ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน

ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 7 ในที่สุดคุณชายสามก็มา ตอนที่ 7

#7บทที่ 7 ในที่สุดคุณชายสามก็มา

ตอนที่ 7 ในที่สุดคุณชายสามก็มา

“เฮ้ ไอ้หนู มานี่สิ!” อวี๋จือกวักนิ้วเรียกเด็กขอทานสองสามคนที่กำลังเล่นอยู่ตรงปากซอย

เด็กขอทานสองสามคนที่กำลังเล่นอย่างสนุกสนานหันมามองหน้ากัน ลังเลไม่กล้าเดินเข้ามา

ปกติคนชั้นสูงเหล่านี้มักจะรังเกียจพวกเขา ชอบไล่พวกเขาไปไกลๆ

หญิงสาวหน้าตาดีคนนี้ต้องการอะไร

อย่าคิดว่าเด็กขอทานเหล่านี้ยังเด็ก แต่พวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย ในดวงตาที่ไร้เดียงสาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

“มานี่สิ!” อวี๋จือตะโกนเรียกอีกครั้ง

“เจ้าจะทําอะไร” ขอทานที่ตัวโตที่สุดเดินเข้ามา ถึงจะตัวโตที่สุดแต่ก็อายุประมาณแปดเก้าขวบ เขายืนห่างจากอวี๋จือสามก้าว มีท่าทีหวาดระแวงไปหมด

อวี๋จือราวกับมองไม่เห็น เธอโยนหินไข่ห่านออกไป “เคยเห็นหินเช่นนี้หรือไม่”

เด็กขอทานเม้มริมฝีปากและพยักหน้า “เคยเห็น ริมแม่น้ำนอกเมืองก็มี”

อวี๋จือโยนหินไข่ห่านออกไปอีก “ข้าอยากได้หินเช่นนี้ อยากได้เท่าไหร่น่ะหรือ ประมาณสองตะกร้าใบใหญ่” เธอทำท่าทางขนาดของตะกร้า “พวกเจ้าไปเก็บหินเช่นนี้มาแลกหมั่นโถวกับข้า หรือจะแลกเงินก็ได้”

เด็กขอทานไม่ได้พูดอะไร อวี๋จือก็ไม่สนใจ เธอพูดต่อ “ข้าอยู่ในซอยนี้ เรือนหลังที่สองนับจากเรือนสุดท้าย พวกเจ้ารู้หรือไม่”

“รู้ เรือนที่ขายขนมเซียงปิ่งราดซอส” คนที่พูดเป็นเด็กขอทานผิวดํารูปร่างผอมโซและตาโตมาก ตอนพูดปากของเขาขยุกขยิก มุมปากมีน้ำใสๆ ย้อยออกมา

“แลกขนมเซียงปิ่งราดซอสได้หรือไม่” แค่ได้กลิ่นหอมทุกวันพวกเขาก็นอนไม่หลับ หากได้กินสักคำมันต้องอร่อยมากแน่ๆ

อวี๋จือตกใจ ขนมเซียงปิ่งราดซอสของเธอมีชื่อเสียงขนาดนี้เลยเหรอ เธอมองเขาก่อนจะตอบ “ได้ แค่เก็บหินมาให้ข้า จะแลกอะไรก็ได้”

พูดจบ เธอก็เดินเข้าไปข้างใน

ฝั่งข้างหลังเธอ “พี่มู่โถว เราจะไปเก็บหินจริงหรือ นางคงไม่หลอกเราใช่หรือไม่” เรื่องเช่นนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเจอ

“แน่นอนว่าต้องไปเก็บ นำมาแลกขนมเซียงปิ่งราดซอสได้”

“รู้จักแต่กิน ไม่กลัวถูกวางยาพิษตาย”

เด็กขอทานคิดว่าตัวเองพูดเบาแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าอวี๋จือได้ยินทุกคำ เธอจะสร้างถนนหินไข่ห่านในลานบ้าน อย่างไรก็ต้องซื้อหิน ซื้อจากใครก็เหมือนกัน

สําหรับเรื่องอื่น เธอมีชีวิตมาสามชาติแล้ว จะเอาความเห็นอกเห็นใจมาจากไหนตั้งมากมาย แค่เห็นพวกเด็กขอทานแล้วคิดถึงโลกของการฝึกตน เธอโชคดีที่ถูกผู้อาวุโสเก็บกลับไปสำนักชิงอวิ๋น ไม่อย่างนั้นคงกลายเป็นขอทานไปแล้ว

ทุกคนมีโชคชะตาของตัวเอง อวี๋จือก็แค่รู้จักปล่อยวาง ถ้าให้เธอรับเลี้ยงเด็กขอทานพวกนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ชีวิตของเธอยังลำบากอยู่เลย ผอกวงผู่เจ้า[footnoteRef:1]นั้นเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คนขี้เกียจอย่างเธอ [1: ผอกวงผู่เจ้า (佛光普照) มักจะแปะบนป้ายหรือสลักไว้ในกำแพงของวัดจีน แปลตรงตัวว่า แสงของพระพุทธเจ้าสาดส่องไปทั่ว ความหมายโดยนัยคือปัญญาที่ส่องสว่างภายในจิตใจ]

เช้าวันต่อมา ประตูบ้านถูกเคาะดังลั่น

อวี๋จือเปิดประตูออกไป ข้างนอกมีเด็กขอทานสองสามคนที่เจอเมื่อวานยืนอยู่ ยืนเท้าเปล่า และใช้เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งใส่หินไข่ห่านเอาไว้

“หินที่เจ้าอยากได้” ขอทานที่โตที่สุดเอ่ยปาก

อวี๋จือมองเขาและเลิกคิ้ว “เข้ามาสิ”

เด็กขอทานสองสามคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็เดินตามหลังเธอเข้าไปในลาน ไม่กล้ามองรอบๆ แม้แต่เดินยังเดินเบาๆ กลัวทำพื้นสกปรก

“วางไว้ในตะกร้าเลย” อวี๋จือชี้ไปที่ตะกร้าใบใหญ่ จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องครัว

เมื่อเธอเดินออกมาก็เห็นพวกเขายืนอยู่ข้างตะกร้าแต่มองตรงมาทางนี้ เห็นของกินในมือของเธอ พวกเขาสายตาเป็นประกายทันที เธอยังได้ยินเสียงกลืนน้ำลาย

“หมั่นโถว ขนมเซียงปิ่งราดซอส” อวี๋จือยื่นให้พวกเขา

มีคนเลือกหมั่นโถว มีเลือกขนมเซียงปิ่งราดซอส แต่คนที่โตที่สุดกลับไม่ยื่นมือมารับ “บอกว่าแลกเงินได้ไม่ใช่หรือ”

อวี๋จือตกใจ แต่เธอก็ไม่ปฏิเสธ และหยิบเหรียญทองแดงห้าเหรียญออกมาให้เขา “ได้”

แต่เขากลับไม่รับมา “เจ้าให้มากเกินไป” ไม่ว่าจะเป็นเหรียญทองแดงหรือของกิน ล้วนแต่ให้มากเกินไป

ถึงแม้ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าจะหน้าตางดงาม แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่ห่อหุ้มอยู่ข้างในคืออะไร ประสบการณ์ที่โชกโชนบอกเขาว่าบนโลกใบนี้ไม่ได้มีคนจิตใจดีมากนัก

“เช่นนั้นพวกเจ้าก็ช่วยข้าเก็บก้อนหินต่อ เก็บให้เต็มสองตะกร้าใบใหญ่” หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เหลือบมองเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งบนตัวของพวกเขา อวี๋จือก็พูดต่อไปว่า “ข้าให้พวกเจ้ายืมตะกร้า”

แม้แต่อุปกรณ์ใส่ก้อนหินยังไม่มี เที่ยวเดียวขนกลับมาได้แค่นี้ เมื่อไหร่จะเก็บครบ

ในสายตาของผู้หญิงคนนี้ไม่มีความรังเกียจ แต่เขากลับหน้าแดงและรู้สึกอึดอัดใจ อยากยื่นมือออกไปดึงเสื้อที่ขาดไปครึ่งตัว แต่ก็อดทนไว้

“ขอบ ขอบพระคุณ” ขอทานหยิบตะกร้าใบใหญ่เดินออกไป เดินไปถึงหน้าประตูแล้วหันกลับมา “ข้าจะเก็บก้อนหินให้เจ้าสองตะกร้า”

ทิ้งประโยคนี้ไว้ และวิ่งออกไปราวกับกำลังวิ่งหนี

อวี๋จือตกใจก่อนจะยิ้มและไม่ได้คิดอะไรอีก

อวี๋จือใช้หินไข่ห่านปูเป็นถนนเล็กๆ สองเส้นในลาน หินไข่ห่านที่เหลือก็เอาไปปูเป็นแผนผังแปดทิศตรงกลาง ทำแบบนี้ดูแปลกใหม่ มีกลิ่นอายของสำนักชิงอวิ๋น

เฮ้อ อวี๋จือคิดถึงสำนักชิงอวิ๋นแล้ว โดยเฉพาะเนื้อของสัตว์เทพ

เฮ้อ ตอนนี้อยากกินก็กินไม่ได้

ช่างน่าเศร้า เธอขอเศร้าสักพัก

“ชิงเฟิง ที่นี่หรือ” คนที่เอ่ยคือชายหนุ่มคนหนึ่ง ใส่เสื้อแขนกว้างสีน้ำเงินเข้มทำให้เขาดูรูปร่างสูง บุคลิกที่โดดเด่นไม่ค่อยเข้ากับซอยนี้เท่าไหร่

“คุณชายสามลืมไปแล้วหรือขอรับ แม่นางอวี๋อาศัยอยู่แถวนี้ขอรับ” ชิงเฟิงเตือนเบาๆ

ถึงแม้คุณชายสามของเขาจะความจำดี แต่ว่าเขาไม่เคยสนใจคนและเรื่องที่ไม่สําคัญ

เห็นได้ชัดว่าแม่นางอวี๋คนนั้นไม่ใช่คนสําคัญ เกรงว่าคุณชายสามคงลืมไปแล้วว่าแม่นางอวี๋คือใคร

ชิงเฟิงกำลังจะเตือนต่อ ก็ได้ยินคุณชายสามตอบรับอืม

จำได้แล้วหรือ แต่ทําไมคุณชายสามถึงยังขมวดคิ้ว

เขาจำได้หรือจำไม่ได้กันแน่?

ขณะที่ชิงเฟิงกำลังสับสน คุณชายสามก็ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าแล้ว ชิงเฟิงรีบหยุดคิดฟุ้งซ่านและเดินตามไป

หากชิงเฟิงไม่เตือน เหวินจิ่วเซียวคงจำผู้หญิงที่ตัวเองพากลับมาจากตอนใต้เมื่อสองเดือนก่อนไม่ได้

เขาจําได้ว่านายอำเภอแซ่จังมอบนางให้เขา เรื่องเช่นนี้ตั้งแต่เขาเข้าไปเป็นขุนนางก็เคยเจอบ่อยครั้ง

เขาไม่ใช่คนบ้ากามและไม่มีอารมณ์สนใจผู้หญิง จําไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเช่นไร ส่วนเหตุผลที่เขาแหกกฎรับผู้หญิงคนนั้นไว้ก็เป็นเพราะดวงตากลมโตของหญิงผู้นั้นเต็มไปด้วยน้ำตาและมองมาด้วยสายตาขอร้องอ้อนวอน

เหมือนสุนัขตัวหนึ่งที่เขาเคยเลี้ยงตอนเด็ก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานั้นเขาสงสารนางจริงๆ

แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง หาที่ให้นางอยู่ก็พอ

หากไม่ใช่เพราะวันนี้เขาไล่ตามผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งจนมาถึงที่นี่จึงรู้สึกคุ้นๆ ขึ้นมา เขาคงลืมเรื่องนี้ไปแล้วจริงๆ

ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว เช่นนั้นก็ไปดูสักหน่อย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นคนพานางกลับมา

ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 7 ในที่สุดคุณชายสามก็มา ตอนที่ 7