื่อโมโหและด่าอย่างแรง “นังแก่!”
ป้าหูตกใจจนต้องรีบไล่สาวใช้ในเรือนออกไปให้หมด สาวใช้ออกไปข้างนอกแล้วยังไม่ลืมที่จะเตือน
“คุณหนูของบ่าว หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง โกรธแค่ไหนก็ต้องอดทนนะเจ้าคะ ถือว่าสงสารบ่าวเถิดเจ้าค่ะ” ป้าหูเช็ดน้ำตา
หากคําพูดนี้แพร่กระจายออกไป โหวฮูหยินมีอำนาจเพียงนั้น ฮูหยินน้อยรองถูกลงโทษไม่พอ แม่นมอย่างนางคงจะถูกเฆี่ยนจนตาย
ซูซื่อยังเป็นห่วงแม่นมตัวเอง นางพึมพํา “ข้าโมโห นางไม่ได้ป่วย แต่แค่อยากทรมานข้า เป็นลูกสะใภ้เหมือนกัน ทําไมพี่สะใภ้ใหญ่ถึงไม่มารับใช้ นางมุ่งเป้ามาที่ข้า”
ป้าหูรีบเกลี้ยกล่อม “คุณหนูของบ่าวเอ่ยเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ ซื่อจื่อฮูหยินยังต้องดูแลท่านซื่อจื่อ แล้วนางยังต้องคัดพระไตรปิฎกอธิษฐานให้โหวฮูหยินนะเจ้าคะ”
ซูซื่อยังโมโห “แล้วยังมีคุณชายสาม ขี้งก น่าโมโห น่าโมโหนัก!”
นางแค่ขอผ้าไหมเยียนหลัวจากเขา ไม่ให้ยังไม่พอแล้วยังไปฟ้องโหวฮูหยิน ผู้ชายอย่างเขาคิดเล็กคิดน้อยกับผู้หญิงอย่างนาง ยังเป็นผู้ชายอยู่หรือไม่ เขาไม่เคยเห็นนางเป็นพี่สะใภ้เลย!
“ส่งคนไปจับตาดูคุณชายสาม จับตาดูชิงเฟิง บ่าวคนสนิทของเขา บ่าวในเรือนของเขา จับตาดูให้หมด ข้าไม่เชื่อว่าจะจับจุดอ่อนของเขาไม่ได้”
ท่านแม่ของซูซื่อเป็นคนมีกลอุบาย ควบคุมอี๋เหนียงเรือนหลังและลูกอนุภรรยาราวกับควบคุมนกกระทา ซูซื่อจึงเรียนรู้กลอุบายของท่านแม่ตัวเองมาบ้าง เป็นมนุษย์ต้องมีจุดอ่อน นางไม่เชื่อว่าคุณชายสามจะสะอาดสะอ้านเพียงนั้น
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ บ่าวจะไปสั่งเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” ป้าหูคล้อยตามนาง
“แม่นม เจ้าคิดว่านางจะหายป่วยเมื่อไหร่” นึกถึงเรื่องนี้ซูซื่อก็กัดฟัน รู้สึกกลัดกลุ้มใจอย่างยิ่ง หากเป็นเช่นนี้ทุกวัน ไม่ช้าก็เร็วนางต้องเป็นบ้าแน่นอน
ป้าหูจะรู้ได้เช่นไร นางจึงเกลี้ยกล่อม “ท่านเป็นลูกสะใภ้ ลูกสะใภ้รับใช้แม่สามี พูดไปถึงไหนก็มีเหตุผล ท่านอดทนอีกหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ยังมีบรรดาอี๋เหนียงอยู่ด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ มีพวกนางอยู่รับหน้า อย่างน้อยท่านก็สบายกว่าเจ้าค่ะ”
“ถูกต้อง!” งานรับใช้ส่วนใหญ่เป็นของบรรดาอี๋เหนียง โดยเฉพาะติงอี๋เหนียง ถูกโหวฮูหยินเรียกใช้บ่อยที่สุด นางเป็นลูกสะใภ้ โหวฮูหยินไม่ค่อยเรียกใช้นางมากนัก
เมื่อเทียบกันแล้ว นางไม่ได้อนาถที่สุด ซูซื่อจึงอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
ตกยามดึก เหวินเฉิงจง คุณชายรองกลับมาจากเรือนติงอี๋เหนียงก็มาบ่นภรรยาตัวเอง บ่นว่านางไม่รู้จักดูแลอี๋เหนียง
ทำเอาซูซื่อโมโหจนทะเลาะกับเขาอย่างรุนแรง
แน่นอนว่าเรื่องของครอบครัวคุณชายรองต้องแพร่กระจายมาถึงเรือนหลัก โหวฮูหยินยิ้มมุมปากแต่กลับไม่เอ่ยอะไร