ภรรยาแม่ทัพเป็นสาวชาวบ้าน ตอนที่ 39
บทที่ 39 หยิ่งในศักดิ์ศรี
เมื่อกลับมาที่บ้าน หยางชุ่ยนั่งบนม้านั่งแล้วมองยังสวนข้างบ้านตน พอได้เห็นว่าเฉียวเทียนช่างกำลังทำอะไร นางก็แทบเป็นลมเสียตรงนั้น
ทำไมน่ะรึ เพราะเฉียวเทียนช่างกำลังขุดร่องข้างใต้กำแพงบ้านของนาง ร่องนั้นลึกนัก ถ้าเพียงแค่ลึกยังไม่เป็นอะไร แต่เฉียวเทียนช่างนำเอาไม้เหลาปลายแหลมจำนวนมากมาปักไว้อีก มองเพียงแวบเดียวนางก็รู้ทันทีว่าทำไมเขาถึงทำมันขึ้นมาตรงนั้น
เฉียวเทียนช่างเห็นหยางชุ่ยแต่ไม่สนใจนาง ยังคงทำงานของตนต่อไป เขาหยุดแล้วกลับบ้านก็ตอนฟ้ามืด
หยางชุ่ยคอยมองตามเฉียวเทียนช่างจนเขาเข้าไปข้างในบ้าน นางถึงละสายตา
นางลงจากม้านั่งแล้วยืนอยู่ในสวนของตัวเอง ใจนางเหม่อลอย นี่เขาเกลียดชังนางมากเลยหรือ เขายอมทำขนาดนี้เพียงเพื่อห้ามไม่ให้นางแอบปีนข้ามกำแพงเข้าไปในบ้านเขาอย่างที่นางทำในวันนี้
นางเฉิน แม่ของหยางชุ่ย เห็นหยางชุ่ยยืนอยู่ในสวนตอนตนกลับมาถึง และในดวงตาของหยางชุ่น มีน้ำตารื้นอยู่ นางเฉินก็เป็นห่วงขึ้นมาในทันใด
นางเฉินมีบุตรชายสองคน บุตรสาวหนึ่งคน บุตรสาวคนนี้เติบโตมาหน้าตาสะสวยและได้รับการดูแลเอาอกเอาใจ เลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมโดยหวังให้นางได้แต่งงานกับคนร่ำรวย บัดนี้บุตรสาวนางร้องไห้ นางก็กังวล “ชุ่ยเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น ใครรังแกเจ้า”
พอเห็นมารดา หยางชุ่ยก็ร้อง ‘ฮือ’ เสียงดังลั่นแล้วเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ให้นางเฉินฟัง
แม้นางเฉินจะแสลงใจที่บุตรสาวตนไปชมชอบนายพรานไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่พอนางยังปีนข้ามกำแพงเพื่อเข้าบ้านคนอื่น แต่นางก็ยังสนเรื่องที่ลูกสาวตนถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจมากกว่า พอได้ยินถ้อยคำของหยางชุ่ย นางก็เกิดความไม่พอใจต่อเฉียวเทียนช่างยิ่งนัก
ในสายตานาง บุตรสาวของนางดีเลิศ และการที่นางชอบเฉียวเทียนช่างนับเป็นโชคดีของเขา แต่เขากลับไม่ดีใจต่อเรื่องนี้แล้วยังทำให้บุตรสาวของนางโกรธ นับว่าช่างน่าขันเสียจริง
นางเฉินประเมินเหตุการณ์ออกมาเช่นนี้เพราะบุตรชายทั้งสองของนาง คนหนึ่งเป็นเจ้าของร้านในเมือง อีกคนเป็นซิ่วไฉ ดังนั้นบุตรสาวของนางเป็นถึงน้องของซิ่วไฉ นางจะแต่งงานกับใครก็ได้ พรานยาจกมีสิทธิ์อะไรมาเป็นคนตัดสินใจ
ยิ่งนางเฉินคิดยิ่งโกรธ นางปลอบบุตรสาวลวกๆ แล้วเดินตรงไปยังบ้านข้างๆ
หยางชุ่ยเพียงอยากจะโอดครวญกับมารดา ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอันใด เมื่อนางเห็นมารดาเดินไป นางจึงตกใจ ถ้านางเฉินไปวุ่นวายที่บ้านเฉียวเทียนช่าง นางคงไม่เหลือหน้าจะไปพบใครแล้ว
“ท่านแม่ ท่านทำอะไรน่ะ”
“เขาทำผิดต่อเจ้า แม่จะทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง” นางเฉินตอบดั่งเป็นเรื่องที่เห็นชัดกันอยู่แล้ว และลูบมือบุตรสาวอย่างปลอบขวัญ “ลูกแม่ เจ้าอย่าห่วง แม่จะให้เขามาขอโทษเจ้าเอง”
ใบหน้าหยางชุ่ยบิดเบี้ยวทันใด ทำไมมารดาของนางจึงโง่นัก “ท่านแม่ อย่าทำแบบนั้น ถ้าท่านไปแล้วคนอื่นมารู้เข้า ข้าคงไปพบหน้าใครไม่ได้อีกแล้ว”
แม้นางเฉินจะไม่ชอบใจ แต่พอได้ฟังหยางชุ่ย นางก็ผงกศีรษะ ในใจนางชังเฉียวเทียนช่างเป็นล้นพ้น แต่แน่นอนว่าหยางชุ่ยไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น
วันรุ่งขึ้น นางเฉินเห็นเฉียวเทียนช่างเดินผ่านประตูบ้าน นางทำเสียงถุยแล้วบ่นพึมพำถึงคางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า
เฉียวเทียนช่างได้ยินคำพูดเหล่านั้น เขาไม่สนใจ คนผู้นั้นไม่ได้เอ่ยชื่อแซ่ ดังนั้นเขาจะไม่เสนอหน้าไปรับว่านางกำลังพูดถึงเขา
หลายวันให้หลัง หน้านางเฉินบิดเบี้ยวเพราะข่าวลือเรื่องบุตรสาวนางแพร่ไปในหมู่บ้าน
“ชุ่ยเอ๋อร์ บอกข้ามาให้ชัดๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่” นางเฉินมองบุตรสาวตัวเองแล้วถามอย่างฉุนเฉียว
หลายวันมานี้ เมื่อนางออกไปข้างนอกก็จะโดนคนอื่นชี้นิ้วใส่ ในตอนแรกนางคิดว่าช่างประหลาดนัก จากนั้นนางก็ได้รู้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงบุตรสาวของนาง หนักหนากว่านั้นคือถ้อยคำทั้งหลายช่างไม่น่าฟัง พวกเขาพูดกันว่ามีหญิงสาวปีนข้ามกำแพงไปเข้าบ้านคนอื่น และเรื่องอะไรทำนองนั้น
คำพูดพวกนั้นแสลงหูยิ่งนัก นางเฉินถึงกับไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ตั้งแต่วันที่บุตรชายคนเล็กของนางได้เป็นซิ่วไฉ เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
สีหน้าหยางชุ่ยเปลี่ยนไป นางมองมารดาอย่างผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านจะโทษข้าเรื่องพวกนี้ไม่ได้นะ ทั้งหมดเป็นความผิดของหนิงเมิ่งเหยา นางผู้หญิงคนนั้น” จากนั้นก็เล่าเรื่องทั้งหลายออกไป สีหน้านางเฉินเปลี่ยนขณะรับฟัง
“นางหญิงแพศยา! นางกล้าป้ายสีพวกเรา” นางเฉินพูดลอดฟันที่กัดกรอด
แน่นอนว่านางต้องไปที่ประตูบ้านของหนิงเมิ่งเหยาแล้วชี้หน้าดุด่าอย่างเกรี้ยวกราด “หนิงเมิ่งเหยา นางแพศยา ออกมา!”