ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 46

#46ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ตอนที่ 45 ศาสตราจารย์หูจ้งยง

หลิงเซียวกลับไม่โกรธเหมือนอย่างที่หูฮวนคาดคิด เธอถอนหายใจเบาๆ แล้วบอกว่า “พี่สาวก็รู้ว่าแต่งหน้าแบบนั้นมันไม่สวย”

แต่ทันใดนั้นเธอก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วบอกว่า “ก็เพราะทำแบบนั้นแล้วน่าเกลียด ต้องมีคนไม่ชอบ ฉันถึงแต่งหน้าแบบนั้นยังไงเล่า!”

หูฮวนส่ายหน้าอย่างงุนงง บอกว่า “ไม่เห็นเข้าใจเลยฮะ!”

หลิงเซียวเปิดกล่องข้าว บอกว่า “นายไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรอก รีบกินได้แล้ว! กินเสร็จจะได้ไปเข้าเรียน วันนี้เป็นวันแรก อย่าไปสาย”

หูฮวนตื่นตัวทันที หุนทุนโหวเป็นร้านเก่าแก่ของเมืองหลวง เกี๊ยวน้ำตัวเล็กของพวกเขารสชาติยอดเยี่ยมเป็นอันดับหนึ่งของเมืองหลวง สารพัดขนมของเด่นประจำเมืองหลวง อย่างเช่นขนมลากลิ้ง[footnoteRef:1] ขนมสามไม่ติด[footnoteRef:2] ขนมลันเตาเหลือง[footnoteRef:3] อะไรๆ พวกนั้นก็ทำได้รสชาติสมกับเป็นต้นตำรับ [1: ขนมลากลิ้ง ขนมโบราณของทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนและแถบปักกิ่ง เทียนจิน เป็นขนมแป้งข้าวเหนียวที่ม้วนกับไส้และชั้นผงถั่วเหลืองคั่วจนหน้าตาคล้ายแยมโรล ชั้นด้านนอกสุดคือผงถั่วสีเหลืองคล้ายฝุ่นดินที่ฟุ้งเวลาลากลิ้งตัวกับดินจึงทำให้ชื่อนี้] [2: ขนมสามไม่ติด ขนมที่ทำจากไข่แดง แป้งมัน น้ำตาลกับน้ำ ลักษณะเป็นก้อนสีเหลืองนวล รสชาติกลมกล่อม ด้วยคุณลัษณะที่ไม่ติดจาน ไม่ติดตะเกียบและไม่ติดฟัน ดังนั้นจึงได้ชื่อว่าขนมสามไม่ติด] [3: ขนมลันเตาเหลือง ขนมโบราณของปักกิ่ง มีลักษณะเป็นขนมสีเหลืองนวล เนื้อนุ่มละลายในปาก กลิ่นหอมอ่อนๆ รสชาติกลมกล่อมทำจากถั่วลันเตา]

หลิงเซียวกลัวว่าหูฮวนจะกินไม่อิ่มจึงสั่งเกี๊ยวน้ำมาสิบชาม เธอกินเกี๊ยวไปครึ่งชามกับขนมสองสามชิ้นก็อิ่มแล้ว ส่วนหูฮวนกวาดเกี๊ยวน้ำเก้าชามกับขนมที่เหลือจนหมดเกลี้ยง

หลิงเซียวหัวเราะคิกคักหยิบวอล์กกี้ ทอล์กกี้เครื่องหนึ่งออกมาสั่งหนึ่งประโยค ผ่านไปพักเดียวก็มีคนขึ้นมาเคาะประตู เธอเปิดประตูให้หญิงรับใช้มือไม้ว่องไวมาเก็บกวาดห้อง

เธอบอกหูฮวนว่า “พวกเราไปกันเถอะ” ทิ้งห้องไว้ให้หญิงรับใช้สองคนแบบนั้น

หูฮวนไม่เคยเห็นเรื่องแบบนี้มาก่อน เขาประหลาดใจอย่างช่วยไม่ได้ ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจนิดหน่อยแล้วว่าคนรวยที่แท้จริงเขาใช้ชีวิตอย่างไรกัน

น่าเสียดายชั่วชีวิตนี้ฉันคงไม่มีวันรวยพี่หลิง ใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้หรอก

ทั้งสองคนกลับมาถึงพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่ ตอนที่พวกเขาโผล่เข้ามาในห้องเรียนก็ดึงสายตาตกตะลึงของทุกคนมารวมกัน

เซียวเจี้ยนเซิงครุ่นคิดว่า ในฐานะผู้ใหญ่ พี่ชายก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ตัวเขาสมควรคอยคุมหูฮวนสักหน่อยหรือไม่ เจ้าเด็กคนนี้เพิ่งอายุเท่านี้ก็ตามผู้หญิงไปข้างนอกไม่ยอมกลับมาทั้งคืนแล้ว...เรื่องนี้ไม่ปกติอย่างยิ่ง!

เขากำลังใคร่ครวญว่าสมควรจะสั่งสอนหูฮวนอย่างไรดีก็มีผู้เฒ่าเคราขาวคนหนึ่งหัวเราะฮ่าๆ เดินเข้ามาพร้อมกับพันเอกพิเศษเหยียนหลิงเซ่อผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของชั้นเรียนฝึกอบรมพิเศษรุ่นที่ยี่สิบห้า

เหยียนหลิงเซ่อปฏิบัติต่อผู้เฒ่าเคราขาวคนนี้ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เธอเชิญผู้เฒ่าขึ้นไปบนแท่นสอน หลังจากนั้นจึงแนะนำนักเรียนทั้งหลายว่า “ท่านนี้คือศาสตราจารย์หูจ้งยงจากสถาบันวิจัยกลางและเป็นนักวิจัยผู้ทรงอิทธิพลของวงการผู้ปลุกพลังกับผู้ถือครองพลัง แนวคิดการฝึกบำเพ็ญ อุปกรณ์เสริมส่วนใหญ่ของทุกคนล้วนแต่มาจากผลงานของศาสตราจารย์หูจ้งยง เขาจะมาสอนวิชาแรกให้กับทุกคน เกี่ยวกับเรื่องผู้ปลุกพลังจะเพิ่มค่าปลุกพลังอย่างไร รวมทั้งเรื่องผู้ปลุกพลังจะได้อาชีพมาอย่างไร แล้วจะกลายเป็นผู้ถือครองพลังได้อย่างไรด้วย”

เหยียนหลิงเซ่อไม่พูดมาก เธอแนะนำฐานะของหูจ้งยงกับเนื้อหาของคาบเรียนที่กำลังจะเริ่มสอนเสร็จ ก็ลงจากเวทีมานั่งด้านหลังสุดของห้องเรียน

ห้องเรียนใหญ่ของพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่จุนักเรียนได้พร้อมกันสองถึงสามร้อยคน แต่ตอนนี้มีนักเรียนเพียงห้าสิบเจ็ดคนย่อมแลดูค่อนข้างโล่ง

หูฮวนกับหลิงเซียวนั่งอยู่ด้านหลังสุด แต่คิดไม่ถึงว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของชั้นเรียนอย่างเหยียนหลิงเซ่อดันมานั่งอยู่ด้านหลัง หลิงเซียวไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่หูฮวนอึดอัดเล็กน้อย

เขาเป็นนักเรียนตัวจริงเสียงจริงย่อมหวาดกลัวอาจารย์มากเป็นธรรมดา เขาไม่ค่อยชินกับการนั่งใกล้อาจารย์ขนาดนี้สักเท่าไร

ศาสตราจารย์หูจ้งยง หรือก็คือผู้เฒ่าไว้เคราคนนั้นหัวเราะฮ่าๆ เดินขึ้นไปบนเวที บอกว่า “ฉันรู้มาว่าชั้นเรียนฝึกอบรมกำลังพลรบพิเศษรุ่นที่ยี่สิบห้าของกองทัพมีนักเรียนสิบกว่าคนกลายเป็นผู้ถือครองพลังสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนคลาสนี้ก็ได้ แต่ในเมื่อมาแล้วก็สงบใจอยู่ฟังหน่อยแล้วกัน”

ศาสตราจารย์เฒ่าเป็นมิตรอย่างยิ่ง ทั้งยังพูดจาน่าสนใจ ไม่นานเขาก็คุมบรรยากาศในห้องเรียนได้อย่างรวดเร็ว เขาชูนิ้วออกมาหนึ่งนิ้ว ถามนักเรียนทั้งหมดว่า “พวกเธอสัมผัสได้ไหมว่าบนปลายนิ้วนี่ของฉันมีอะไรอยู่”

หูฮวนสัมผัสได้นานแล้วว่าบนปลายนิ้วของผู้เฒ่าคนนี้ปล่อยคลื่นพลังวิญญาณบางเบาออกมา เห็นชัดว่าเขากำลังแผ่ปราณวิญญาณอยู่ แต่เขาไม่พูดออกไป

นักเรียนที่ค่อนข้างกระตือรือร้นหกเจ็ดคนในชั้นเรียนแย่งชิงกันตอบว่า “พลังวิญญาณครับ พลังวิญญาณค่ะ...”

หูจ้งยงหัวเราะฮ่าๆ ตอบว่า “พวกเธอสัมผัสดูอีกหน่อย หนนี้เป็นอะไร”

หูฮวนตกตะลึงเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานที่คุ้นเคยอย่างยิ่งยวดจนซึมลึกไปถึงวิญญาณจากบนปลายนิ้วของผู้เฒ่าเคราขาวคนนี้ มันมีคุณสมบัติแตกต่างจากพลังวิญญาณอย่างสิ้นเชิง บริสุทธิ์เปี่ยมพลังทำให้คนอยากเข้าใกล้

หลิงเซียวเอ่ยออกมาเสียงเบา “นั่นมันลมปราณ!”

หูฮวนพอรู้มาว่าเนิ่นนานก่อนหน้านี้องค์กรเก่าแก่บางแห่งพยายามจำแนกพลังงานต่างชนิดที่ปะปนอยู่ในฟ้าดินออกจากกัน พวกเขาเรียกสิ่งที่ศาสนาพุทธกับลัทธิเต๋าฝึกบำเพ็ญว่าลมปราณ ส่วนอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าปราณชั่วร้าย ปราณแปลกปลอม ปราณต้นกำเนิด ต่อมาก็ค่อยๆ กำหนดคำเรียกขานเป็นคำว่าพลังวิญญาณ

หูฮวนปลุกพลังพิเศษต้นกำเนิดพลังวิญญาณได้แล้ว ภายในร่างจึงมีพลังวิญญาณอยู่สายหนึ่งถึงจะไม่แข็งแกร่งนักก็ตาม แต่เขาไม่เคยเห็นลมปราณมาก่อน!

สิ่งนี้ก็คือลมปราณหรือ มันให้ความรู้สึกยอดเยี่ยมมาก!

ในชั้นเรียน มีนักเรียนจำนวนมากแยกออกว่าสิ่งที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้วของศาสตราจารย์หูจ้งยงคือลมปราณ ส่วนนักเรียนอีกส่วนหนึ่งที่ฉลาดสักหน่อย ต่อให้ไม่เคยเห็นลมปราณมาก่อนก็คาดเดาได้

ศาสตราจารย์หูจ้งยงหัวเราะฮ่าๆ ตอบว่า “ไม่ผิด สิ่งนี้ก็คือลมปราณ อีกเดี๋ยวฉันจะแจกเคล็ดวิชาฝึกลมปราณชุดหนึ่งให้นักเรียนทุกคน พวกเธอลองฝึกดูสักหน่อย...

...ปัจจุบันนี้แต่ละประเทศเรียกการฝึกบำเพ็ญด้วยลมปราณว่าวิถีโบราณ บ้างก็เรียกว่าขนบโบราณ ส่วนการฝึกบำเพ็ญโดยใช้พลังวิญญาณเรียกว่าวิถีใหม่...

...การฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่ วิธีต่างๆ ในการกลืนกินแก่นพลังของปีศาจและผู้ปลุกพลังตามธรรมชาติ ทำให้เกิดเป็นผู้ถือครองพลังเจ็ดขั้นสิบห้าสายพลังหนึ่งร้อยสิบเจ็ดอาชีพในปัจจุบัน ส่วนการฝึกบำเพ็ญวิถีโบราณมีเพียงรูปแบบเดียว ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอาชีพอย่างวิถีใหม่ พวกเขาเหล่านั้นก็คือเซียนที่พวกเรามักจะเห็นในผลงานวรรณกรรมต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง...

...พลังวิญญาณมีผลสะท้อนกลับ ระหว่างฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่หากไม่ระวังแม้เพียงเล็กน้อย ร่างกายจะผิดแปลกกลายเป็นสัตว์ประหลาด แต่ลมปราณจะไม่เป็นแบบนั้น การฝึกบำเพ็ญด้วยลมปราณนั้นมั่นคง...”

“อาจารย์ ถ้าอย่างนั้นทำไมปัจจุบันถึงไม่มีคนฝึกบำเพ็ญด้วยลมปราณแล้วล่ะครับ”

นักเรียนหัวโล้นสวมแว่นตาท่าทางสุภาพเรียบร้อยคนหนึ่งลุกขึ้นยืนถามข้อสงสัยของตนเอง นักเรียนส่วนใหญ่ก็มีสีหน้าไม่เข้าใจดุจเดียวกัน

ศาสตราจารย์หูจ้งยงหัวเราะฮ่าๆ ตอบว่า “เพราะว่ามันช้าเกินไป จำนวนลมปราณกับพลังวิญญาณที่มีอยู่บนโลกเทียบกันแล้วราวหนึ่งต่อห้าสิบ การฝึกบำเพ็ญด้วยลมปราณอาจต้องใช้เวลาฝึกฝนแปดสิบถึงเก้าสิบปีกว่าจะบรรลุถึงจุดสูงสุดของขั้นกายสังขาร หากโชคดีบางทีอาจเหยียบเข้าขั้นลมปราณ...

...แต่การฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่ คนที่มีพรสวรรค์ดีจำนวนมากใช้เวลาหนึ่งถึงสองปีก็กลายเป็นผู้ปลุกพลัง สามปีห้าปีก็ได้ครอบครองอาชีพ กลายเป็นผู้ถือครองพลังแล้ว...

....ในหมู่พวกเธอบางคนก็ปลุกพลังขึ้นมาได้เอง ไม่จำเป็นต้องฝึกฝนอะไรเสียด้วยซ้ำ นี่ก็คือข้อดีของการฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่”

คำอธิบายของหูจ้งยงทำให้นักเรียนทั้งหลายเริ่มเอะอะวุ่นวาย มีคนลุกขึ้นมาถามข้อสงสัยสารพัดไม่หยุดหย่อน เขาก็ยิ้มแย้มอธิบายตอบทีละคำถาม บรรยากาศในห้องเรียนค่อนข้างคึกคักอยู่ชั่วขณะ

หูฮวนกลับไม่มีคำถามอะไร แต่เขาฟังอย่างสนอกสนใจ บางครั้งคำพูดบางประโยคของผู้เฒ่าเคราขาวคนนี้ก็ทำให้เศษชิ้นส่วนความทรงจำหลายชิ้นในสมองเขาเชื่อมต่อกัน ทำให้เขาเข้าใจเพิ่มมากขึ้นหลายส่วน

การฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่เป็นเรื่องที่เลือกไม่ได้นี่นะ!

เขาถอนหายใจแผ่วเบาในใจ ทันใดนั้นเขาก็อยากดูยิ่งนักว่าอีกเดี๋ยวศาสตราจารย์เฒ่าคนนี้จะแจกจ่ายวิชาฝึกบำเพ็ญขนบโบราณแบบไหนมาให้

เขาอยากทดลองวิชาฝึกบำเพ็ญลมปราณมากทีเดียว

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 46