ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 44
ตอนที่ 43 ตระกูลหลิงแห่งสายพลังเทวมาร
หลิงเซียวตกตะลึงอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ โพล่งออกมาว่า “นายรู้ได้ยังไง บนโลกนี้ คนที่ล่วงรู้ความลับนี้มีไม่เกินห้าคนอย่างแน่นอน”
หูฮวนเกือบจะสำลักเนื้อเป็ดติดคอตายแล้ว เขาถามอย่างตกตะลึง “เป็นไปได้ยังไง”
หลิงเซียวชูนิ้วที่เรียวเหมือนต้นหอมห้านิ้วขึ้นมา แล้วบอกเสียงเบาว่า “สมาคมเทวมารของพวกเรา มีแต่ผู้อาวุโสซุนกับผู้อาวุโสหูสองคนเท่านั้นที่ล่วงรู้ความลับนี้ พวกเขาเป็นบรรพจารย์เมื่อนานมาแล้วของตระกูลหลิงของเรา นอกจากนี้ก็มีฉันกับลุงใหญ่ของฉัน แม้แต่พ่อของฉันยังไม่รู้เลย บรรพจารย์ซุนกับบรรพจารย์หูไม่น่าจะบอกต่อผู้อื่น ตระกูลหลิงของพวกเราก็ไม่มีทางบอกคนนอก นายเดาออกมาได้ แค่อาศัยการ์ดใบนั้นที่ฉันให้นายอย่างนั้นเหรอ น้องหู นายอัฉริยะมาก!”
หูฮวนนิ่งงันไปแล้ว เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองพูดไปเฉยๆ ประโยคเดียวจะไปเกี่ยวโยงถึงความลับอันลึกล้ำเช่นนี้ เขาเพียงแต่เห็นคนสองคนเคยเอ่ยถึงสิ่งอยู่ในบันทึกกับจดหมายเท่านั้น ความจริงการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์มีจุดอ่อนอะไร หูฮวนเองก็บอกออกมาไม่ได้เหมือนกัน
เขาถามหยั่งเชิง “คนที่รู้เคล็ดวิชาลับในการฝึกบำเพ็ญของพลังสายเทวมารไม่ได้เดินทางไปโพ้นทะเล หายไปอย่างไร้ร่องรอยกันแล้วหรอกเหรอ”
หลิงเซียวหัวเราะเบาๆ ย้อนถามกลับว่า “พวกนายพูดถึงตระกูลหลิงของพวกเราแบบนั้นเหรอ”
“บอกว่าแดนไกลโพ้นทะเลก็ถูกอยู่ แต่หายไปอย่างไร้ร่อยรอยใช่เสียที่ไหนเล่า ตระกูลหลิงของพวกเรานับว่าออกมามีบทบาทอยู่พอสมควร อย่างน้อยในตระกูลก็มีผู้ถือครองพลังหลายสิบคนที่มีบทบาทอยู่ในแต่ละประเทศ ไม่อย่างนั้นการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์ที่พวกนายแย่งชิงกันประมูลจะมาจากไหนกัน พวกนั้นน่ะอย่างน้อยก็มีสามส่วนเป็นสินค้าที่ออกมาจากตระกูลหลิงของพวกเรา”
กลางหว่างคิ้วของหูฮวนเจ็บแปลบนิดๆ ในสมองมีความทรงจำชุดหนึ่งผุดขึ้นมา ความทรงจำช่วงนั้นแต่เดิมก็มีอยู่ในสมองอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดหายไปส่วนหนึ่ง ทว่าในชั่วพริบตาที่หลิงเซียวเล่าความเป็นมาของตระกูลหลิงให้เขาฟัง ความทรงจำที่เว้าแหว่งเหล่านั้นก็ถูกเติมเต็ม
ตระกูลหลิงแห่งสายพลังเทวมารถือกำเนิดมาได้เพราะบรรพจารย์แซ่ซุนกับแซ่หูคิดค้นวิชาและช่วยเหลือเงินทุน ต่อมาตระกูลหลิงก็ได้ร่ำเรียนเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญสายเทวมารจากบรรพจารย์ทั้งสอง เมื่อกุมความรู้ในการสร้างการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์ของสายพลังเทวมารแล้วไว้ในมือแล้ว พวกเขาก็อาศัยสิ่งนี้กลายเป็นตระกูลมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งร่ำรวยทัดเทียมกับประเทศแห่งหนึ่ง
นอกจากกิจการการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์ของสายพลังเทวมาร กิจการของตระกูลหลิงยังครอบคลุมไปทั่วแต่ละประเทศทั่วโลก อยู่ในหลายสิบแวดวง และเป็นกลุ่มบริษัทที่อยู่ในยี่สิบอันดับแรกจากทั่วโลก ร่ำรวยจนไม่อาจจะจินตนาการได้
หลิงเซียวจิบเครื่องดื่มคำเล็กๆ แล้วถามว่า “การ์ดที่ฉันให้นาย นายไม่ได้ใช้สินะ”
หูฮวนตอบว่า “ไม่!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องใช้แล้ว พญาหมูอันธพาลไม่มีอนาคตอะไรหรอก ถึงมันจะเพิ่มสมรรถภาพร่างกายให้สายนักรบได้ระดับหนึ่ง ทั้งยังไม่ขัดขวางการเติบโตในวันหน้าของนายเพราะไม่มีพลังพิเศษ แต่สุดท้ายก็ยังมีปัญหานิดหน่อยอยู่ดี”
หลิงเซียวยกมือตบโต๊ะ พูดขึ้นมาว่า “พวกเราพี่น้องพบหน้าหนแรกเหมือนพานพบสหายเก่า กลับไปฉันจะช่วยนายหาการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์ของสายเทวมารที่ดีที่สุดมาสักชุดเอง”
จู่ๆ หูฮวนก็ประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่เชื่ออย่างสิ้นเชิงว่าตัวเองมีอะไรพิเศษ แต่หลิงเซียวกลับไม่ได้มองเห็นเขาเป็นแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นการยกการ์ดพญาหมูอันธพาลให้ หรือว่าการแนะนำให้เขาอย่าใช้มัน ล้วนมีแต่ความจริงใจ
ทำไมทุกคนที่ฉันพบถึงดีกับฉันแบบนี้ล่ะ ต้องไม่ใช่เพราะฉันหน้าตาดีอย่างแน่นอน ถึงหน้าตาของฉันจะ...พอใช้ได้ แต่ก็ไม่ถึงระดับที่คนเห็นแล้วเบิกบาน ดอกไม้เห็นพากันแย้มกลีบสักหน่อย เรื่องนี้มีอะไรแปลกๆ
สมองของหูฮวนครุ่นคิดครู่หนึ่งก็พบว่าพอหลิงซียวไม่พูดต่อ บรรยากาศก็กระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย เขารีบหาหัวข้อสนทนา “พี่หลิง สายพลังเทวมารของพวกพี่มีความสามารถร้ายกาจอะไรบ้างเหรอ”
เมื่อครู่หลิงเซียวออกปากสัญญาอย่างใจกว้าง แต่เดิมเธอคิดว่าหูฮวนจะซาบซึ้งจนน้ำตานองหน้า แล้วพร่ำขอบคุณสักหลายๆ คำ แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย...สิ่งนี้ทำให้เด็กสาวผมทองกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง!
จนกระทั่งหูฮวนเอ่ยปาก ความกระอักกระอ่วนของเธอถึงบรรเทาลง เธอเอ่ยตอบว่า “นอกจากตระกูลหลิงของพวกเรา คนในสมาคมเทวมารล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ของบรรพจารย์ทั้งสอง บรรพจารย์ซุนกับบรรพจารย์หูวิจัยเส้นทางที่จะก้าวไปสู่พลังเทพฤทธิ์ขั้นหกได้ทั้งหมดสามสิบสองเส้นทาง พวกเราตระกูลหลิงรู้อยู่สิบสี่เส้นทาง ลูกศิษย์ทั้งหลายของท่านบรรพจารย์รู้อีกสิบสองเส้นทางที่เหลือ ส่วนอีกหกเส้นทางสูญหายไปแล้ว...
...วัตถุเทพฤทธิ์ของสายพลังเทวมารครอบคลุมทุกอย่าง ตัวอย่างเช่นสายนักรบของพวกนาย วิชาวัตถุเทพฤทธิ์สายพลังเทวมารของพวกเราก็มีเส้นทางของพลังเทพฤทธิ์ที่คล้ายคลึงอยู่หลายเส้นทาง อีกทั้งความสามารถในการต่อสู้ยังแข็งแกร่งกว่า”
หลิงเซียวพร่ำพูดไม่หยุดปาก เหมือนกับว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ความลับ หูฮวนฟังไปหลายประโยค ในสมองก็มีเศษชิ้นส่วนความทรงจำเด้งออกมาอีกจำนวนหนึ่ง เศษชิ้นส่วนความทรงจำเหล่านี้แต่เดิมกระจัดกระจาย ทว่าคำพูดของหลิงเซียวไปแตะถูกกุญแจสำคัญบางอย่างเข้า ทำให้เศษชิ้นส่วนความทรงจำส่วนหนึ่งร้อยเรียงเข้าด้วยกัน
พอเศษชิ้นส่วนความทรงจำในสมองของหูฮวนร้อยเข้าด้วยกันมากขึ้น เพียงหลิงเซียวพูดถึงเรื่องบางอย่างผ่านๆ ในสมองของเขาก็มีเรื่องต่างๆ ผุดขึ้นมาทีละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมาในอดีตของสมาคมเทวมาร หรือจะเป็นคนสำคัญในยุคแรกก่อตั้ง
เพียงแต่ว่าเศษชิ้นส่วนความทรงจำเหล่านี้กลับเริ่มขาดหายไปตั้งแต่ช่วงเวลาหนึ่ง มันจึงไม่สืบเนื่องกับสถานการณ์ในช่วงหลายสิบปีนี้
หลิงเซียวบอกเสียงเบา “เส้นทางแห่งเทพฤทธิ์ที่ฉันเลือก ขั้นหนึ่งต้องผสานร่างกับคางคกหัวใจเบญจพิษ ขั้นสองต้องผสานร่างกับแมงมุมวิญญาณหิมะ พวกนี้ตระกูลช่วยตระเตรียมให้ฉันเรียบร้อยตั้งนานแล้ว แต่ราชาอสรพิษปะการังโลหิตขั้นสาม เจ้าตัวนี้ที่เมืองนอกไม่มี มันถือกำเนิดแต่ในเขตผนึกของแผ่นดินใหญ่เท่านั้น ดังนั้นตระกูลของพวกเราจึงยอมรับเงื่อนไขส่วนหนึ่งของกองพลมังกรเร้น ส่งฉันมาเข้าร่วมอบรม”
ราชาอสรพิษปะการังโลหิตเหรอ เขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดก็มี แต่มันถูกหลิงหูอินสังหารไปแล้ว...
ทันใดนั้นหูฮวนก็ฉุกคิดได้ว่าการที่ในเขตผนึกหมายเลขสิบเจ็ดเคยมีราชาอสรพิษปะการังโลหิตปรากฏตัวอาจเป็นความลับทางการทหารบางประการก็ได้ เขาจึงไม่กล้าพูดออกไปง่ายๆ
การศึกษาในยุคสมัยนี้แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนั้นมากเท่าไร แต่เด็กน้อยส่วนใหญ่ของประเทศจีนก็ยังมีความระแวงฝังอยู่ในใจค่อนข้างมาก
แม้หลิงเซียวจะดีกับเขาไม่เลว แต่เขาจะเห็นผู้หญิงแล้วลืมคุณธรรมไม่ได้สิ! อีกอย่าง เขาก็ไม่รู้สึกว่าหลิงเซียวหน้าตาสะสวยสักเท่าใด
หลังจากผ่านอาหารมื้อหนึ่ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ถือว่าสนิทสนมขึ้นไม่น้อย หูฮวนยอมรับการแต่งตัวแปลกประหลาดรวมถึงคำพูดคำจากับท่าทางที่หลุดกรอบปกติของอีกฝ่ายได้แล้ว
ตอนที่ทั้งสองคนจ่ายเงิน หูฮวนก็ตกใจจนแทบกัดลิ้น อาหารมื้อเดียวราคาเท่ากับเงินที่พ่อของเขาต้องลำบากลำบนเชือดเหยื่อตัวอ้วนตั้งหลายคนกว่าจะรวบรวมมาได้
ตอนนี้ค่ำแล้ว แต่ถนนของเมืองหลวงยังคงครึกครื้นพอสมควร
หลิงเซียวกวักมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง แล้วบอกหูฮวนว่า “เลี้ยงอาหารนายเสร็จแล้ว นายก็ไปซื้อเสื้อผ้าสักชุดสองชุดเป็นเพื่อนพี่สาวหน่อยแล้วกัน”
ในความคิดของหูฮวน เสื้อผ้าเป็นของที่จะได้ชิ้นใหม่ในช่วงวันขึ้นปีใหม่หรือเทศกาลเท่านั้น เขาจึงถามขึ้นมาประโยคหนึ่งอย่างอดไม่ได้ “ไม่ใช่วันพิเศษอะไรสักหน่อย ซื้อเสื้อผ้าใหม่ทำไมล่ะฮะ”
หลิงเซียวงุนงงไปชั่ววูบ จากนั้นก็หัวเราะจนตัวโยน เธอลากหูฮวนขึ้นรถแล้วตรงไปยังเขตร้านค้าที่คึกคักที่สุดของเมืองหลวง
“เมื่อกี้อาจารย์ที่ปรึกษาเหยียนหลิงเซ่อเรียกฉันไปคุย บอกว่าการแต่งตัวของฉันมันโดดเด่นเกินไป ไม่เหมาะกับฐานะนักเรียน พี่สาวเองก็ไม่อยากก่อเรื่องอีก เดี๋ยวนายไปเลือกเป็นเพื่อนพี่สาวหน่อยก็แล้วกัน ซื้อเสื้อผ้าธรรมดามาสักสองสามชุด”
หูฮวนไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ อย่างไรเสียก็เพิ่งไปเกาะคนอื่นเขากินข้าวฟรีมาหนึ่งมื้อใหญ่ ถึงเขาจะไม่มั่นใจในเซ้นส์เรื่องความงามของตัวเองแม้แต่น้อย แต่เขาก็คิดว่าคงไม่ต้องเปิดปากพูดให้ความเห็นอะไรมาก ในใจแอบคิดว่า ก็แค่ซื้อเสื้อผ้าสองสามชุดคงไม่เสียเวลาอะไรมากหรอกน่า
ในช่วงชีวิตอันแสนสั้นสิบกว่าปีของหูฮวน ครั้งนี้เป็นครั้งที่เขาประเมินการไปซื้อเสื้อผ้าเป็นเพื่อนผู้หญิงสักคนได้ผิดที่สุด...