หวนชะตารัก: Chapter 033 ตอนที่ 33
บทที่ 33 เป้าหมายที่ว่า
ฟางจิ่นซิ่ววิ่งเข้ามาในห้องของฟางเฉิงอวี่ ไม่พูดสักประโยคนั่งลงแล้วร้องไห้
“พี่สาม ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย ท่านร้องไห้เร็วเกินไปแล้ว” ฟางเฉิงอวี่ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่พูดล้อขึ้น
ฟางจิ่นซิ่วยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
ฟางเฉิงอวี่เอื้อมมือหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งแล้วโยนไปไว้บนตัวฟางจิ่นซิ่ว ไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่มองนางร้องไห้
ฟางจิ่นซิ่วคว้าผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหน้าแรงๆ
“เจ้ารู้แล้วสินะ?” นางสะอึกสะอื้นพูด
ฟางเฉิงอวี่ยิ้ม
“รู้แล้ว พี่สามจะไม่ยินดีกับข้าหรือ?” เขาเอ่ย
มองฟางเฉิงอวี่ที่สงบเช่นนี้แล้วยังคงล้อเล่นได้ ฟางจิ่นซิ่วทั้งโกรธทั้งเสียใจ
“เจ้าเลิกเล่นได้แล้ว เจ้าเป็นเช่นนี้ ในใจข้ายิ่งเศร้า” นางร้องไห้ “รังแกกันเกินไปแล้ว”
ฟางเฉิงอวี่หัวเราะ
“คนอย่างข้ายังสู่ขอภรรยาอย่างคุณหนูจวินได้ ทุกคนล้วนพูดว่าเป็นพวกเรารังแกนาง” เขาเอ่ยขึ้น
“คนอย่างนาง? คนอย่างนางมีอะไรดี? น้องเล็กถ้าหากเจ้าไม่ใช่...โรคนี้ พูดถึงฐานะความสามารถทั้งหยางเฉิงเจ้าก็ไม่เป็นสองรองใคร” ฟางจิ่นซิ่วพูดขึ้น “ต่อให้มีโรคนี้ เจ้าก็ยังเป็นคนที่ดีที่สุด จวินเจินเจินนางนอกจากฐานะที่บิดาทิ้งไว้ให้ ขยะยังไม่ใช่”
แต่เขาก็มีโรคนี้นี่
ฟางเฉิงอวี่ไม่ได้พูดออกไป
“เฉิงอวี่ นางคิดจะแต่งให้เจ้า เห็นชัดว่าต้องการแต่งเข้าตระกูลของเรา จะยึดครองตระกูลของเราอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม” ฟางจิ่นซิ่วพูดต่อ “คนนอกไม่รู้ ในตระกูลของเราใครไม่รู้บ้าง”
พูดถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้น้ำตาร่วงอีก
“ในเมื่อทุกคนรู้ว่านางทำเพื่อสิ่งนี้ก็ไม่มีอะไรให้เศร้าแล้ว” ฟางเฉิงอวี่เอ่ยขึ้น “มีท่านแม่ มีพวกท่านอยู่ ยังต้องกังวลอะไรอีก ควรหัวเราะถึงจะถูก”
นั่นก็ใช่ จวินเจินเจินคนพรรค์นี้ทำเรื่องเช่นนี้ ต่อให้นายหญิงผู้เฒ่าปกป้องนางได้ชั่วเวลาหนึ่ง แต่จะปกป้องนางได้ทั้งชีวิตหรือ?
นางคิดว่าแต่งให้เฉิงอวี่แล้วจะกลายเป็นคนที่ได้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในตระกูลฟางจริงๆ เช่นนั้นหรือ?
ช่างน่าขำจริงๆ
ฟางจิ่นซิ่วหยุดร้องไห้เปลี่ยนมาหัวเราะ ขยำผ้าเช็ดหน้า
“ที่ข้าเศร้าคือท่านย่าลำเอียงถึงเพียงนี้” นางเอ่ยขึ้น “เห็นเจ้าเป็นอะไรไปแล้ว”
“แน่นอนย่อมเป็นหลานในอก ถึงรู้ดีว่าบ้าบอก็ยังต้องลองดูสักครั้งช่วยรักษาชีวิตของข้า” ฟางเฉิงอวี่เอ่ยขึ้น “พี่สาม ท่านอย่ากล่าวโทษท่านย่า หน้ามือหลังมือล้วนเป็นเนื้อ นางทำเช่นนี้ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล”
ฟางจิ่นซิ่วใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดตา
“ใครๆ ก็รู้สึกว่าจัดการเช่นนี้ดี ท่านย่าก็มีเหตุผล แต่ไม่มีใครคิดถึงน้องเล็ก” นางพูดเสียงเบา “คิดว่าเจ้ายินดีหรือไม่ คิดว่าใจเจ้าจะรู้สึกอย่างไร”
ฟางเฉิงอวี่ไม่เอ่ยวาจา มือที่วางอยู่บนหัวเข่ากำแน่น
คิด ใครก็มีสิทธิคิด นอกจากเขา
ในเมื่อการคงอยู่ของเขาคือความทุกข์ระทมของทุกคน เช่นนั้นก็ควรให้ทุกคนจัดการทุกสิ่งอย่างเพื่อทำเนาความทุกข์ ส่วนเขาจะคิดอย่างไร คนที่กำลังจะไม่อยู่แล้วมีอะไรต้องใส่ใจอีก
แต่งงาน
แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยคิดว่าจะยังมีการแต่งงาน คนที่นับนิ้วถอยหลังเวลาชีวิต ไม่นับว่าเป็นคนคนหนึ่งแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยังเป็นหรือไม่เป็นผู้ชาย
อ่านหนังสือมากเข้า บางครั้งก็คิดขึ้นบ้างว่าบนโลกนี้จะมีสตรีสักคนที่งดงามดุจบุปผาดั่งหยกงาม อ่อนโยนราวสายน้ำ...
แต่ผู้หญิงคนนั้นย่อมไม่ใช่จวินเจินเจินแน่นอน
..................................................................................................
ตอนที่ฟางจิ่นซิ่วหลั่งน้ำตาด้วยความคับแค้นนี่เอง ในห้องของคุณหนูจวินก็มีเสียงร้องไห้เช่นกัน
“คุณหนู ท่านจะแต่งให้กับเจ้าง่อยคนนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ” หลิ่วเอ๋อร์ร้องไห้น้ำตานองหน้า “สวรรค์ ไยตระกูลฟางถึงกับย่ำยีท่านเช่นนี้ รังแกท่านที่เป็นเด็กสาวกำพร้า แต่งงานกับเจ้าง่อยใกล้ตายที่ไม่มีใครแต่งด้วยคนนั้น จะให้ท่านเป็นหญิงหม้าย”
สาวใช้ตัวน้อยคุกเข่าเดินหลายก้าวมาดึงแขนเสื้อของคุณหนูจวิน
“คุณหนู พวกเราไปร้องทุกข์ ไปร้องทุกข์”
คุณหนูจวินยิ้ม เขี่ยปลายจมูกของหลิ่วเอ๋อร์
“เป็นเรื่องหลอก” นางเอ่ยขึ้น
หลิ่วเอ๋อร์อึ้งไป
“อะไรหลอกเจ้าคะ?” นางถามขึ้น
“การแต่งงานเป็นเรื่องหลอก” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น “ก็แค่เพื่อหลอกพวกเขา”
หลิ่วเอ๋อร์นิ่งงันท่าทางกระจ่างขึ้นมาบ้าง
ใช่สินะ คุณหนูจะไปชอบพอเจ้าง่อยใกล้ตายคนนี้ได้อย่างไร
“คุณหนู ท่านหลอกพวกเขาทำไม?” นางโล่งใจ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ กดเสียงเบาถามขึ้น
พวกเขาที่หลิ่วเอ๋อร์พูดถึงย่อมหมายถึงคนตระกูลฟาง แต่พวกเขาที่นางพูดถึงกลับไม่ใช่คนตระกูลฟาง แต่เป็นศัตรูที่ตระกูลฟางต้องป้องกัน คุณหนูจวินยิ้ม แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายกับสาวใช้ตัวน้อยคนนี้มากเกินไป
นางยื่นมือไปลูบศีรษะของหลิ่วเอ๋อร์ ถ้าหากจะต้องพูดให้ได้
“เพื่อเงิน” นางเอ่ยขึ้น
เงิน?
หลิ่วเอ๋อร์คิดถึงที่ตระกูลหนิง คุณหนูเอาหนังสือหมั้นแลกกับเงินก้อนหนึ่ง ตอนนี้ก็ใช้การแต่งงานมาหลอกเอาเงินของตระกูลฟาง
“คุณหนู ท่านต้องการเงินมากหรือเจ้าคะ?” นางถามขึ้น
ก่อนหน้านี้คุณหนูไม่สนใจของชั้นต่ำเหล่านี้สักนิด
“ใช่แล้ว สิ่งที่ต้องทำ ต้องการเงินและคน” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น
“คุณหนูต้องทำเรื่องอันใดเจ้าคะ?” หลิ่วเอ๋อร์ถามขึ้นไม่เข้าใจ
คุณหนูจวินเงียบไปครู่หนึ่ง
“ไปเมืองหลวง” นางเอ่ยขึ้นไม่ได้ปิดบังสาวใช้ตัวน้อยคนนี้
ตัวคนเดียวเฝ้าขบคิดเป้าหมายประการนี้ก็หดหู่เกินไปแล้ว มีใครสักคนให้พูดออกมาบ้างก็ดี
หลิ่วเอ๋อร์ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ เพราะนางจำได้ก่อนหน้านี้คุณหนูเคยพูดมาก่อนเหมือนกัน ตอนที่ใช้หนังสือหมั้นแลกเงินมาจากตระกูลหนิง
คุณหนูอยากไปเมืองหลวงถึงเพียงนั้นเชียว
ก็ใช่ ที่หยางเฉิงนี่เป็นสถานที่แห่งความเจ็บปวด ไม่มีอะไรให้อาวรณ์ เมืองหลวงรุ่งเรืองถึงเพียงนั้น ไปที่นั่นก็ดี
“คุณหนู พวกเราเอาเงินไปใช้ชีวิตสุขสบายในเมืองหลวง ให้พวกเขา...” นางเอ่ยขึ้น ชี้ไปด้านนอก “ลงนรกกันให้หมดเถอะ”
คุณหนูจวินขำนาง
ไปเมืองหลวงก็ไม่ใช่เพื่อชีวิตสุขสบาย นอกจากนั้นชีวิตอาจลำบากยิ่งกว่า
“ดี” นางยิ้มพยักหน้า ไม่ได้พูดเรื่องนี้อีก “จำไว้ต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามบอกคนอื่น”
เมื่อรู้ว่าคุณหนูไม่ได้แต่งงานกับเจ้าง่อยคนนี้เพื่อเป็นหญิงหม้ายจริงๆ หลิ่วเอ๋อร์ก็มีกำลังวังชากลับมาใหม่อีกครั้ง นางเช็ดน้ำตายืนขึ้นมาตบหน้าอก
“คุณหนูวางใจได้เจ้าค่ะ”
...............................................................................................
ฟางจิ่นซิ่วคิดว่าการกระทำนี้ของคุณหนูจวินเพื่อยึดครองตระกูลฟาง สาวใช้หลิ่วเอ๋อร์คิดว่าคุณหนูทำเพื่อเงิน แต่หนิงอวิ๋นเยี่ยนที่อยู่ไกลออกไปในหมู่บ้านเป่ยหลิวกลับคิดไม่เหมือนกัน
“นางทำเพื่อจะรั้งอยู่ที่หยางเฉิง” นางเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีหงุดหงิดอยู่บ้าง
ได้ฟังข่าวชัดเจนมาจากฝั่งนายหญิงใหญ่หนิง ยืนยันว่าตระกูลฟางจะแต่งจวินเจินเจินจริง
“เพื่อเสริมมงคล” หนิงอวิ๋นเยี่ยนหัวเราะหยัน “นี่ต้องเป็นความคิดของจวินเจินเจินแน่”
“นางจะรั้งอยู่ที่หยางเฉิงทำไม?” พี่น้องคนหนึ่งถามขึ้น “ไม่กลัวอับอายผู้คนหรือ?”
หนิงอวิ๋นเยี่ยนสีหน้าเหยียดหยาม
“แน่นอนก็เพื่อตอบโต้ตระกูลหนิงของพวกเรา” นางเอ่ยขึ้น
บรรดาพี่น้องสบตากันทีหนึ่ง
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกมั้ง? อย่าพูดถึงนางเลย ต่อให้เป็นตระกูลฟางต่อหน้าตระกูลของพวกเรานับเป็นอะไรได้” ทุกคนหัวเราะเอ่ยขึ้น
“นับเป็นอะไร? นับเป็นมูลสุนัข” หนิงอวิ๋นเยี่ยนพูดขึ้นเสียงเหยียดหยัน “ไม่ทำให้ตาย แต่น่ารังเกียจ”
พี่น้องหลายคนใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากจมูกแสดงท่ารังเกียจเหลือเกิน
“พวกเจ้าคิดดูสิ นางรั้งอยู่ที่หยางเฉิง กลายเป็นนายหญิงน้อยคนโตของตระกูลฟาง รอเจ้าง่อยนั้นตายแล้ว นางก็วางท่าอวดเบ่งที่ตระกูลฟางได้” หนิงอวิ๋นเยี่ยนเอ่ยขึ้น พูดถึงตรงนี้ก็หัวเราะหยัน “นางต้องทำเช่นนี้แน่ ถึงตอนนั้นนางก็จะพูดกับคนทุกวันเรื่องนางกับตระกูลหนิงของพวกเรา ไม่แน่อาจแสร้งทำท่าว่าตัวเองกับพี่สิบต่างมีใจให้กัน แต่ถูกกีดกันความรัก สรุปก็คือ จวินเจินเจินคนนี้เป็นผู้หญิงไร้ยางอาย เรื่องอะไรก็ทำออกมาได้”
จวินเจินเจินคนพรรค์นี้ทำเรื่องเช่นนี้ได้จริงๆ เหล่าพี่น้องสบตากันทีหนึ่ง
จวินเจินเจินไม่รู้จักว่าสิ่งใดเรียกว่าอับอาย
บรรดาพี่น้องวิตกขึ้นมาบ้าง
“เช่นนั้นจะทำอย่างไร? ตระกูลฟางจะตบแต่งจวินเจินเจิน ใครจะห้ามได้” พวกนางเอ่ยขึ้น
หนิงอวิ๋นเยี่ยนสีหน้าเย็นชา กำศรไม้ไผ่ในมือ
“เช่นนั้นก็ให้นางกับตระกูลฟางได้ลืมตาตื่นเสียบ้าง” นางโยนศรไม่ไผ่ทิ้งยืนขึ้นมา “ข้าจะเข้าเมือง”
……………………………………….