ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 41
ตอนที่ 40 ส่งสหายร่วมรบ
เหยียนหลิงเซ่อไม่ได้ทำให้ทั้งสองคนลำบากใจ เธอให้พวกเขาขนอุปกรณ์การเรียนการสอนเสร็จก็ปล่อยหูฮวนกับเซียวเจี้ยนเซิงไป
ในที่สุดทั้งสองคนก็เผ่นออกมาจากพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่ได้ หูฮวนตื่นเต้นอย่างยิ่ง เขาเดินออกมากับเซียวเจี้ยนเซิงไกลมาก จากนั้นจึงขึ้นรถประจำทางสายหนึ่ง วิ่งตุเลงๆ ไปครึ่งชั่วโมง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าบางอย่างผิดปกติ
“พี่เซียว! พวกเราไปผิดทางหรือเปล่า ทำไมรู้สึกว่ายิ่งไปก็ยิ่งไกลขึ้นทุกทีล่ะ”
เซียวเจี้ยนเซิงตบกระเป๋าสีเหลืองที่หิ้วติดตัวมาแล้วบอกเบาๆ ว่า “ไม่ผิดหรอก บ้านของหลี่อี้กู่อยู่ที่ปักกิ่ง ฉันต้องไปส่งเถ้ากระดูกของเขา”
หูฮวนสีหน้าเคร่งขรึม ความไม่พอใจทั้งหลายสลายหายไปหมดทันที เทียบกับเรื่องของเขาแล้ว การส่งสหายร่วมรบกลับบ้านย่อมเป็นเรื่องสำคัญกว่า เขาถามเสียงเบา “ทำไมผมไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลยล่ะ”
เซียวเจี้ยนเซิงยิ้มน้อยๆ บอกว่า “นายเพิ่งจะอายุเท่าไร ใครเขาจะฝากเรื่องแบบนี้ให้นายไปทำกันเล่า”
หูฮวนฮึดฮัดในใจ รู้สึกไม่อยากจะยอมรับเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีถ้อยคำอะไรจะโต้แย้งได้จริงๆ หากเปลี่ยนเป็นตัวเขาเอง เขาก็คงไม่เชื่อใจตัวเอง ปล่อยให้เด็กนักเรียนมัธยมต้นคนหนึ่งทำงานสำคัญเช่นนี้เหมือนกัน
เห็นชัดว่าเซียวเจี้ยนเซิงทำการบ้านมาแล้ว เขาพาหูฮวนเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางถึงสี่หน กว่าจะมาถึงตึกที่อยู่อาศัยซึ่งค่อนข้างเก่าแห่งหนึ่ง เขาจัดคอปกเสื้อให้เป็นการเป็นงาน ก่อนจะเริ่มเคาะประตู
คนที่เปิดประตูออกมาเป็นหญิงชราผู้มีหน้าตาใจดีอย่างยิ่งคนหนึ่ง เมื่อเห็นทั้งสองคน เธอก็งุนงงไปพักหนึ่ง เซียวเจี้ยนเซิงวันทยหัตถ์ทำความเคารพตามระเบียบแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “ผมเป็นสหายร่วมรบของหลี่อี้กู่ เขาโชคร้ายเสียสละชีวิตระหว่างการต่อสู้ กองทัพส่งผมมา...”
หญิงชราสีหน้าเปลี่ยนไปทันใด เธอปิดประตูทันที
ทั้งสองคนมองหน้ากัน หูฮวนกำลังจะเคาะประตูอีกหน แต่เซียวเจี้ยนเซิงห้ามเขาไว้ บอกเสียงเบาว่า “ให้คุณยายทำใจสักพัก...เรื่องแบบนี้ คนในครอบครัวมักจะรับไม่ไหว”
หูฮวนคิดทบทวนจากนั้นก็เอามือลง เขายืนอยู่ด้วยกันกับเซียวเจี้ยนเซิงที่หน้าประตู ทั้งสองคนรอคอยอยู่ครึ่งชั่วโมงเต็มๆ หญิงชราถึงเปิดประตูห้องออกมาอีกครั้ง
เห็นชัดว่าเธอร้องไห้ไปแล้ว เธอถามขึ้นว่า “ลูกชายของฉันล่ะ”
เซียวเจี้ยนเซิงส่งกระเป๋าสีเหลืองไปให้ หูฮวนที่อยู่ด้านข้างมือไปไวกว่าความคิด หยิบเงินหนึ่งหมื่นกว่าหยวนที่หูโหย่วเหยียนพ่อบังเกิดเกล้าของเขามอบให้แล้วเขาเก็บไว้ในเปลือกหอยออกมา แอบยัดใส่มือแล้วกระซิบบอกว่า “ทางหน่วยมอบให้ครับ!”
เซียวเจี้ยนเซิงอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาย่อมรู้ว่าหน่วยไม่ได้มอบเงินจำนวนนี้มาให้ เงินทำขวัญของผู้สละชีวิตต้องผ่านกระบวนการอย่างอื่นก่อน ไม่ใช่ของที่พวกเขาจะนำมามอบให้ได้ทันที แต่เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดจึงไม่พูดอะไร
หญิงชราค้อมกายให้แล้วบอกเสียงเบาว่า “ขอโทษพลทหารทั้งสองด้วยนะจ๊ะ เมื่อครู่ป้าเสียมารยาทไปหน่อย หนนี้ไม่สะดวกต้อนรับทั้งสองคน ถ้ามาหนหน้า ป้าจะทำอาหารอร่อยๆ ให้พวกเธอนะ...”
พูดถึงตรงนี้ หญิงชราก็ทนไม่ไหว น้ำตาไหลอาบแก้ม รีบใช้มือปิดหน้าไว้แล้วหันหลังกลับเข้าไปในห้อง
เซียวเจี้ยนเซิงถอนหายใจ จากนั้นจึงวันทยหัตถ์เคารพอีกครั้ง หูฮวนเห็นแล้วก็ทำตามอย่าง ทั้งสองคนรออยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาได้ยินเสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจดังออกมาจากด้านใน พานให้หัวใจรู้สึกหนักอึ้ง จากนั้นพวกเขาก็ออกไปจากตึกที่พักหลังเก่าแห่งนี้ไปเงียบๆ
หูฮวนเดินออกมาไกลมากแล้วก็เงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามกับก้อนเมฆสีขาว กระซิบเบาๆ ว่า “กลับกันเถอะฮะ! ไม่มีกะจิตกะใจจะไปเที่ยวแล้ว”
เซียวเจี้ยนเซิงตบหัวไหล่ของเขาแล้วปลอบว่า “พวกเราต้องอยู่เรียนอีกตั้งสองเดือน! พี่เซียวจะพานายไปดูจุดที่ชักธงชาติขึ้นเสาอย่างแน่นอน จริงสิ เงินของนายมาจากไหนกัน”
หูฮวนยักไหล่ ตอบว่า “ตาแก่ที่บ้านให้มา ผมเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์...”
“แย่แล้ว! ผมให้เงินไปหมดแล้ว แล้วบ้านของหวังเสียงจะทำยังไงดีล่ะ จะไปมือเปล่าไม่ได้สิ”
หูฮวนกลัดกลุ้มขึ้นมาทันควัน แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาจะกลับไปขอเงินครึ่งหนึ่งกลับมาก็ไม่ได้ แล้วเขาก็ไม่เสียใจด้วยที่มอบเงินทั้งหมดให้ไป เขาเค้นสมองครุ่นคิด “ไม่รู้ว่าเมืองหลวงมีบ่อนใต้ดินบ้างไหม ผมไปเล่นพนันสักตา ช่วยพี่หวังหาเงินบำรุงขวัญสักหน่อย”
เซียวเจี้ยนเซิงตบกะโหลกของเขาทันที แล้วบอกว่า “คิดอะไรอยู่ หา บ้านของหวังเสียงไม่ได้อยู่ที่ปักกิ่งสักหน่อย มีคนอื่นไปทำงานนี้แล้ว ผลัดมาถึงตานายเสียที่ไหน”
หูฮวนโล่งอก แม้เขาจะมีพ่อเป็นผีพนันจนตัวเองได้ครูพักลักจำเรียนรู้วิชาการเล่นพนันมาบ้าง แต่เขาก็ไม่ชอบเรื่องนี้เลยจริงๆ หากตัวเขาต้องการเงินล่ะก็ หูฮวนยอมไปแบกอิฐในไซต์ก่อสร้างยังดีเสียกว่า เขาไม่มีวันคิดจะไปพนันหาเงิน
ทั้งสองคนเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางอีกหลายสาย กว่าจะกลับมาถึงพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่ก็ตกบ่าย ไม่ต้องพูดถึงเซียวเจี้ยนเซิง แม้แต่หูฮวนก็ไม่เหลือความอยากอาหารแล้ว ทั้งสองคนต่างแยกย้ายกันกลับไปยังหอพักที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ ไม่ออกมาเดินเตร่ข้างนอกอีก ตลอดทั้งราตรีเงียบงันไร้เสียงสนทนา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่เริ่มคึกคัก พวกหูฮวนเป็นคนที่มารายงานตัวค่อนข้างเร็ว จึงถูกเกณฑ์มาช่วยต้อนรับนักเรียนที่มาใหม่ แล้วก็ช่วยให้พวกเขาทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม
ตัวหูฮวนเป็นเพียงนักเรียนคนหนึ่งเท่านั้น พอเขาวุ่นวายจนหัวหมุนก็ทำให้อารมณ์โศกเศร้าเลือนรางลงไปบ้าง
พอตกบ่ายหลิงหูอินก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ได้พูดสิ่งใดทั้งสิ้น เขาเดินดูรอบหนึ่งก็ผลุนผลันจากไปทั้งแบบนั้น
พอถึงเวลาห้าหกโมงเย็น หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว แม้แต่เซียวเจี้ยนเซิงก็โชคดีหาเหตุผลเผ่นแน่บไปสำเร็จ เหลือแต่หูฮวนคอยรับผิดชอบต้อนรับนักเรียนใหม่ที่มารายงานตัวเพียงคนเดียว ยังดีที่ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครมากันแล้ว หากไม่นับว่าลุกออกไปไหนไม่ได้ เขาก็ค่อนข้างว่างทีเดียว
หูฮวนแกะไพ่โป๊กเกอร์ชุดหนึ่งออกมาจากซอง นี่เป็นหนึ่งในของเล่นที่แจกให้กับนักเรียน เขาอยู่คนเดียวในห้องโถงกว้างก็รู้สึกเบื่อๆ จึงสับไพ่ไปพลางๆ
แม้หูโหย่วเหยียนจะไม่เอาไหน แต่ทักษะการเล่นพนันของเขาเป็นของจริง หูฮวนได้เห็นผ่านหูผ่านตามาตั้งแต่เล็ก เขาจึงได้เรียนรู้แก่นของทักษะการเล่นพนันมาด้วย
ตั้งแต่เกิดมา หูฮวนก็รู้สึกต่อต้านอบายมุขพวกนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยแสดงทักษะการเล่นพนันของตัวเองและไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปในบ่อน
ตอนนี้เขาแค่เบื่อมากเกินไปจึงเล่นฆ่าเวลาสักหน่อยเท่านั้น
หูฮวนสับไพ่สองสามหนก็ดีดหนึ่งที ไพ่โจกเกอร์สี่ใบถูกดึงออกมา
จังหวะนั้นเอง เด็กสาวที่ย้อมผมสีทองคนหนึ่งก็บังเอิญเดินเข้ามาเห็นภาพนี้พอดี เธอตกตะลึง ร้องว่า “ไพ่สำรับหนึ่งมีโจ้กเกอร์อยู่แค่ใบเดียว นายเอามาจากไหนสี่ใบ เล่นโกงไม่ได้เล่นกันแบบนี้สักหน่อย พี่สาวจะสอนนายเองว่าต้องเล่นไพ่ยังไง”
เด็กสาวผมทองอายุมากกว่าหูฮวนหนึ่งหรือสองปี เธอท่าทางเหมือนนักเลง ใบหน้าทาเครื่องสำอางหนาเตอะจนดูไม่ออกว่าหน้าตาสวยหรือไม่สวย
เสื้อผ้าบนร่างเธอมีรอยขาดอยู่หลายแห่งดูแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่บรรยากาศรอบตัวจนถึงทรงผมและท่าทีเวลาพูดจาล้วนเป็นเหมือนคนจำพวกที่หูฮวนรังเกียจที่สุด
หูฮวนโยนไพ่ทิ้งแล้วถามว่า “มารายงานตัวใช่ไหมครับ”
เด็กสาวผมทองโยนสัมภาระทิ้งไว้ที่พื้นแล้วตอบอย่างกระตือรือร้น “เรื่องรายงานตัวไม่ต้องรีบร้อนน่า ฉันสอนนายเล่นไพ่ก่อน นายเล่นโกงแบบเห็นโจ่งแจ้งแบบนี้ เซียนไพ่เห็นแล้วอายจริงๆ”
เธอแย่งไพ่ในมือหูฮวนไปแล้วคลี่ออกไปรูปพัด บอกว่า “น้องชายตัวน้อย เลือกมาใบหนึ่งสิ”
หูฮวนไม่ขยับมือ ท่าทางเย็นชาขึ้นเล็กน้อย ตอบว่า “แสดงจดหมายแนะนำด้วยครับ! ผมจะช่วยคุณจัดหอพัก นี่เป็นบัตรโรงอาหาร...”
แต่เด็กสาวผมทองกลับตวาดขัดคำพูดของหูฮวน “นายจะหยิบหรือไม่หยิบ พูดมากขนาดนั้นทำอะไร พี่สาวคนนี้ปกติไม่ใจดีสั่งสอนวิชาเล่นพนันให้คนอื่นด้วยตัวเองแบบนี้หรอกนะ”
หูฮวนไม่อยากจะเปลืองคำพูดกับเธอแล้วจริงๆ จึงหยิบไพ่ขึ้นมาหนึ่งใบแล้วโยนลงบนโต๊ะ เด็กสาวผมทองเปลี่ยนท่าทีจากโมโหมาเป็นร่าเริงทันที เธอพูดเสียงดังอย่างตื่นเต้น “นายดูไพ่ใบนี้แล้วปิดไว้ อย่าบอกคนอื่น...”