ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 40

#40ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ตอนที่ 39 อุปกรณ์ประกอบการสอน

เหยียนหลิงเซ่อซุกมือไว้ในกระเป๋ากางเกง ท่าทางเท่อย่าบอกใคร จากนั้นเธอก็เดินเท่นำเข้าไปในพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่เป็นคนแรก

หลังจากผ่านประตูใหญ่ก็พบกับเสาหินหลายสิบต้นด้านข้าง บนหัวของเสาหินคือรูปสลักสัตว์ชนิดต่างๆ ในหมู่รูปสลักเหล่านั้นมีลิงจำนวนมากที่สุด หูฮวนสงสัยใคร่รู้ยิ่งนักว่าของสิ่งนี้มีไว้ทำอะไร เขาเหลียวมองกำแพงที่อยู่ทางฝั่งซ้ายก็เห็นคำอธิบายพอดี

“เจ้าของสิ่งนี้ก็คือหลักผูกม้า ลิงที่อยู่ด้านบนมีไว้ให้พ้องเสียงกับประโยคที่ว่าใกล้จะได้แต่งตั้งเป็นโหว[footnoteRef:1]อย่างนั้นเหรอ” หูฮวนได้เปิดหูเปิดตาแล้ว สมองมีความรู้รอบตัวมาประดับเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง [1: คำว่า โหว (猴) ที่แปลว่าลิง กับคำว่า โหว (侯) ที่หมายถึงหนึ่งในบรรดาศักดิ์ใหญ่ของขุนนางพ้องเสียงกัน ในขณะที่ตัวอักษรคำว่า หม่าซ่าง (马上) ที่แปลว่าอยู่บนหลังม้า ก็มีอีกความหมายหนึ่งว่ากำลังจะเกิดบางสิ่งขึ้นในเวลาอันใกล้ ด้วยเหตุนี้ประติมากรรมลิงอยู่บนม้าจึงสื่อความหมายว่า ขอให้ได้รับแต่งตั้งเป็นโหวในเวลาอันใกล้]

ในยุคนี้ทุกคนเลิกขี่ม้าเข้าเมืองไปนานแล้ว ของอย่างหลักผูกม้า ไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ต่อให้เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ก็มีคนจดจำมันได้อยู่ไม่กี่คน ถ้อยคำอวยพรอย่างขอให้ได้รับแต่งตั้งเป็นโหวโดยไวยิ่งไม่ค่อยมีให้เห็นอีกแล้ว

พอเดินเข้าไปได้สองสามก้าวก็มีรูปปั้นทองแดงของหลู่ซวิ่น[footnoteRef:2] ... [2: หลู่ซวิ่น (鲁迅) นักเขียนคนสำคัญของประเทศจีน หนึ่งในผู้สร้างรากฐานให้แก่วงการวรรณกรรมสมัยใหม่ของประเทศจีน]

หูฮวนเหลือบมองเซียวเจี้ยนเซิงแล้วบอกว่า “ที่นี่ดูมีกลิ่นอายความมีอารยธรรมดีนะฮะ”

เซียวเจี้ยนเซิงพยักหน้าหงึกๆ เขาเกิดมาในตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ อีกทั้งยังเป็นทหารมาหลายปี ความรู้ในด้านนี้ค่อนข้างน้อยนิด เห็นชัดว่าผู้หมู่เจ็ดคนนี้ไม่ใช่คนมีการศึกษาเท่าไรนัก

เหยียนหลิงเซ่อยกมือชี้สิ่งก่อสร้างหลังหนึ่งที่อยู่ระหว่างทางผ่าน แล้วบอกว่า “ตรงนี้คือห้องโถงจัดแสดง เดี๋ยวหลังจากนี้พวกนายมาเดินเล่นดูได้ ด้านหน้าเป็นที่ที่พวกเราจะเรียนกัน”

ที่แห่งนี้มีอาคารเพียงสองหลัง แต่มันเงียบสงบอย่างยิ่ง มีสระบัวขนาดค่อนข้างใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง เพียงแต่ฤดูกาลนี้ไม่มีใบและดอกบัว เหลือเพียงก้านบัวแห้งเหี่ยว ดูแล้วไม่น่าพิสมัยเท่าใดนัก

ตึกอีกหลังหนึ่งของพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่หน้าตาคล้ายกับหอพักหลังนั้นในคฤหาสน์ของสำนักปฏิบัติการกิจการพิเศษประจำมณฑลแต่ดูโอ่อ่ากว่ากันมาก ทั้งยังไม่มีหน้าต่างบานน้อยที่แลดูเหมือนคุก เป็นหน้าต่างปกติ

เหยียนหลิงเซ่อพาหลิงหูอิน หูฮวนกับเซียวเจี้ยนเซิงเข้าไปในอาคารหลังนี้แล้วแนะนำกับพวกเขาว่า “ชั้นใต้ดินคือโรงอาหาร ชั้นหนึ่งคือห้องเรียน ชั้นสองขึ้นไปคือหอพัก นักเรียนรุ่นนี้แต่เดิมมีหกสิบคน แต่มีนักเรียนคนหนึ่งโชคร้ายเสียสละชีวิตไปแล้ว ส่วนนักเรียนอีกสองคนก็ออกไปปฏิบัติภารกิจพิเศษ ดังนั้นจึงมาจริงๆ แค่ห้าสิบเจ็ดคน...

...ผู้ชายกับผู้หญิงจะพักคนละชั้น ภายในห้องมีเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างให้ครบ หากต้องการอะไร พวกนายก็บอกฉันได้ ตามกำหนดการ วันพรุ่งนี้ถึงจะเป็นวันรายงานตัว แต่มีนักเรียนสิบกว่าคนมาถึงก่อนแล้ว ตกกลางคืนจะมีงานสัมมนา พวกนายจะเข้าร่วมหรือจะไปทำกิจกรรมอิสระก็ได้”

แม้เหยียนหลิงเซ่อจะอายุน้อย แต่อย่างไรก็เคยไปศึกษาต่อต่างประเทศมาก่อน อีกทั้งเธอยังเป็นมือดีชั้นหัวกะทิของกองพลมังกรเร้น ผู้ถือครองพลังขั้นสี่ ตอนที่แนะนำสิ่งเหล่านี้จึงมีมาดของอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างยิ่ง

หูฮวนพยักหน้าหงึกๆ ความจริงตอนนี้หัวใจของเขาลอยไปที่อื่นแล้ว ได้มาเมืองหลวงทั้งที ไม่ไปเที่ยวจะได้อย่างไรกัน สถานที่ที่เคยเห็นแต่ในหนังสือเรียนกับในข่าวพวกนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปดูให้เห็นกับตาสักหน่อยสิ

ส่วนสัมมนาอะไรนั่น หูฮวนไม่สนใจสักนิด

เหยียนหลิงเซ่อกับหลิงหูอินล้วนทำแต่ภารกิจสำคัญของกองพลมังกรเร้น พวกเขาไม่มีทางมารับผิดชอบงานเล็กน้อยอย่างการมาต้อนรับคนอยู่แล้ว ดังนั้นหนนี้ความจริงพวกเขาไม่ได้ตั้งใจมาส่งหูฮวนกับเซียวเจี้ยนเซิง แต่ในฐานะผู้รับผิดชอบ พวกเขาต้องมารายงานตัวที่นี่พอดี การมาส่งทั้งสองคนจึงเป็นการมาทางเดียวกันเท่านั้น

ต่อจากนั้นเหยียนหลิงเซ่อก็เดินไปที่ห้องทำงานของตัวเอง หลิงหูอินสั่งอีกสองสามคำก็แยกตัวออกไปด้วย

หูฮวนกับเซียวเจี้ยนเซิงได้คนที่มารับนำทางไปยังโรงอาหารที่อยู่ชั้นใต้ดิน ทั้งสองมีสัญญาลับกันแล้ว เพราะฉะนั้นพอตักอาหารมาได้ก็พุ้ยข้าวกินจนแก้มตุ่ย

นักเรียนที่มาโรงอาหารเวลาเย็นมีน้อยมาก นอกจากพวกเขาสองคนก็มีคนหัวโล้นสวมแว่นตาที่ดูสุภาพเรียบร้อยอย่างยิ่งคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกสองคนเท่านั้น ผู้หญิงคนหนึ่งในนั้นสวมเสื้อผ้าลายดอกไม้สีสันสดใสกับกำไลทองอีกหลายวง แต่งตัวเสื้อผ้าจัดเต็มอย่างยิ่ง ดูปุ๊บก็รู้ว่าเป็นน้องสาวจากชนเผ่าเหมียว[footnoteRef:3] [3: ชนเผ่าเหมียว หรืออีกชื่อหนึ่งคือชนเผ่าแม้ว หนึ่งในห้าสิบหกชนกลุ่มน้อยในประเทศจีน มีถิ่นฐานกระจายอยู่ตามมณฑลต่างๆ ของประเทศจีนเช่นกุ้ยโจว หูหนาน หูเป่ย ยูนนาน กว่างซี รวมไปถึงประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่น ลาว เวียดนามและประเทศไทย]

ผู้หญิงอีกคนหนึ่งก็ไม่มีกลิ่นอายของคนเป็นทหารแต่อย่างไร เธอเหมือนเสมียนคนหนึ่งมากกว่า กิริยาท่าทางดูเรียบร้อย ตอนเห็นหูฮวนกับเซียวเจี้ยนเซิงยังเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักทายก่อน

ระหว่างที่หูฮวนพยายามจัดการอาหารตรงหน้า เขาก็ถามขึ้นมาเสียงเบา “ทำไมพวกเขาดูไม่เหมือนทหารเลยล่ะฮะ”

เซียวเจี้ยนเซิงหัวเราะฮ่าๆ “นายก็ไม่เหมือน! ผู้ปลุกพลังส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ปลุกพลังตามธรรมชาติ คนที่ฝึกฝนอย่างหนักจนพลังตื่นขึ้นมาอย่างพวกฉันต่างหากที่เป็นส่วนน้อย”

หูฮวนพึมพำขึ้นมาหนึ่งประโยค “พี่ก็ไม่ได้ฝึกจนพลังตื่นขึ้นมาสักหน่อย”

สีหน้าเซียวเจี้ยนเซิงชะงักไปทันที เขาลูบปลายคางแล้วตอบเห็นด้วยเสียงเบา “ที่นายพูดก็ถูก ฉันผสานการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์เข้ากับร่างกายจนกลายเป็นผู้ปลุกพลัง ไม่นับว่าเป็นพวกที่อาศัยการฝึกฝนเพียงอย่างเดียวปลุกพลังขึ้นมาพวกนั้น”

ห้าคนในโรงอาหารค่อนข้างเงียบ ผู้ชายหัวโล้นท่าทางสุภาพเรียบร้อยกินเสร็จเป็นคนแรก เขาลุกขึ้นไปเทเศษอาหารบนถาดสแตนเลสทิ้งแล้วเดินตัวปลิวออกเป็นคนแรก

เซียวเจี้ยนเซิงกับหูฮวนกินเร็วกว่าผู้หญิงสองคนนั้นอยู่เล็กน้อย พวกเขาสองคนกินเสร็จก็ไม่ลืมทักทายผู้หญิงสองคนนั้น จากนั้นก็เดินออกจากโรงอาหารอย่างกระตือรือร้น

ทั้งสองคนเพิ่งจะขึ้นไปที่ชั้นหนึ่งก็บังเอิญพบกับเหยียนหลิงเซ่อที่เดินลงมาจากชั้นบนพอดี เหยียนหลิงเซ่อเห็นพวกเขาเข้าก็ยิ้มน้อยๆ ให้ บอกว่า “พวกนายสองคนโชคดีไม่เลว ไปช่วยฉันขนอุปการณ์การเรียนการสอนหน่อยซิ!”

เซียวเจี้ยนเซิงกับหูฮวนมองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างมีสีหน้าจนปัญญา แต่เดิมทั้งสองคนตั้งใจจะออกไปเดินเที่ยวทัศนาทิวทัศน์อันงดงามของเมืองหลวง แต่ตอนนี้ได้แต่ไปใช้แรงงานหนักแล้ว

ทั้งสองคนตามเหยียนหลิงเซ่อไปจนถึงประตูด้านข้างของพิพิธภัณฑ์วรรณกรรมสมัยใหม่ พลทหารกลุ่มหนึ่งกำลังคุ้มกันหีบไม้ขนาดใหญ่ใบหนึ่ง เมื่อเห็นเหยียนหลิงเซ่อ พวกเขาจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ผู้หมวดที่เป็นหัวหน้าคนหนึ่งหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งออกมา หลังจากขอให้เหยียนหลิงเซ่อลงชื่อจึงทำความเคารพตามแบบฉบับทหารก็พาพลทหารใต้บังคับบัญชาขึ้นรถบรรทุกจากไป

หูฮวนกับเซียวเจี้ยนเซิงคนหนึ่งอยู่ด้านหน้าคนหนึ่งอยู่ด้านหลังแบกหีบไม้ใบนี้ขึ้นมา ชั่วพริบตาที่หีบไม้ลอยขึ้นจากพื้น ทั้งสองคนก็ต้องกัดฟันกรอดอย่างห้ามไม่ได้ หูฮวนเป็นผู้ปลุกพลังสายนักรบ พละกำลังมากกว่าผู้ชายวัยฉกรรจ์ทั่วไปหลายเท่า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่าน้ำหนักที่อยู่บนแผ่นหลังไม่เบาเลย

แม้เซียวเจี้ยนเซิงจะเป็นผู้ปลุกพลัง แต่เขาอาศัยการกลืนการ์ดเถาวัลย์ดูดเลือดจึงปลุกพลังได้สำเร็จ พละกำลังจึงด้อยกว่าหูฮวนอยู่หนึ่งขั้น เขาต้องออกแรงมากกว่าหูฮวน

ทั้งสองคนหอบแฮ่ก ยกหีบมาจนถึงตึกเรียน เหยียนหลิงเซ่อให้ทั้งสองคนแบกเข้าไปในห้องเรียนแล้ววางบนแท่นสอนหนังสือด้านหน้า

หูฮวนวางหีบลง ทันใดนั้นทั้งร่างกายก็รู้สึกเบาหวิว เขาหอบหนัก ถามว่า “อาจารย์ที่ปรึกษา ในนี้มีอะไรหรือครับ หนักเกินไปแล้วมั้ง”

เหยียนหลิงเซ่อยิ้มน้อยๆ ตอบว่า “วันพรุ่งนี้พวกนายก็จะรู้เอง นี่เป็นของดีเชียวนะ เบื้องบนอนุมัติสวัสดิการให้พวกนายเป็นกรณีพิเศษ”

เธอเหลือบมองเซียวเจี้ยนเซิงแล้วบอกเสียงเบา “ฉันเห็นคุณสมบัติของนายแล้ว ขาดอีกแค่ครึ่งก้าวก็จะกลายเป็นผู้ถือครองพลังได้ วันพรุ่งนี้เป็นโอกาสดีมากหนหนึ่ง อย่าได้พลาดซะล่ะ”

เซียวเจี้ยนเซิงผสานร่างกับการ์ดวัตถุเทพฤทธิ์เถาวัลย์ดูดเลือด แล้วยังได้พลังพิเศษอย่างวิชาดำดินมาอีก ค่าปลุกพลังจึงสูงกว่าหูฮวนอยู่เล็กน้อย ขาดอีกเพียงครึ่งก้าวเขาก็จะกลายเป็นผู้ถือครองพลังอย่างเป็นทางการได้แล้วจริงๆ

เขาเป็นคนที่ผ่านพิธีกรรมมาสามหนแล้ว พอได้ยินคำพูดนี้ก็กังวลขึ้นมาเล็กน้อย ความหมายของคำพูดของเหยียนหลิงเซ่อก็คือเจ้าสิ่งนี้น่าจะคล้ายกับพิธีกรรม เป็นของที่กระตุ้นการปลุกพลัง เพิ่มระดับค่าปลุกพลังให้สูงขึ้นได้

หากเขาคว้าโอกาสไว้ได้ กลายเป็นผู้ถือครองพลังได้สำเร็จก็เท่ากับหนึ่งก้าวเหยียบขึ้นฟ้า ไม่แน่อาจจะได้เลื่อนยศก็เป็นได้

แต่หากกลายเป็นผู้ถือครองพลังไม่สำเร็จ เขาคงได้แต่ใช้ชีวิตเฉื่อยชาไปจนวันปลดเกษียณ บางทีถ้าสร้างความดีความชอบ อาจฝ่าฟันจนได้เป็นจ่าสิบเอก แต่หลังจากนั้นก็ได้แต่นั่งรอให้ถึงอายุปลดระวาง

แม้หูฮวนจะสงสัยใคร่รู้อยู่บ้าง แต่เขาไม่ทุกข์ร้อนกับผลได้ผลเสียเท่ากับเซียวเจี้ยนเซิง ในสมองของเขายังเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าจะออกไปข้างนอกอย่างไร แล้วจะเที่ยวให้หนำใจอย่างไรดี

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 40