ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 47

#47ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ตอนที่ 46 เจ้ากบเฮงซวยรีบขยับสิ

“ทุกคนกลายมาเป็นผู้ปลุกพลังเพราะอะไรกันบ้าง”

เมื่อห้องเรียนเริ่มสงบลงบ้างแล้ว หูจ้งยงก็ถามคำถามที่ท้าทายอย่างยิ่งคำถามหนึ่งออกมา ด้วยเหตุนี้ห้องเรียนจึงคึกคักขึ้นใหม่อีกหน

นักเรียนหลายคนทยอยลุกขึ้นยืนแล้วเล่าเรื่องราวตอนที่ตนกลายเป็นผู้ปลุกพลัง พวกเขาต่างอยากแสดงความพิเศษของตัวเอง บอกว่าตัวเองแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไร มีนักเรียนคนหนึ่งถึงกับพูดอยู่ครึ่งชั่วโมงเต็มๆ แล้วยังทำท่าเหมือนจะพูดไม่จบ หากไม่ใช่ว่าถูกหลิงหูอินขัดว่าให้เขาให้โอกาสนักเรียนคนอื่นพูดบ้าง ไม่แน่ว่าเจ้าหมอนั่นอาจพูดจนถึงเลิกเรียน

หูฮวนฟังอย่างเพลิดเพลิน รอจนกระทั่งหูจ้งยงประกาศว่าเลิกชั้นเรียนได้ เขาถึงเพิ่งตระหนักท่ามกลางความมึนงงว่าตาเฒ่าคนนี้ยังไม่เอ่ยถึงเนื้อหาว่าจะเพิ่มค่าปลุกพลังอย่างไร จะได้อาชีพมาอย่างไรสักนิด

แต่เขากวาดสายตามองไปรอบด้านกลับพบว่าเพื่อนนักเรียนจำนวนมากล้วนมีสีหน้าพึงพอใจ พวกเขาแสดงออกว่าได้รับความรู้มาจากชั้นเรียนนี้มากมาย คนที่รู้จักดูสถานการณ์ก็ไม่พูดอะไร สรุปคือไม่มีใครบ่นเลยสักนิด

ศาสตราจารย์หูจ้งยงเดินลงจากเวที นักเรียนกลุ่มหนึ่งรุมล้อมเข้าไปหาเพราะอยากจะถามคำถามเพิ่ม เขาตอบคำถามทั้งหลายอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นก็เดินจากไปอย่างมีมาดท่ามกลางกลุ่มนักเรียนที่ห้อมล้อมอยู่

เหยียนหลิงเซ่อไม่ได้พูดอะไร คาบเรียนแรกนี้จึงเลิกชั้นเรียนเช่นนี้

ชั้นเรียนฝึกอบรมกำลังพลรบพิเศษรุ่นที่ยี่สิบห้าของกองทัพของพวกเขา แต่ละวันมีคาบเรียนสองคาบ ตอนเช้าหนึ่งคาบ ตอนบ่ายหนึ่งคาบ แต่ละคาบใช้เวลาสองชั่วโมง ภาระในการศึกษาเล่าเรียนนับว่าค่อนข้างสบาย

หลังจากเลิกเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ไปรับประทานอาหารที่โรงอาหารชั้นใต้ดิน

หูฮวนก็กำลังจะไปหาเซียวเจี้ยนเซิงเพื่อไปรับประทานอาหารด้วยกันกับเขา แต่ยังไม่ทันตามหาพี่เซียวของตัวเองพบ เขาก็ถูกหลิงเซียวเดินมาคล้องแขนเอาไว้ก่อน

“ไม่ต้องไปโรงอาหารแล้วน่า ใกล้ๆ นี้มีร้านซาลาเปาต้าเฟิง ได้ยินว่ารสชาติดีมาก พวกเราไปลองชิมดูหน่อย”

“ไม่ดีมั้งครับ”

“ไม่เป็นไรน่า นายดูสิ นักเรียนคนอื่นก็ออกไปกินข้างนอกเหมือนกัน”

หูฮวนตอบอย่างเขินอาย “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายความว่าพี่เลี้ยงอาหารผมติดกันมาหลายมื้อแล้ว ผมไม่สบายใจเท่าไร”

หลิงเซียวยิ้มจนตาหยีบอกว่า “พวกเราสองคนพี่น้องนับเป็นคนอื่นคนไกลหรือไง”

เซียวเจี้ยนเซิงที่ยืนอยู่ไกลๆ กำลังจะทักหูฮวน แต่แล้วก็เห็นเขาถูกเด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งลากออกไปข้างนอก

ในสมองของผู้หมู่เจ็ดคนนี้มีเพียงความคิดเดียว ต้องคุยกับเด็กคนนี้อย่างจริงๆ จังๆ แล้วสิ เดี๋ยวเกิดกลับไปแล้วเขาดันควงแฟนสาวอายุน้อยคนนี้กลับไปด้วย จะอธิบายกับหน่วยและกับครอบครัวของเสี่ยวหูว่าอย่างไรเล่า

นี่มันรักในวัยเรียนชัดๆ!

ในยุคเก้าศูนย์ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับกันได้สักเท่าไร

หลิงเซียวสั่งซาลาเปาไส้เนื้อหมูกับหัวหอมมาสิบเข่ง แล้วสั่งตับผัดมาอีกสิบชาม ของในร้านซาลาเปาต้าเฟิงไม่มีคำใดให้พูดถึง มันรสชาติเหมือนอาหารธรรมดาที่ทำกินกันในบ้าน หูฮวนไม่เคยกินตับผัดรสชาติแบบของนครปักกิ่งจึงรู้สึกว่ารสชาติใช้ได้ทีเดียว

กินเสร็จแล้ว หลิงเซียวก็จะไปเดินเล่นบริเวณใกล้ๆ หูฮวนให้คนอื่นเลี้ยงอาหารมาหลายมื้อแล้วย่อมไม่สะดวกจะปฏิเสธ

หลิงเซียวกระตือรือร้นมาก เธอเดินไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย เดินเตร่ไปเรื่อยๆ เหมือนกับการขี่ม้าแล้วปล่อยสายบังเหียน เธอบอกกับหูฮวนว่า “ฉันอยู่ที่ต่างประเทศตั้งแต่เล็ก เพิ่งจะกลับมาหนแรก เมืองที่มีกลิ่นอายความโบราณแบบนี้ ที่ยุโรปมีไม่มากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอเมริกากับออสเตรเลีย”

หูฮวนเกิดในเมือง สิ่งก่อสร้างที่อายุเก่าแก่ที่สุดมีอายุไม่เกินสองร้อยปี พอมาเมืองหลวงถึงได้เห็นสิ่งก่อสร้างที่มักจะปรากฏบนหนังสือหรือโทรทัศน์พวกนี้ เขาเองก็ทึ่งมากเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเขาพูดไม่เก่งจึงได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก อยากจะพูดอะไรตอบเป็นเชิงเห็นด้วยก็พูดไม่ออก

หลิงเซียวไม่รู้สึกว่าหูฮวนเป็นคนหดหู่น่าเบื่อ แม้เธอจะเพิ่งกลับมาประเทศจีนหนแรก แต่เธอก็เคยได้ยินได้ฟังผ่านหูมาบ้าง เธอจึงรู้เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ในเมืองหลวงจนสาธยายได้ พอเดินไปเห็นที่ใดก็เล่าเรื่องราวในอดีตให้หูฮวนฟัง แนะนำความเป็นมาของพวกมันกับเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

หูฮวนได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาไม่น้อย ในหนังสือเรียนไม่เคยบอกเรื่องราวเหล่านี้ ตัวเขาเองก็ไม่เคยอ่านหนังสือนอกเหนือจากหนังสือเรียนมากขนาดนั้น

ทั้งสองคนเดินตระเวนผ่านหลายถนน ทันใดนั้นดวงตาของหูฮวนก็หรี่ลงนิดๆ เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกประหลาดบางอย่าง หลิงเซียวที่อยู่ด้านข้างหัวเราะพรืด ถามว่า “นายก็สัมผัสได้แล้วเหรอ”

หูฮวนพยักหน้าแรงๆ หลิงเซียวกดเสียงเบาเอ่ยว่า “ฉันสืบมาแล้ว ที่ตรงนี้คือสถานที่ฝึกรับมือสถานการณ์จริงของพวกเรา ชั้นเรียนฝึกอบรมพิเศษรุ่นนี้ของพวกเรามีคาบเรียนฝึกต่อสู้จริงด้วย”

หูฮวนชะเง้อมองออกไปไกลๆ เขามีความรู้สึกประหลาดอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาตลอดเวลา บอกไม่ถูกว่ามันคือความคุ้นเคย หวาดกลัว หวาดหวั่นหรือว่าอะไร แต่มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก

“พวกเรามีคาบเรียนฝึกต่อสู้จริงด้วยเหรอฮะ”

“ต้องมีสิ ชั้นเรียนของพวกเราเป็นชั้นเรียนฝึกอบรมกำลังรบพิเศษเชียวนะ การต่อสู้จริงย่อมสำคัญยิ่งกว่าสำคัญ หลังจากนี้พวกเราล้วนต้องทำภารกิจสู้รบ โอกาสที่จะมีมือดีขั้นสามหรือขั้นสี่คอยคุ้มครองเข้าไปในเงาแห่งสรรพสิ่งมีไม่มากนักหรอก”

หูฮวนเหลือบมองแวบหนึ่งแล้วถามว่า “ที่นั่นคือที่ไหนกันแน่”

หลิงเซียวตอบว่า “เหมือนจะเป็นสำนักงานขององค์กรภาคประชาชนอะไรสักอย่าง ชื่อว่าชมรมวิจัยประเพณีพื้นบ้านเกี่ยวกับปีศาจกบแห่งเมืองเป่ยผิง ในอดีตเคยเป็นจวนอ๋องแห่งหนึ่ง แต่เจ้าของเป็นท่านอ๋องไร้ตำแหน่ง จวนแห่งนี้จึงไม่มีวัตถุโบราณล้ำค่าอะไร ก็เลยไม่ได้ถูกเวรคืนเป็นของรัฐ”

ในสมองของหูฮวนมีชิ้นส่วนความทรงจำจำนวนหนึ่งเด้งขึ้นมาอีกครั้ง ในหมู่พวกมันมีเศษชิ้นส่วนความทรงจำหลายชิ้นเกี่ยวข้องกับชมรมวิจัยประเพณีพื้นบ้านเกี่ยวกับปีศาจกบแห่งเมืองเป่ยผิง

ที่แห่งนี้...ฉันมีความรู้สึกว่าขอเพียงเข้าไปแตะมันนิดเดียว มันก็จะกลายเป็นของฉัน นี่มันไร้สาระมากไม่ใช่หรือไง ทำไมฉันมีความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความจริงแบบนี้ได้ล่ะ

สมองของหูฮวนสับสนอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ทันใดนั้นมือของเขาก็ถูกบีบ หลิงเซียวคว้ามือเขาไปจับไว้แน่น เขาได้ยินเสียงนุ่มนวลของเด็กสาวเอ่ยบอกข้างหู “พวกเราแอบเข้าไปดูสักหน่อยดีไหม”

หูฮวนยังไม่ทันปฏิเสธก็ถูหลิงเซียวลากไปแล้ว พวกเขาอ้อมไปด้านหลังของชมรมวิจัยประเพณีพื้นบ้านเกี่ยวกับปีศาจกบแห่งเมืองเป่ยผิงอะไรนี่ จากนั้นเขาก็ปีนข้ามกำแพงเข้าไปด้านในตามแรงยุของหลิงเซียว

ตอนที่สองเท้าเหยียบพื้น หูฮวนเพิ่งได้สติ เขาตะโกนอยู่ในใจ นี่ฉันกำลังบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคลไม่ใช่เหรอ ฉันจะถูกเจ้าของตีหัวไล่ออกไปไหม

แต่เขาก็นึกออกในทันใดว่าที่แห่งนี้ย่อมไม่มีคนอยู่ เขตผนึกแทบทั้งหมดล้วนขับไล่ผู้อยู่อาศัยทั้งหมดออกไปแล้ว แม้กรรมสิทธิ์ของอาคารแห่งนี้ไม่ได้ตกเป็นของรัฐ แต่ด้านในย่อมไม่มีใครทำงานอยู่แล้ว

จวนหลังนี้มีอายุเก่าแก่พอสมควร แม้สมัยนั้นท่านอ๋องคนนั้นจะไม่เป็นที่โปรดปรานและไม่มีอำนาจ จนตัวจวนเทียบไม่ได้กับจวนเหอเซินหรือจวนกงอ๋อง[footnoteRef:1] ตำหนักยงเหอ[footnoteRef:2] อะไรพวกนั้น แต่ก็กินพื้นที่มากถึงหกหรือเจ็ดหมู่[footnoteRef:3] [1: จวนเหอเซินหรือจวนกงอ๋อง หนึ่งในโบราณสถานชื่อดังของกรุงปักกิ่ง ถูกสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ในอดีตเคยเป็นจวนของมหาบัณฑิตเหอเซิน ต่อมากลายเป็นจวนของกงอ๋องอ้ายซินเจวี๋ยหลัวอี้ซิน] [2: ตำหนักยงเหอ อดีตที่ประทับของจักรพรรดิยงเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงสมัยเป็นองค์ชาย ต่อมาจักรพรรดิพระราชทานให้เป็นวัดของพระภิกษุทิเบต กลายเป็นศูนย์กลางการเก็บรักษาคำสอนและดูแลกิจการของศาสนาพุทธทั่วประเทศในสมัยราชวงศ์ชิง และเป็นวัดที่มีเกียรติสูงสุดในสมัยกลางและปลายราชวงศ์ชิง] [3: หมู่ หน่วยวัดพื้นที่แบบจีน 1 หมู่เท่ากับประมาณ 666 ตารางเมตร]

จวนแห่งนี้มีประตูทางเข้าจากชั้นนอกถึงชั้นในสุดรวมทั้งหมดห้าชั้น มีสวนดอกไม้ แม่น้ำจำลอง ต้นไม้โบราณและประตูโค้ง ไม่ขาดสักสิ่ง เพียงแต่ไม่มีคนทำความสะอาดมานาน หญ้าจึงรกสูงท่วมหัวคน

หลิงเซียวตามเข้ามาทีหลังหูฮวน เธอทิ้งตัวลงบนพื้นอย่างแผ่วเบา บนร่างของเธอมีหมอกควันหลากสีลอยออกมาเลือนราง ทำให้ร่างกายของเธอเบาหวิวประหนึ่งขนนก ตอนลงมาที่พื้น เธอจงใจหลบหูฮวนเล็กน้อย จนกระทั่งหมอกควันหลากสีบนร่างหดกลับไปแล้ว เธอจึงสาวเท้าเร็วๆ เดินเข้ามาใกล้

ปลายหางตาของหูฮวนเหลือบเห็นว่าต้นหญ้าตรงจุดที่หลิงเซียวกระโดดลงมาเหี่ยวเฉาจนหมดก็อดตะลึงในใจไม่ได้ คิดในใจว่าคางคกหัวใจเบญจพิษอะไรนั่นของเธอ พิษรุนแรงกว่าพิษโลหิตแดงเสียอีก!

แม้พิษโลหิตแดงจะมีฤทธิ์รุนแรงมาก แต่ไม่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงเท่านี้ หูฮวนลอบกระตุ้นพิษโลหิตแดงบ้างเพื่อป้องกันไม่ให้ติดพิษเข้าโดยไม่ตั้งใจ อีกทั้งตัวเขาเองจะได้มีเครื่องป้องกันตัวด้วย

หลิงเซียวดึงหูฮวนให้เดินออกมาไวๆ สองสามก้าว จากนั้นหัวคิ้วก็ขมวดน้อยๆ พึมพำขึ้นมาว่า “ทำไมสัมผัสเงาแห่งสรรพสิ่งไม่ได้ล่ะ”

ทันใดนั้นเองหูฮวนก็สะดุ้งในใจ จู่ๆ เขาก็ถูกกำแพงฟากหนึ่งดึงดูดสายตา

บนกำแพงผืนนั้นมีตัวอักษรตัวใหญ่อยู่แถวหนึ่งเขียนว่า...เจ้ากบเฮงซวยรีบขยับสิ!

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 47