ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 4 ไปหาคุณชายสามหรือไม่เจ้าคะ ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 ไปหาคุณชายสามหรือไม่เจ้าคะ
ก่อนที่จะหาเงิน มาฝึกฝนร่างกายอันอ่อนแอของเธอก่อนดีกว่า สุขภาพแข็งแรงคือต้นทุนของทุกอย่าง ถ้าไม่ไหวจริงๆ อย่างน้อยเธอก็วิ่งหนีได้
ฝึกฝนหน่อยก็ได้
ทันทีที่ฝึก อวี๋จือถึงกับตกใจ
ถึงแม้ร่างกายของเธอจะอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเป็นร่างที่ดีในการฝึกวรยุทธ์ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเธอก็ฝึกรำดาบได้แล้ว แน่นอนว่าตอนนี้อวี๋จือไม่มีดาบในมือจึงใช้กิ่งไม้แทน
ถึงแม้จะพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฝึกฝนวรยุทธ์ไปแต่ก็ไม่เป็นไร ให้เธอได้อาบยาชำระล้างไขกระดูกสักหน่อยก็จะฝึกวรยุทธ์ได้ดีขึ้นเป็นเท่าตัว
แต่สมุนไพรดีๆ ต้องใช้เงินไม่น้อยเลย เธอ...
คนจนอย่างเธอตั้งใจหาเงินดีกว่า
ทําอะไรดี ชาติก่อนก่อนอวี๋จือเคยอ่านนิยาย นางเอกที่ทะลุมิติไปทําสบู่ทำแก้ว หาเงินได้มากมาย หรือเธอจะลองดูบ้าง
แต่ในไม่ช้าอวี๋จือก็ล้มเลิกความคิดนี้
เธอรู้หลักการทำสบู่และแก้ว แต่เธอไม่รู้วิธีทําแน่ชัด ถ้าอยากทําสบู่และแก้วต้องทดลองหาวิธีไปเรื่อยๆ
ไม่ต้องบอกว่าเธอไม่มีความพยายามขนาดนั้นเลย เพราะถึงแม้จะทำออกมาได้จริง เธอก็คงดูแลกิจการไม่ไหวอยู่ดี!
อวี๋จือไม่มีความคิดทําชุดแต่งงานให้คนอื่น[footnoteRef:1] [1: ทำชุดแต่งงานให้คนอื่น ทำงานให้คนอื่น ลำบากไปก็ไม่ได้อะไร]
ขณะกำลังใช้ความคิด อิงเถาก็เดินเข้ามาช้าๆ
“แม่นางเจ้าคะ บ่าวเขียนเสร็จแล้ว ท่านดูสักหน่อยเถิดว่าบ่าวเขียนถูกหรือไม่” อิงเถายื่นกระดาษให้อวี๋จือด้วยสีหน้าขมขื่น
ช่วงนี้นางเรียนหนังสือกับอวี๋จือ สำหรับนางมันช่างทรมาน ในสายตาของนางตัวอักษรเหล่านั้นหน้าตาคล้ายๆ กันไปหมด ไม่ต้องเอ่ยถึงการเขียน แม้แต่จำนางยังเวียนหัวไปหมด ง่วงนอน
นอกจากฝีแปรงจะอ่อนปวกเปียกควบคุมไม่ได้แล้ว ยังลงน้ำหนักอย่างมาก สิ่งที่นางเขียนออกมาไม่ใช่ตัวอักษรแต่เป็นจุดสีดำ นางฝึกเขียนตั้งหลายวันก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเขียนอะไร
“แม่นาง บ่าวเรียนไม่รู้เรื่องจริงๆ ท่านอย่าให้บ่าวเรียนเลยเจ้าค่ะ” อิงเถาอดร้องขอขึ้นมาไม่ได้
ใช่ว่านางไม่รู้จักชั่วดี แต่นางเรียนไม่รู้เรื่องจริงๆ
กระดาษดีขนาดนี้ พู่กันแพงขนาดนี้ แต่นางกลับใช้จนพัง อิงเถารู้สึกผิด
อวี๋จือเอนตัวพิงเก้าอี้ ไม่ได้ดูการบ้านของอิงเถา แต่กลับเหลือบมองอิงเถาแล้วหัวเราะ
ที่แท้ใบหน้าของอิงเถาเลอะเทอะราวกับแมวน้อย คนอื่นเขียนตัวอักษรบนกระดาษ แต่อิงเถากลับเขียนบนหน้าตัวเอง
ดูตัวอักษรที่นางเขียน เหมือนเครื่องรางกันผีมากกว่าเครื่องรางกันผีซะอีก
ที่จริงแล้วเพิ่งสอนนางเขียนไปแค่สามตัว หนึ่ง สอง สาม สำหรับการทําบัญชีตัวเลขเหล่านี้ต้องเขียนได้จำได้ เมื่อหันกลับมามองบนกระดาษอีกครั้ง อวี๋จือมองเงียบๆ อยู่นาน ขอโทษที่เธอสายตาไม่ดี อ่านไม่ออกจริงๆ
ก็ได้ ยอมรับว่าการเรื่องรู้หนังสือต้องใช้พรสวรรค์นิดหน่อย
ขอโทษด้วยจริงๆ คำสามคํานี้คงเขียนยากเกินไป
หรือว่าสอนเลขอารบิกดีล่ะ
อิงเถาได้ยินอวี๋จือหัวเราะจึงทั้งอายและกังวล “แม่นาง บ่าวไปช่วยป้าเจียงทำไร่ดีกว่าเจ้าค่ะ” นางยอมขุดดินดีกว่าต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้
ไม่แปลกที่บอกว่าเรียนหนังสือนั้นยากลำบาก การเรียนหนังสือคืองานที่ยากลำบากที่สุดในโลกไม่ใช่หรือ
อวี๋จือมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวของอีกฝ่ายแล้วหัวเราะ “บ้านเราไม่ได้มีไร่ให้เจ้าทำ”
เห็นนางเหลือบมองใต้ต้นพุทรา อวี๋จือจึงพูดว่า “ที่นั่นสร้างเป็นสวนดอกไม้แล้ว”
เดิมทีลานบ้านก็มีขนาดเล็ก แม้เธอจะไม่ใส่ใจอะไรแต่กลับทนกลิ่นปุ๋ยคอกไม่ไหว จึงปลูกดอกไม้ให้สดชื่นสบายตาดีกว่า
สายตาของอิงเถาเป็นประกาย “บ่าวสานรั้วเก่งมากเจ้าค่ะ” ทำท่าทีกระตือรือร้น
“ไม่เลว!” อวี๋จือมองนางแล้วเปลี่ยนเรื่องไป “แต่ก็ต้องเรียนหนังสือ”
อิงเถาเหี่ยวเฉาทันที ราวกับดอกไม้ที่ถูกแดดเผาจนเหี่ยวเฉา
ผู้หญิงคนนี้รู้สึกอย่างไรก็แสดงสีหน้า สดใสจนทําให้อวี๋จือมีความสุขได้เสมอ อวี๋จือเห็นนางราวกับลูกหมาคอตก จึงเอ่ยปลอบใจ “เรียนวันละครึ่งชั่วยาม น้อยกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
อิงเถาเงยหน้าขึ้น เห็นว่าอวี๋จือจริงจัง นางจึงกัดฟันพยักหน้า
ครึ่งชั่วยามก็ครึ่งชั่วยาม ทนๆ หน่อยประเดี๋ยวก็ผ่านไป
ท่าทางขมขื่นนั่นทําให้อวี๋จือหัวเราะอีกครั้ง
สายลมพัดผ่าน แสงแดดสดใส อวี๋จือยกมือขึ้น ลมพัดผ่านซอกนิ้วของเธอไป มีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่รู้ลอยมาจากไหนพัดมาด้วย อวี๋จือสบายใจราวกับแมวขี้เกียจ
ที่จริงแล้วนอกจากยากจนไปหน่อย ชีวิตแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ
อิงเถาเรียนหนังสืออย่างขมขื่น ป้าเจียงเข้มงวดกับนางเพราะหวังให้นางได้ดี นางยื่นมือไปดึงหูอิงเถาขึ้นมา “สาวใช้อย่างเจ้าไม่รู้จักชั่วดีจริงๆ ได้เรียนหนังสือกับแม่นางคือวาสนาของเจ้า เจ้ายังไม่พอใจหรือ”
อิงเถาเดินเขย่งเท้าพลางร้องโอดโอย “ป้าเจียง ข้าเจ็บ เจ็บ เบาๆ หน่อยเจ้าค่ะ”
“ถูกแล้วที่เจ็บ เจ็บแล้วถึงจะจํา พูดสิว่าเจ้าจะเรียนหรือไม่ จะตั้งใจเรียนหรือไม่” ป้าเจียงตะโกนด่าเสียงดัง แต่มือกลับจับเบาลง
“เรียน เรียน เรียน บ่าวจะตั้งใจเรียน!” อิงเถาที่ไม่พอใจปิดหูแล้ววิ่งหนีออกไป ป้าเจียงด่าตามไปด้วยความโมโห “ยัยเด็กไม่ได้เรื่องนี่” และยังไม่ลืมสังเกตสีหน้าของอวี๋จือ
อวี๋จือเข้าใจ “ป้าเจียง อิงเถาเป็นคนร่าเริง ท่านค่อยๆ สอนนางเถิด อย่าด่าอย่าตีนางเลย”
ป้าเจียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ปากกลับเอ่ยว่า “แม่นางตามใจนางเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
อวี๋จือยิ้มบางๆ “นางยังเด็ก”
อย่าคิดว่าป้าเจียงด่าอิงเถาแรง ที่จริงนางดีกับอิงเถามาก อิงเถาเย็บปักถักร้อยไม่เป็น ป้าเจียงก็ค่อยๆ สอนทีละเล็กทีละน้อย และในห้องครัวมักจะเก็บหมั่นโถวไว้ให้นางเพราะกลัวนางจะหิว
ระหว่างพนักงาน ไม่ควรแข่งขันกันตลอดเวลา การดูแลซึ่งกันและกันก็สำคัญ
พูดจบป้าเจียงก็ยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน นางลังเลที่จะเอ่ย อวี๋จือจึงถาม “มีเรื่องอะไรหรือ”
ป้าเจียงมีสีหน้ารู้สึกผิด “แม่นาง เงินของเราเหลือแค่สามตำลึงเจ้าค่ะ”
เดิมทีควรเหลือมากกว่านี้ แต่ใช้ไปกับการตัดเสื้อให้แม่นางสองตัวและซื้อพู่กันอีกสองด้าม แม้แต่กระดาษที่ดีหน่อยก็ไม่ได้ซื้อ ทว่าเงินกลับจะหมดแล้ว
“หรือให้บ่าวไปหาคุณชายสามเจ้าคะ” นางลองถาม
ไปหาเสี่ยเลี้ยงอีกแล้วเหรอ ไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด!
อวี๋จือรีบหยุดความคิดที่อันตรายของนาง “ไม่ได้นะ! ไปหาเขาเพราะเรื่องเงินมันน่าเกลียด ป้าเจียงอย่าเพิ่งกังวลไป เรื่องเงินข้ามีวิธี”
เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างอ้อมค้อม “ป้าเจียง ถึงแม้จะมีคุณชายสาม แต่เราเป็นคนนอก จะพึ่งแต่คุณชายสามไม่ได้ เราต้องพึ่งตัวเอง”
เธออยากขี้เกียจ แต่กลับไม่อยากฝากทุกอย่างไว้กับคนอื่น ไม่อย่างนั้นเธอคงใกล้จะจบเห่แล้ว
ป้าเจียงผิดหวัง นางไม่เห็นด้วยกับคําพูดของอวี๋จือ
แต่งงานกับใครก็ต้องพึ่งพาคนนั้น ทำไมถึงพึ่งคุณชายสามไม่ได้ ในมุมมองของป้าเจียง ถึงแม้แม่นางจะอยู่ข้างนอก แต่นางก็เป็นผู้หญิงของคุณชายสาม ผู้ชายเลี้ยงผู้หญิงของตัวเองก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลอยู่แล้ว
“บ่าวฟังแม่นางเจ้าค่ะ”
แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ป้าเจียงก็เห็น ถึงแม้แม่นางจะนิสัยดีพูดจาไพเราะอ่อนหวาน แต่กลับเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง ในเมื่อแม่นางไม่ให้ไปหาคุณชายสามเช่นนั้นนางก็จะไม่ไป