หวนชะตารัก: Chapter 037 ตอนที่ 37
บทที่ 37 ใครรังแกใคร
จั่วเยี่ยนจือโมโหฮึดฮัดจากไป คุณหนูจวินที่ออกมาก่อนก้าวหนึ่งนั่งอยู่บนรถม้าด้วยสีหน้านิ่งสงบ ราวกับเรื่องเมื่อครู่ ไม่ได้เกิดขึ้น
ฟางอวี้ซิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“คุณหนูจั่วก็นับว่าได้ดั่งที่ปรารถนา” นางอมยิ้มเอ่ยขึ้น “นี่ใช่ยกก้อนหินทับเท้าตนเองหรือไม่?”
นางมีทีท่าสนิทสนมราวกับเมื่อครู่ตนเองก็มีแค้นร่วมศัตรู ไม่ใช่ยืนมองข้างๆ
คุณหนูจวินยิ้ม
“ไม่ใช่คุณหนูจั่วที่อวดฉลาดแล้วพลาดท่า แต่เป็นข้าที่รังแกเธอต่างหาก” นางเอ่ยขึ้น
นี่หมายความว่าอะไร?
จั่วเยี่ยนจือเห็นชัดๆ ว่าจะรังแกนาง แม้ผลจะเป็นจวินเจินเจินรังแกจั่วเยี่ยนจือ
ฟางอวี้ซิ่วมองนางเผยความไม่เข้าใจอยู่หลายส่วน
ที่จั่วเยี่ยนจือใช้เล่ห์กลชั้นเลวเช่นนี้มาวางกับดักจวินเจินเจิน เพราะความเข้าใจเกี่ยวกับจวินเจินเจินคนเดิม แต่ที่นางไม่รู้ก็คือ จวินเจินเจินตอนนี้ไม่ใช่จวินเจินเจินที่นางรู้จักคนนั้นอีกแล้ว
จวินเจินเจินในตอนนี้ย่อมไม่ติดกับเล่ห์กลชั้นเลวเช่นนี้ กลับกันยังฉวยสถานการณ์วางกับดักจั่วเยี่ยนจือ
พูดให้ชัดก็คือนางรังแกเธอ ถ้าหากคุณหนูจั่วรู้ว่าจวินเจินเจินในตอนนี้เปลี่ยนเป็นอีกคน คาดว่านางคงไม่บุ่มบ่ามออกหน้ามาหาเรื่องลำบากเช่นนี้
แน่นอนเรื่องนี้ย่อมไม่อาจพูดให้ฟางอวี้ซิ่วฟัง คุณหนูจวินยิ้ม
“เพราะนางไม่รู้ว่าข้าจะไม่เพ้อฝันถึงคุณชายสิบอีกแล้วจริงๆ” นางพูดขึ้น “ที่นางทำนี้ย่อมไม่อาจยั่วยุข้าได้ เพื่อของที่ไม่สนใจ ข้าจะติดกับได้อย่างไร”
ไม่สนใจ?
ฟางอวี้ซิ่วมองนาง
“เจ้าพูดถึง คุณชายสิบตระกูลหนิง หรือว่าหน้าตาของเจ้า?” นางถามขึ้น
“พี่สาว นี่จะเป็นหน้าของข้าไปได้อย่างไร? ข้าซื้อสิถึงจะเสียหน้าของจริง!” คุณหนูจวินอมยิ้มพูดขึ้น “ส่วนคุณชายสิบตระกูลหนิง...”
นางมองฟางอวี้ซิ่ว เม้มปากแล้วยิ้ม
“เขาเป็นใครหรือ?” นางเอ่ยขึ้น
ฟางอวี้ซิ่วก็ยิ้มบ้างแล้ว
“ต้องแบบนี้สิ” นางเอ่ยขึ้นท่าทางชื่นชมเต็มเปี่ยม ส่วนจริงหรือเสแสร้ง คุณหนูจวินไม่ได้สนใจ
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราไปร้านเครื่องประดับอีกร้านหนึ่งดู” ฟางอวี้ซิ่วเอ่ยขึ้นอีก
คุณหนูจวินมองไปนอกตัวรถ พอดีผ่านร้านยาร้านหนึ่ง
“ไปร้านยาซื้อของจากภูเขาสักหน่อยก่อน” นางเอ่ยขึ้น
คุณหนูจวินอยากทำอะไรก็ทำสิ่งนั้น ฟางอวี้ซิ่วไม่ออกความเห็น อมยิ้มรับคำแล้วให้คนรถหยุดรถ
...........................................................................................
ในจวนแห่งหนึ่งในหยางเฉิง แม้จะเป็นฤดูหนาว แต่ศาลาเล็กกลางทะลสาบซึ่งระลอกคลื่นเขียวครามขยับไหวก็มีเด็กสาวสวมชุดงดงามจำนวนหนึ่งยืนล้อมรอบเด็กสาวคนหนึ่งที่ตกปลาอยู่ตรงกลาง
เสียงร้องไห้ของเด็กสาวลอยมาแต่ไกล ทำลายความสงบเงียบของที่แห่งนี้
“แม่นางสิบเจ็ด แม่นางสิบเจ็ด” จั่วเยี่ยนจื้อร้องไห้วิ่งเข้ามา
บรรดาเด็กสาวต่างหันไปมอง หนิงอวิ๋นเยี่ยนที่ถูกส่งเสียงเรียกยังคงนิ่งไม่ขยับ ตั้งใจมองน้ำในทะเลสาบ
“จั่วเยี่ยนจือ เจ้าเป็นอะไร?”
“เจ้าไปไหนมา? ทำไมสายป่านนี้เพิ่งมา?”
เด็กสาวคนอื่นพากันถามขึ้น
“ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าได้ข่าวก็รีบมา ยังคิดจะเอาของขวัญมาให้น้องสิบเจ็ด ปรากฏว่า...” จั่วเยี่ยนจือพูดถึงตรงนี้ก็ทำหน้าเศร้า “ปรากฏว่าเจอจวินเจินเจินเข้า”
จวินเจินเจิน?
บรรดาเด็กสาวประหลาดใจนิดหน่อย ศีรษะของหนิงอวิ๋นเยี่ยนขยับเล็กน้อย
“จวินเจินเจิน ตอนนี้ยังกล้าออกจากบ้าน?” มีคนถามขึ้น
“ไม่ใช่แค่ออกจากบ้าน? นางยัง...” จั่วเยี่ยนจือพูดอยู่ปากก็เบะน้ำตาใกล้ร่วงลงมา “น้องสิบเจ็ด นางยังรังแกข้า”
บรรดาเด็กสาวยิ่งประหลาดใจกว่าเดิม
“นางกล้ารังแกเจ้าเชียวรึ”
“นางอยากผูกมิตรกับเจ้าที่สุดไม่ใช่หรือ?”
หนิงอวิ๋นเยี่ยนโยนคันเบ็ดในมือลงไปในทะเลสาบ
“พูดแบบนี้ เป็นเพราะตระกูลของพวกเราเจ้าถึงถูกคนรังแก” นางเอ่ยขึ้น
“เป็นเพราะไม่มีงานแต่งงาน จวินเจินเจินถึงพาลโกรธเจ้าหรือ?” มีเด็กสาวถามขึ้น
จั่วเยี่ยนจือคิดถึงเรื่องเมื่อครู่ ก็ทนไม่ได้ร้องไห้ขึ้นมา
“ข้าถูกรังแกหมดท่าเลย” นางร้องไห้พูดขึ้น
ร้องไห้จริงๆ สินะ ไม่ใช่แค่เพื่อหาคนเห็นใจ
จั่วเยี่ยนจือยโสเอาแต่ใจมาตลอด ยิ่งผนวกกับฐานะ ในเมืองหยางเฉิงนี้ที่ผ่านมาเป็นฝ่ายรังแกผู้อื่น ถูกผู้อื่นรังแกยกนิ้วขึ้นนับครั้งได้จริงๆ ถึงจะมีคนเห็นนางแล้วขัดตาอยู่จริง แต่ก็ต้องเกรงตระกูลจั่วตระกูลหนิงไม่กล้าทำอะไรนางจริงจัง
ดูท่าแล้วคงถูกรังแกมาไม่เบาจริงๆ
คนทั้งหลายรีบถามไถ่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
จั่วเยี่ยนจืออดกลั้นความอับอายเล่าเรื่องออกมา บรรดาเด็กสาวฟังแล้วตาโตอ้าปากค้าง
หนิวอวิ๋นเยี่ยนสบถคำหนึ่ง
“เจ้ายังมีหน้าร้องไห้ ถูกจวินเจินเจินสมองขี้เลื่อยคนนั้นรังแกจนเป็นสภาพนี้ กระทั่งคนหัวขี้เลื่อยเจ้าก็ยังสู้ไม่ได้” นางว่าขึ้น “ยังจะมาร้องไห้กับข้า เจ้าทำไมไม่เอาหัวโขกนางให้ตายไปเสียเลย”
พูดจบก็สะบัดมือเดินออกไป
จั่วเยี่ยนจือประจบไม่สำเร็จ ทั้งอายทั้งโกรธ ยืนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ที่เดิม
บรรดาเด็กสาวคนอื่นอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
“เยี่ยนจือ เจ้าใช้เงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลงซื้อปิ่นแดงจริงหรือ?” เด็กสาวคนหนึ่งถามขึ้น
คำพูดของนางถามออกมา บรรดาเด็กสาวที่อยู่ตรงนั้นก็ทนไม่ไหวต่างหัวเราะลั่น
จั่วเยี่ยนจือยิ่งอับอายหงุดหงิด กระทืบเท้าหมุนกายวิ่งออกไป
แต่หนิงอวิ๋นเยี่ยนด่าก็ส่วนด่า ไม่นานก็ให้สาวใช้ส่งเงินสองร้อยตำลึงไปให้จั่วเยี่ยนจือ ได้ปิ่นแดงเล่มนั้นมา
“เจ้ารับผิดชอบแทนนาง” เด็กสาวคนหนึ่งเอ่ยกับหนิงอวิ๋นเยี่ยน
“พูดเช่นนี้ไม่ได้ นางติดร่างแหกับตระกูลหนิงของพวกเราถึงได้ถูกจวินเจินเจินรังแก” หนิงอวิ๋นเยี่ยนเอ่ยขึ้น หมุนปิ่นแดงในมือเล่น
ติดร่างแห? จั่วเยี่ยนจือเพื่อประจบหนิงอวิ๋นเยี่ยนถึงไปรังแกจวินเจินเจินน่ะสิ
แต่ว่านี่เป็นเรื่องเล็ก จวินเจินเจินถึงกับกล้าโต้กลับทั้งยังวางหลุมพรางจั่วเยี่ยนจือ เรื่องนี้ถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ ผิดวิสัยนางอย่างแท้จริง
“จวินเจินเจินคนนี้ช่างหน้าไม่อายขึ้นทุกที” สีหน้าของเหล่าเด็กสาวทั้งดูถูกทั้งโมโห
“นางจะยังอายอะไร ขนาดพ่อค้า คนตายก็ยังจะแต่งด้วย” หนิงอวิ๋นเยี่ยนเอ่ยขึ้น “ก็คงต้องการฉีกหน้าตระกูลหนิงของพวกเรา นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นแหละ”
นางทิ่มปิ่นแดงในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง
“หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง ปากร้ายกาจนัก จวินเจินเจิน เจ้าคงไม่กลัวถูกทิ่มปากแตก”
เวลานี้คุณหนูจวินกลับมาถึงบ้านแล้ว
นางแค่แวะร้านยาร้านเดียวก็หายาอย่างหนึ่งที่ต้องการพบ เป็นอย่างที่คิดเป็นเพราะชื่อเรียกไม่เหมือนกันอีกทั้งจำนวนยังน้อย เมื่อยืนยันจุดนี้ได้แล้วคุณหนูจวินก็ไม่ได้ไปหายาตัวอื่นอีก แต่ทำท่าเหมือนหมดอารมณ์อยู่บ้าง
ฟางอวี้ซิ่วคิดว่าเป็นเพราะนางกับจั่วเยี่ยนจือขัดแย้งกัน ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกจึงเป็นฝ่ายออกปากจะกลับบ้านอย่างเข้าใจ
คุณหนูจวินก็ไม่ได้ปฏิเสธ
“พรุ่งนี้ค่อยมาเดินเถอะ วันนี้เหนื่อยแล้ว” นางเอ่ยขึ้น
ฟางอวี้ซิ่วยิ้มด้วยสีหน้าเข้าใจ กำชับคนรถหันหัวรถกลับ
เรื่องที่ทะเลาะกับจั่วเยี่ยนจือที่ร้านเครื่องประดับแพร่ออกไปแล้วอย่างที่คาด เพิ่งมาถึงบ้านนายหญิงผู้เฒ่าฟางก็มาหาแล้ว
“เจ้าทำท่าไหนถึงไปมีเรื่องกับคุณหนูจั่วเข้า?” นางคิ้วขมวดถามโพล่งขึ้นมา ไม่แม้กระทั่งถามเรื่องซื้อยา
แต่เดิมศัตรูที่ทำร้ายเฉิงอวี่ก็ยังหาไม่พบ ไม่รู้ว่าศัตรูมากเท่าไรแอบซ่อนจับจ้องมาดร้ายอยู่ ยังจะหาเรื่องกับตระกูลหนิงอีก
ยังคิดว่าเด็กคนนี้ปรับปรุงตัวแล้ว ผลปรากฏว่าพอถูกคนยั่วยุเข้าหน่อยก็บุ่มบ่าม
“เจ้าโอดครวญเสมอว่าพวกเราไม่ช่วยหนุนหลังเจ้า ไม่ไปทะเลาะกับตระกูลหนิง นั่นก็เป็นเพราะตระกูลหนิงไม่ใช่คนที่จะไปบีบหรือทะเลาะด้วยได้ เจ้าเชื่อหรือไม่ พวกเขาทำให้เจ้าหายไปได้ ทั้งยังทำให้พวกเราตระกูลฟางทำอะไรไม่ได้ด้วย” นายหญิงผู้เฒ่าฟางเอ่ยขึ้น “เวลานี้แล้ว เจ้ายังจะไปหาเรื่องพวกนางเพื่ออะไร?”
คุณหนูจวินยิ้ม วางชาในมือลง
“ท่านยาย ก่อนหน้านี้ข้าพูดไปแล้ว ข้าจะไม่ไปหาเรื่องตระกูลหนิง แต่ถ้าตระกูลหนิงมาหาเรื่องข้า ข้าก็จะไม่ยอมอ่อนแอให้เห็น” นางเอ่ยขึ้น “คนบางคนอ่อนแอให้เห็นได้ อย่างเช่นคนที่ซ่อนอยู่ในเงามืดทำร้ายท่านปูท่านลุงรวมถึงน้องเล็ก อ่อนแอให้เห็นทำให้อีกฝ่ายเผอเรอได้ แต่บางคนไม่จำเป็นต้องอ่อนแอให้เห็นอย่างเช่นตระกูลหนิง
“เพราะฉะนั้นก็คือยังเก็บความโกรธนี้ไว้ไม่ได้?” นายหญิงผู้เฒ่าฟางพูดเสียงราบเรียบ
“ไม่ใช่อดกลั้นความโกรธนี้ไม่ได้ แต่เป็นอ่อนข้อให้ไม่มีประโยชน์” คุณหนูจวินพูดเสียงละมุน “เรื่องไร้ประโยชน์ ทำไปเพื่ออะไร ข้ายุ่งถึงเพียงนี้ ไม่ได้ว่างไม่มีอะไรทำ”
……………………………………….