ภรรยาแม่ทัพเป็นสาวชาวบ้าน ตอนที่ 40
บทที่ 40 มาด่าถึงหน้าประตู
หนิงเมิ่งเหยาซึ่งกำลังสอนเด็กๆ อยู่ในสวนขมวดคิ้วอย่างห้ามตัวเองมิได้ นางก้มศีรษะลงมองเสี่ยวมู่ และคนอื่นๆ “เข้าไปอ่านหนังสือกันเองก่อน ข้าจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ทราบแล้ว ท่านอาจารย์” เด็กบางรายไม่สนเสียงด้านนอกแล้วตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสือทบทวนสิ่งที่หนิงเมิ่งเหยาเพิ่งสอน
หนิงเมิ่งเหยาเดินไปที่ประตูแล้วเห็นหญิงวัยกลางคนยืนจังก้าอยู่ตรงประตู มือเท้าสะเอว ดูเหมือนคนอารมณ์ร้าย
“ท่านผู้อาวุโสผู้นี้เป็นใครกัน” แม้อีกฝ่ายจะใช้ผรุสวาจา แต่หนิงเมิ่งเหยาได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี นางใช้ถ้อยคำหยาบโลนไม่ลง
นางเฉินทำตาขวาง ชักสีหน้าเหยียดหยามใส่หญิงสาวเบื้องหน้าตน แสดงออกชัดเจนว่าชังกัน “เจ้าเป็นคนนอกรึ หนิงเมิ่งเหยา”
หนิงเมิ่งเหยาย่นหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย พลางมองนางเฉินอย่างไม่ยินดีนัก “ข้าชื่อหนิงเมิ่งเหยา ข้าไม่รู้จักท่านผู้อาวุโส…”
“ไม่แปลกที่เฉียวเทียนช่าง เจ้ายาจกนั่นจะออกตัวแทนเจ้า ก็หน้าตาเจ้ามันเหมือนนางจิ้งจอกแบนนี้นี่เอง” นางเฉินล้อเลียนหนิงเมิ่งเหยา น้ำเสียง และสีหน้าเต็มไปด้วยการดูถูกถากถาง
หนิงเมิ่งเหยาไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด นางคาดเดาได้แล้วว่าคนผู้นี้เป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากมารดาของหญิงสาวนามหยางชุ่ย
“ท่านผู้อาวุโส ถ้าท่านมาที่นี่เพื่อจะพูดสิ่งเหล่านี้ ข้าต้องขออภัยด้วย ข้าไม่ว่าง และไม่มีเวลามาฟังถ้อยคำไร้สาระของท่าน” หนิงเมิ่งเหยากล่าวพร้อมหมุนตัว เตรียมจะไปจากตรงนี้ แต่นางเฉินมาขวางทางนางไว้
นางเฉินชี้หน้าหนิงเมิ่งเหยาแล้วด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว “นางหญิงไร้ยางอาย! ถ้าเจ้าอายไม่เป็นก็เรื่องของเจ้า แต่เจ้าลากลูกสาวข้าไปเกี่ยวด้วย คนแบบเจ้าไม่ควรอยู่ในหมู่บ้านไป๋ซาน ข้าจะให้ลูกชายข้าไปบอกหัวหน้าหมู่บ้านให้ไล่เจ้าไปจากที่นี่!”
เดิมหนิงเมิ่งเหยาเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้อาวุโส ดังนั้นนางจะไม่พูดอะไร และตัวนางเองก็ไม่อยากสร้างปัญหา แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ นางคิดว่าหญิงวัยกลางคนผู้นี้คงไม่ยอมเลิกยุ่ง ทำให้นางหงุดหงิด
“หืม ท่านมีคุณสมบัติอะไรถึงจะมาไล่ข้าไปจากที่นี่กัน” หนิงเมิ่งเหยายื่นมือไปปัดนิ้วของนางเฉินที่ชี้ตนเองทิ้งพลางกล่าวอย่างใจเย็น
นางเฉินมองหนิงเมิ่งเหยาแล้วเย้ยหยัน “ลูกชายข้าเป็นซิ่วไฉของหมู่บ้านไป๋ซาน เมื่อซิ่วไฉพูด มีหรือใครจะกล้าไม่ฟัง”
หนิงเมิ่งเหยาผงกศีรษะอย่างเข้าใจ เมื่อนางเฉินคิดว่านางได้รับคำข่มขู่แล้ว กลับได้ยินหนิงเมิ่งเหยาพูดขึ้น “เพราะแบบนี้นี่เอง ถ้าเช่นนั้นข้าก็อยากจะถามซิ่วไฉผู้นั้น คนเราควรล่วงล้ำอาณาเขตส่วนบุคคลอย่างที่น้องสาวของซิ่วไฉทำหรือไม่ มีน้องสาวไม่รู้จักสำรวม คิดเพียงจะวิ่งเข้าบ้านบุรุษ เช่นนี้เขาจะไล่นางออกไปหรือไม่”
ย้อนไปในสมัยโบราณ คนที่มีชื่อเช่นนี้ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตนเป็นที่สุด นางเฉินอยากจะค้าน แต่หนิงเมิ่งเหยาแย้มยิ้มว่าต่อ “ข้าอยากจะถามเขาด้วยว่าตัวเขาผู้เป็นถึงซิ่วไฉรู้สึกอับอายบ้างหรือไม่ที่มีมารดาแบบท่าน”
พฤติกรรมของนางเฉินตอนนี้คือการโอ้อวดคิดว่าตนอยู่เหนือผู้อื่น
ในฐานะมารดาของซิ่วไฉ จะคิดว่าตนอยู่เหนือผู้อื่นยังนับว่าไม่เป็นอะไร แต่ถ้าคิดจะใช้สถานะนี้ของตนข่มเหงผู้อื่นและทำสิ่งไม่ดี ย่อมทำให้ซิ่วไฉเสียหน้า
นางเฉินพูดไม่ออกเมื่อเจอเข้ากับคำพูดของหนิงเมิ่งเหยา แม้บุตรชายของนางจะไม่ได้ห้ามนางอวดตำแหน่งนี้ หรือทำเสมือนตนสูงส่งกว่าคนอื่น แต่เขาย่อมไม่ทนให้นางใช้ชื่อเสียงเขาทำเรื่องเสื่อมเสีย
เรื่องนี้เพียงใช้สมองคิดสักนิด คนย่อมบอกได้ว่าใครถูกใครผิด นางพลั้งปากข่มขู่แต่ไม่ทันคาดการณ์ว่าเด็กกำพร้าคนหนึ่งจะรู้อะไรมากมายปานนี้
ปกติแล้วคนทั่วไปได้ยินคำจำพวก ‘ซิ่วไฉ’ และ ‘เจ้าเมือง’ ก็มักตัวสั่นกลัว แต่หญิงผู้นี้นอกจากจะไม่กลัวแล้ว ยังพลิกเป็นฝ่ายขู่นางเสียเอง
ถ้านางต้องทำอะไรบางอย่างลงไปในวันนี้ เกรงว่าจะทำให้ตัวนางจบสิ้นแล้ว
ถ้าเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ จะไม่เป็นประโยชน์ต่อใครทั้งสิ้น
“ผู้อาวุโส ท่านมีธุระอะไรอีกหรือไม่” นางเฉินไม่พูดอะไรสักคำเดียว แต่ประกายที่แวบผ่านในดวงตานางทำให้มุมปากหนิงเมิ่งเหยากระตุกขึ้น
นางเฉินประเมินหนิงเมิ่งเหยาแล้วกล่าว “ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นเด็กกำพร้าน่าสังเวช ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้า แค่ไปขอโทษลูกสาวข้า และสัญญาต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านว่าเจ้าจะไม่ไปยั่วเจ้าคนน่าสงสารอย่างเฉียวเทียนช่างก็พอ”
นางทำเสียงราวกับว่าทุกอย่างควรเป็นเช่นนั้น หนิงเมิ่งเหยาอดขำมิได้ หญิงวัยกลางคนผู้นี้คิดว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่นจริงๆ