ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 43
ตอนที่ 42 สี่อย่างนี้ไม่เอา ที่เหลือเอามาให้หมด
เด็กหนุ่มผมเกรียนหยิบจดหมายแนะนำออกมาอย่างว่าง่าย พลางแนะนำตัวว่า “สยงพั่วเทียน พี่เรียกผมว่าสยงเอ้อร์ก็ได้ ผมก็มีจดหมายลายมือของอาจารย์มาเหมือนกัน อาจารย์ของผมคือปรมาจารย์วิชาหมัดวั่นกู่หมิง!”
สยงพั่วเทียนส่งจดหมายแนะนำมาให้แล้วหัวเราะฮ่าๆ ถามว่า “อาจารย์ คุณมีวิชาคงรูปลักษณ์เยาว์วัยใช่หรือเปล่า ดูหน้าแล้วเด็กกว่าพวกเราอีก สอนวิชานี้ให้ผมได้ไหมครับ”
หูฮวนอึ้งไปแล้ว เขาเหมือนจะรู้สึกว่ามีตรงไหนสักตรงที่อีกฝ่ายเข้าใจผิด
นักพรตหนุ่มชิงโยวแค่นเสียงดังเหอะ พูดสอดขึ้นมาว่า “วิชาพวกนี้ล้วนเป็นวิชาลับไม่สั่งสอนคนนอก จะสอนนายได้ยังไงกัน! ต้องสร้างคุณงามความชอบครั้งใหญ่แก่ประเทศชาติเท่านั้นถึงจะได้รับเป็นรางวัล”
สยงพั่วเทียนด่าสวนทันควัน “ท่าทางเหมือนมิจฉาชีพอย่างแก ดูไม่เหมือนตัวดีอะไร ไม่แน่วันไหนคงทำผิดกฎหมายถูกจับเข้าตาราง ยังจะคิดถึงสร้างคุณงามความชอบอะไรอีก”
ชิงโยวเองก็ไม่ลดราวาศอก หูฮวนเห็นว่าทั้งสองคนกำลังจะทะเลาะกันอีกหนก็กระแอมเบาๆ บอกเสียงเรียบว่า “ผมก็เป็นนักเรียนเหมือนกับพวกคุณนั่นแหละ ตอนนี้แค่ถูกเกณฑ์ให้มาดูแลการเช็คชื่อเท่านั้น”
เด็กหนุ่มทั้งสองคนตกตะลึงพร้อมกัน พวกเขาจ้องหูฮวน ก่อนที่ชิงโยวจะถามขึ้นมาอย่างอดใจไม่ไหว “นายเป็นพวกเกิดมาหน้าเด็กเหรอ”
หูฮวดทำหน้าอิหลักอิเหลื่อ ตอบว่า “ผมเป็นนักเรียนม. 1”
ใบหน้าของเด็กหนุ่มสองคนแดงก่ำอย่างรวดเร็วชนิดที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
พวกเขาต่างสืบทอดวิชามาจากอาจารย์ก่อนจะถูกเรียกตัวมาเข้าร่วมกองพลมังกรเร้น ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงล้วนทะนงในตนเอง รู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากคนอื่นๆ พอพบคนอย่างหูฮวนเข้า ปฏิกิริยาแรกจึงคิดว่าเจ้าคนนี้จะต้องเป็นคนรุ่นผู้อาวุโสที่หาวิธีทำให้ตัวเองหน้าเด็กแน่...
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะระหว่างที่ทั้งสองคนเล่าเรียนวิชามาเคยได้ยินเรื่องเล่าน่าอัศจรรย์พันลึกมากมาย อีกทั้งพวกเขายังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างปิดกั้น จึงคิดไปทางด้านนั้นได้ง่ายมาก
เด็กหนุ่มทั้งสองคนตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียว “นายเพิ่งม.1 จะเก่งขนาดนี้ได้ยังไง”
หูฮวนลูบศีรษะ ถอนหายใจตอบว่า “หัวหน้าชั้นของพวกเราก็ม.1 ตอนนี้พลังขั้นสามแล้ว แข็งแกร่งจนทิ้งห่างพวกเราไม่เห็นฝุ่น ระดับอย่างผมเพิ่งจะอยู่ตรงไหนเอง ที่ฐานของพวกเรา ผมติดอยู่ในสิบอันดับแรกในกองร้อยก็ไม่เลวแล้ว”
หูฮวนไม่ได้ตั้งใจแสร้งถ่อมตัว ตัวเขาเป็นแค่ ‘นักเรียนธรรมดา’ ที่ครอบครองพลังพิเศษต้นกำเนิดพลังวิญญาณและมีค่าปลุกพลังหกสิบห้าจุดเก้าเปอร์เซ็นต์คนหนึ่งก็เท่านั้น ต่อให้ใช้การ์ดฝูงแมลงกินปราณซึ่งเป็นการ์ดเทววัตถุระดับโกล์ดแรร์ใบนี้ เขาก็มีพลังเทียบเท่าแค่ผู้ถือครองพลังขั้นสอง ในกองร้อยที่เขาอยู่ แค่ผู้ถือครองพลังขั้นสองก็มีอยู่ตั้งหลายคนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ขั้นกับความสามารถก็ไม่ได้สัมพันธ์กันโดยตรงสักหน่อย เขามั่นใจสิบเต็มสิบว่าตนเองสู้ครูฝึกหลัวซื่อไห่ไม่ได้อย่างแน่นอน แม้แต่เซียวเจี้ยนเซิงที่เพิ่งจะปลุกพลัง เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะจัดการได้ จัดตัวเองอยู่ในสิบอันดับแรก หูฮวนก็นับว่าค่อนข้างมั่นใจในตัวเองแล้ว
แต่ชิงโยวกับสยงพั่วเทียนไม่คิดแบบนั้น ความเร็วระดับ B ที่หูฮวนเพิ่งจะแสดงให้เห็นน่าหวาดกลัวจริงๆ ในกองร้อยที่พวกเขาสังกัดไม่เคยพบสหายร่วมรบที่มีความเร็วเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ที่ทั้งสองคนจะคิดว่า ‘เพื่อนร่วมชั้นเรียน’ คนนี้เป็นคนตอแหล พวกเขาต่างหัวเราะหยันในใจ
ชิงโยวมาจากสำนักหลิงเป่า สำนักแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอยู่พอสมควร เขารู้เรื่องราวเบื้องหลังมากกว่าอยู่บ้าง จึงคิดในใจว่า เจ้าหมอนี่จะต้องมาจากคุนหลุนแน่ ไม่อย่างนั้นก็คงมาจากสถาบันวิจัยกลาง!
สยงพั่วเทียนพึมพำคนเดียวในใจ อาจารย์เคยบอกฉันว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน หนึ่งบนหนึ่งล่าง....แล้วอาจารย์บอกว่าอะไรต่อนะ
หูฮวนนำทางทั้งสองคนมายังตึกเรียน หลังจากให้ทั้งสองคนเซ็นชื่อรายงานตัวแล้วก็กำชับเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันอีกเล็กน้อย สุดท้ายก็พรูลมหายใจออกมา คิดในใจว่า ฉันจะได้กลับไปพักสักที วันนี้วุ่นวายจนไม่ได้ทำอะไรเลย
เด็กหนุ่มทั้งสองคนต่างเห็นอีกฝ่ายขัดตา แม้แต่ลิฟต์ยังต้องแยกกันใช้คนละตัว หูฮวนรู้จักดูสถานการณ์จึงไม่ตามไปร่วมชมเรื่องสนุกระหว่างพวกเขาสองคน เขาเตรียมตัวจะแยกกลับไปห้องพักของตัวเองก่อนสองคนนั่น
ทว่าไม่ทันไรประตูลิฟต์ก็เปิดออก เด็กสาวผมทองเดินสบายใจเฉิบออกมา เมื่อเธอเห็นหูฮวนก็มีท่าทางร่าเริงมากกว่าเดิม เธอกวักมือแล้วบอกว่า “พี่สาวจะพานายไปกินเป็ดย่าง ฉันสืบมาแล้ว ฝั่งตรงข้ามมีร้านหนึ่งชื่อว่าเซิ่งหย่งซิง พ่อครัวมือเก๋าจากร้านเฉวียนจวี้เต๋อของปักกิ่งออกมาเปิดร้านเอง รสชาติอย่างต้นตำรับ”
แต่เดิมหูฮวนคิดจะปฏิเสธอยู่เต็มหัวใจ แต่พอได้ยินคำว่าเป็ดย่าง ปากก็ปฏิเสธคำสั่งจากสมอง เอ่ยตอบทันควัน “พี่สาวใจป้ำจริงๆ!” จากนั้นร่างกายก็ก้าวตามเด็กสาวผมทองไปทันที
ทั้งสองคนเดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่ มีคนไม่น้อยเห็นภาพนี้ ในหมู่คนเหล่านั้นมีเซียวเจี้ยนเซิง ชิงโยว สยงพั่วเทียน แล้วก็ยังมีหลิงหูอินกับเหยียนหลิงเซ่อด้วย!
เรื่องระหว่างหูฮวนกับเด็กสาวถูกลือกันไปทั่วชั้นเรียนรุ่นที่ยี่สิบห้าในชั่วพริบตา เพราะหูฮวนถูกเกณฑ์มาช่วยงานเป็นคนต้อนรับ นักเรียนทุกคนจึงรู้จักเขากันหมด ดังนั้นจึงไม่มีใครพูดถึงเด็กสาวผมทอง ศูนย์กลางของพายุการนินทารวมอยู่บนตัวนักเรียนเสี่ยวหูตั้งแต่ต้นจนจบ
เด็กสาวผมทองมีชื่อว่าหลิงเซียว หูฮวนรู้ตั้งแต่ตอนที่เธอเซ็นชื่อรายงานตัวแล้ว ชื่อของนักเรียนห้าสิบเจ็ดคนของชั้นเรียนฝึกอบรมพิเศษรุ่นที่ยี่สิบห้า หูฮวนล้วนจดจำได้ทั้งหมด ที่เขาถูกเกณฑ์มาช่วยงานทั้งวันนับว่าไม่เสียเปล่า
เขาตามหลิงเซียวมานั่งที่โต๊ะอาหารของร้านเซิ่งหย่งซิง มองดูเด็กสาวผมทองหยิบเมนูอาหารขึ้นมาสั่งบริกร “อาหารจานนี้ จานนี้ แล้วก็จานนี้ กับจานนี้...”
หูฮวนเหลือบตามอง พอเห็นหลิงเซียวสั่งอาหารเรียกน้ำย่อยสี่จานเล็กๆ มาก็แอบเศร้าใจเงียบๆ นึกเสียใจที่ตอนเย็นกินข้าวที่โรงอาหารมาน้อยเกินไปหน่อย
“สี่อย่างนี้ไม่เอา ที่เหลือเอามาให้หมด”
ทันใดนั้นหูฮวนก็รู้สึกว่าตอนบ่ายตัวเองกินมากไป ไม่น่าหาเวลาว่างแวบออกไปกินมาเลยจริงๆ
ในฐานะคนที่มาเกาะกินข้าวฟรี อย่างไรก็ต้องมีสำนึกสักหน่อย เขาถามอย่างกังวล “พี่หลิง สั่งเยอะขนาดนั้น อีกเดี๋ยวคิดเงินจะทำยังไงล่ะ”
หลิงเซียวหัวเราะฮ่าๆ แล้วตบโต๊ะ พูดเสียงดังว่า “แค่ร้านเป็ดย่างเล็กๆ ร้านหนึ่ง ยังไม่มีคุณสมบัติพอทำให้ฉันจ่ายค่าอาหารไม่ไหวหรอกน่า ไม่ใช่ร้านมิชลิน โรงแรมที่พำนักแขกบ้านแขกเมืองสักหน่อย ไหนเลยจะทำให้พี่สาวคนนี้อับอายขายขี้หน้าได้ง่ายๆ ต่อให้เป็นสถานที่พวกนั้นก็มีแต่ตอนที่พี่สาวคนนี้ก่อเรื่องจนถูกตาแก่ระงับบัตรเครดิตเท่านั้นแหละ ถึงจะอับอายขายหน้าแบบนั้นได้”
หูฮวนจึงเงียบ เขาตัดสินใจว่าอีกเดี๋ยวจะกินให้มากสักหน่อย
เซิ่งหย่งซิงเป็นร้านเก่าแก่ ไม่นานบริกรก็ยกอาหารรองท้องแบบเย็นมาก่อนเป็นอย่างแรก จากนั้นพ่อครัวก็เข็นรถเข็นที่วางเป็ดย่างเข้ามา หั่นเนื้อเป็ดออกมาเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าลูกค้า พิถีพิถันให้แต่ละชิ้นมีหนังติดอยู่ ทำตามธรรมเนียมดั้งเดิม
หูฮวนไม่เกรงใจ เขาส่งแผ่นแป้งบางๆ แผ่นหนึ่งเข้าปาก จากนั้นยัดเนื้อเป็ดชิ้นหนึ่งตามเข้าไป กินมือระวิง สองมือขยับดุจสายลม
หลิงเซียวแต่งตัวหัวขบถอย่างยิ่ง แต่เธอกลับกินอย่างสุภาพเรียบร้อย ก่อนอื่นใช้น้ำร้อนลวกตะเกียบ หลังจากนั้นจึงเลือกอาหารรสอ่อนกินสองสามคำ เธอเห็นหูฮวนกินอย่างดุเดือดมากก็อดหัวเราะไม่ได้ “วันหลังพี่สาวเลี้ยงข้าวนายทุกวันเลยดีไหม”
หูฮวนพยักหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาไม่เคยกินเป็ดที่อร่อยเท่านี้มาก่อนเลยจริงๆ หากชีวิตคนเราได้กินเป็ดหนึ่งตัวทุกวัน นั่นคงเป็นเรื่องน่าอิ่มเอมยิ่งนัก
หลิงเซียวกินไปสองสามคำก็วางตะเกียบไม่กินต่อ สองมือเท้าคาง มองหูฮวนกิน เธอรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้น่าสนุกกว่าคนรุ่นเดียวกันที่ตัวเองเคยเจอมาทั้งชีวิต
“นายชื่อหูฮวนเหรอ”
หูฮวนพยักหน้า เขาไม่รู้สึกสักนิดว่าการที่อีกฝ่ายรู้จักชื่อของตัวเองเป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไร
“นายเป็นสายนักรบ”
“อือฮึ”
“เคยคิดอยากเปลี่ยนสายพลังบ้างหรือเปล่า สายนักรบโด่งดังเรื่องเป็นสายพลังที่ถูกใช้แล้วทิ้ง แล้วยังไม่มีบทบาทสำคัญอะไร พลังพิเศษที่ปลุกพลังขึ้นมาล้วนแต่เป็นขยะ”
หูฮวนกลืนเนื้อเป็ดในปาก จากนั้นยัดตีนเป็ดมัสตาร์ดเข้าปากอีกคำหนึ่ง แล้วถึงเค้นประโยคหนึ่งออกมาได้ “ผมไม่เลือกสายพลังเทวมารหรอกนะ พลังสายนั้นน่ะมีปัญหา”