หวนชะตารัก: Chapter 036 ตอนที่ 36
บทที่ 36 ท่านชอบข้าปล่อยมือ
ซื้อเครื่องประดับ
คุณหนูจวินยิ้ม
“คุณหนูจั่วเชิญเลือกก่อน” นางเอ่ยขึ้นถอยไปหนึ่งก้าว
จั่วเยี่ยนจือรั้งข้อมือนางไว้
“ได้อย่างไร” นางเอ่ยขึ้นยิ้มๆ สีหน้าสนิทสนม
นี่เป็นสิ่งที่จวินเจินเจินหวังจะเห็นบนใบหน้าของคุณหนูจั่วมาตลอด
แต่ว่าคุณหนูจวินยามนี้สีหน้านิ่งสงบ ไม่ได้เศร้าและไม่ได้ยินดีเช่นกัน
“คุณหนูจวินถึงแม้จะหมั้นหมายกับตระกูลฟางตระกูลพ่อค้านี้ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้แต่งงาน ตอนนี้ท่านยังไม่ใช่ภรรยาพ่อค้า ข้าย่อมรังแกท่านไม่ได้” คุณหนูจั่วอมยิ้มพูดขึ้น “ท่านและข้าล้วนมีคุณสมบัติเลือกเครื่องประดับใช่ไหมเล่า”
นางเน้นเสียงที่คำว่าพ่อค้ากับภรรยาพ่อค้า
ไม่ชิงเลือกก่อนข้า แต่จะแย่งที่ข้าเลือกแล้ว นี่ไม่เรียกรังแกหรือ?
เด็กสาวพวกนี้ แต่ละคนรังแกคนขึ้นมายโสยิ่งกว่าองค์หญิง
คุณหนูจวินยิ้ม
จั่วเยี่ยนจือประหลาดใจเล็กน้อยที่คุณหนูจวินยังยิ้มออกมาได้ ตามนิสัยของคุณหนูจวินคนนี้ ตอนนี้เวลานี้ไม่ใช่ควรร้องไห้โวยวายแล้วหรือ?
“เช่นนั้นคุณหนูจั่วคิดจะทำอย่างไร? ข้าถอยให้ท่าน ท่านก็ไม่ต้องการ ข้าเลือกอีกท่านก็จะเอา” คุณหนูจวินพูดขึ้นมาอย่างจนปัญญาอยู่บ้าง
“ยุติธรรมสิ” คุณหนูจั่วยิ้มพูดขึ้น “เจ้าข้าต่างถูกใจ เช่นนั้นใครให้ราคาสูงก็ได้ไป”
คุณหนูจวินไม่พูดจา ท่าทางครุ่นคิด
“ขอคุณหนูจวินโปรดอภัย บรรดาพี่สาวของข้านำของขวัญปีใหม่มาให้ข้าจากเมืองหลวง ในนั้นมีของขวัญของบรรดาคุณหนูตระกูลหยางส่งมาด้วย ดังนั้นปีนี้ของขวัญตอบแทนเทศกาลปีใหม่ข้าอยากเลือกของขวัญบางอย่างให้นาง” คุณหนูจั่วยิ้มละไม เสริมเสียงเบาขึ้นมาอีกหนึ่งประโยค
ไม่ต้องกลัวนังเด็กนี่จะไม่ติดกับ
ถึงปกติจะไม่ได้ข้องเกี่ยวกัน แต่จั่วเยี่ยนจือก็รู้จักจวินเจินเจินอย่างดี คนทั้งหยางเฉิงล้วนรู้จักนาง
เด็กสาวคนนี้โง่เง่าไร้สมองชวนให้คนเกลียดชังอย่างที่สุด
ที่ไม่อาจทนได้ก็คือถึงกับโอ้อวดตั้งตัวเป็นสะใภ้ทั้งที่ยังไม่ก้าวเข้าประตูของตระกูลหนิง คุณชายสิบตระกูลหนิงเป็นคนระดับไหน นางหรือคู่ควร
ไม่ง่ายกว่านั้นในที่สุดผู้หญิงคนนี้จะยอมไปตาย แต่กลับตายไม่สำเร็จ
ตายไม่สำเร็จ ตระกูลฟางส่งนางไปไกลโพ้นก็ได้แล้ว ไม่คิดว่ากลับสู่ขอนาง ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ยังต้องผ่านเข้ามาในสายตาพวกนางหรือ?
ในเมื่อเจ้าอยากผ่านเข้ามาในสายตาของข้า เช่นนั้นก็สมควรต้องเสียหน้าต่อหน้าผู้คน
ประโยคนี้พูดออกมา คุณหนูจั่วเห็นสีหน้าของคุณหนูจวินเปลี่ยนไปดังคาด
คุณหนูหยาง ว่ากันว่าเป็นคุณหนูที่จะหมั้นหมายกับคุณชายสิบตระกูลหนิง บิดาของนางกับท่านอาหนิงเหยียนของคุณชายสิบเป็นขุนนางรุ่นเดียวกัน
คุณชายสิบติดตามหนิงเหยียนไปร่ำเรียนที่เมืองหลวง ว่ากันว่าต่างรักใคร่ชอบพอกันกับคุณหนูหยางคนนี้
คุณหนูจวินก็เพราะได้ยินข่าวนี้ ถึงได้ร้อนรนคว้าเชือกไปผูกคอ
“ก็ดี” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น บนหน้ายังคงมีรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนี้ในสายตาของคุณหนูจั่วปิดบังความโศกเศร้าคับแค้นไว้ไม่มิดแล้ว “ในเมื่อคุณหนูจั่วตั้งใจเช่นนั้น ข้าย่อมให้ท่านสมปรารถนา”
จั่วเยี่ยนจือยิ้ม ฟางอวี้ซิ่วที่ที่อยู่ด้านข้างราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น ยืนเงียบอยู่
ก่อนนี้ฟางอวิ๋นซิ่วก็เพราะสอดปากขึ้นมาระหว่างที่คุณหนูจวินคุยกับบรรดาคุณหนูตระกูลขุนนางถึงได้ถูกคุณหนูจวินเกลียดชังกลั่นแกล้ง
ที่จริงฟางอวิ่นซิ่วไม่ใช่จะสอดปาก แค่จะเตือนคุณหนูจวินว่าคุณหนูเหล่านั้นกำลังล้อนาง
แต่สำหรับคุณหนูจวินแล้ว คุณหนูตระกุลขุนนางเหล่านี้ถึงจะเป็นพี่น้องของนาง พี่น้องที่ตระกูลฟางไม่ใช่สิ่งใดทั้งนั้น
“ปิ่นแดงชิ้นนี้แล้วกัน” คุณหนูจวินยื่นมือชี้ไปที่ของชิ้นหนึ่งบนถาดวางที่เด็กรับใช้ถืออยู่ “ข้าชอบชิ้นนี้ คุณหนูจั่วท่านเล่า?”
จั่วเยี่ยนจือมองไป ดวงตาฉายแววเย้ยหยัน
ปิ่นแดงชิ้นนี้ดูไปแล้วฝีมืองดงามประณีต แท้จริงล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นเลวมาปะต่อกัน จวินเจินเจินคนนี้ช่างสมองขี้เลื่อย ต้องใช้สมองไม่มีสมองต้องใช้สายตาสายตาไม่มีแวว
จั่วเยี่ยนจือมองจวินเจินเจินทีหนึ่ง พูดด้วยใจเป็นธรรมแล้ว จวินเจินเจินหน้าตางดงามมาก แต่ก็เป็นเช่นปิ่นแดงที่นางเลือกชิ้นนี้ เป็นมูลลาที่ผิวนอกแวววาว
“คุณหนูจวินสายตาดียิ่ง” นางเอ่ยขึ้น ทำท่าราวกับว่าสนใจ ยื่นมือมาหยิบปิ่นแดงชิ้นนี้ “ข้าก็ชอบเหมือนกัน”
“คุณหนูทั้งสอง ชิ้นนี้ห้าตำลึงขอรับ” เสมียนร้านไหนเลยจะดูไม่ออกว่าคุณหนูทั้งสองกำลังหาเรื่องกัน เขาชอบเรื่องสนุกเช่นนี้เป็นที่สุดรีบบอกราคาทันที
“ข้าให้สิบตำลึง” คุณหนูจวินพูดทันที
“ข้าให้ยี่สิบตำลึง” คุณหนูจั่วอมยิ้มพูดขึ้น ท่าทางผ่อนคลาย
เหตุการณ์ข้างนอกดึงความสนใจของผู้คน ในห้องส่วนตัวบนชั้นสองม่านลูกปัดถูกคนเลิกขึ้นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งมองออกมา
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมราวกับไม่พอใจอยู่บ้างกับความคึกคักด้านล่าง
“นายท่านจิน พวกคุณหนูกำลังหาเรื่องกันขอรับ” ชายที่ท่าทางเป็นผู้ดูแลร้านคนหนึ่งด้านข้างอธิบายเสียงเบา “นี่เป็นเรื่องที่มีเป็นประจำ”
เขาพูดแล้วชี้ไปที่ชั้นล่าง
“นั่นคือคุณหนูจวินของตระกูลฟาง นั่นเป็นคุณหนูตระกูลจั่วญาติผ่านการแต่งงานของตระกูลหนิงแห่งเป่ยหลิว”
ชายวัยกลางคนเห็นได้ชัดว่าเมื่อรู้ที่มาของทั้งสองคนสีหน้าก็คลายลงไปบ้าง อย่างไรตระกูลหนิงกับตระกูลฟางก็ล้วนเป็นตระกูลอันดับหนึ่งอันดับสองในหยางเฉิง
“พวกเด็กที่ทำให้คนอดกังวลไม่ได้” เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ
ในชั่วเวลาสั้นๆ นี้เสียงขานราคาด้านล่างก็ยิ่งดังขึ้นๆ
ตามราคาที่ค่อยๆ ขยับสูงขึ้น บรรยากาศระหว่างคุณหนูจวินกับคุณหนูจั่วก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้น คุณหนูจวินกลายเป็นว่าเริ่มไฟติดขึ้นมาบ้างแล้ว ส่วนคุณหนูจั่วมีท่าทางแน่วแน่ทำนองต้องเอามาให้ได้
ฟางอวี้ซิ่วตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีปฏิกิริยาอะไร ชมดูเรื่องสนุกราวกับเป็นฝูงชนคนหนึ่ง
“หนึ่งร้อยตำลึง!” คุณหนูจวินกัดฟันเอ่ยจำนวนหนึ่งออกมา
คุณหนูจั่วสูดหายใจลึก
“หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง” นางไม่ยอมถอยสักนิด
คุณหนูจวินมองนาง กัดริมฝีปากล่าง ในดวงตามีน้ำตาแวววาว
“ผู้หญิงคนนั้นดีถึงเพียงนั้นเชียว?” อยู่ดีๆ นางก็ถามขึ้น
ทนไม่ได้ล่ะสิ ปวดใจสินะ?
“ใช่แล้ว คุณหนูหยางดีงามเพียบพร้อมรูปโฉมเหนือใคร เป็นกุลสตรีที่หาได้ยากยิ่งอย่างแท้จริง” คุณหนูจั่วเข้ามาใกล้คุณหนูจวิน เอ่ยขึ้นเสียงเบาแล้วก็ถอยออกไปก้าวหนึ่ง มองนาง “คุณหนูจวิน ท่านปล่อยมือเถอะ”
ปล่อยมือที่นางพูดถึงย่อมเป็นหนึ่งคำความหมายสองแง่
หลังจากนั้นก็รอผู้หญิงบ้าคนนี้เพิ่มราคาขึ้นไปอีก
ยังมีตระกูลฟางที่ไม่รู้ฟ้าสูงดินต่ำ อาศัยว่ามีเงินแล้วคิดว่าจะทำตามอำเภอใจในหยางเฉิงได้งั้นหรือ? พวกเจ้าดูเสีย พวกเจ้าคิดจะเก็บขยะอะไรไว้
คุณหนูจวินมองนาง น้ำตาร่วงหล่นลงมาท่าทางโศกเศร้าอยู่หลายส่วน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะปล่อยมือแล้ว” นางถอนหายใจเบาๆ “ถ้าเช่นนั้น ขอมอบปิ่นชิ้นนี้ อวยพรให้ท่านชายสามีภรรยารักใคร่สมัครสมานดวงใจเป็นหนึ่งอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า”
รอยยิ้มบนหน้าของจั่วเยี่ยนจือฉับพลันแข็งค้าง
ผู้ชมที่มุงล้อมรอบด้านตะลึงไป ต่อจากนั้นก็หัวเราะประสานเสียงออกมา พวกนางย่อมรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้ว
เวลาเดียวกันนั้น ชายวัยกลางคนด้านหลังม่านลูกปัดในห้องส่วนตัวชั้นสองก็กลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่อยู่
“เด็กพวกนี้” เขาพูดขึ้น มองคุณหนูจวินทีหนึ่ง ปิดม่านไข่มุกลง
คุณหนูจวินสีหน้าอ่อนโยนมองจั่วเยี่ยนจือ
“ใช้เงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงซื้อปิ่นแดงชิ้นหนึ่งที่ราคาจริงห้าตำลึง” นางพูดขึ้นน้ำเสียงละมุน “คุณหนูจั่ว คุณหนูหยางต้องรู้สึกได้ถึงความตั้งใจจริงของท่านเป็นแน่”
นางกล่าวจบก็ย่อกายคำนับ ไม่รอจั่วเยี่ยนจือได้ตอบสนองก็เดินออกไป
“ยินดีกับคุณหนูจั่ว” หลิ่วเอ๋อร์พูดตามอีกหนึ่งประโยคท่าทางเริงร่าสมใจตามออกไป
ฟางอวี้ซิ่วตอนนี้ถึงเพิ่งรีบตามติดไป
“เจ้า!” จั่วเยี่ยนจือได้สติกลับมาก็จะไล่ตามออกไป
“คุณหนูจั่ว ปิ่นแดงชิ้นนี้ท่านเก็บให้ดีขอรับ” เสมียนร้านไหนเลยจะยอมให้นางไป ตะโกนขึ้นมาทันที “หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง ท่านถือดีๆ ขอรับ”
“เจ้า ของชั้นเลวชิ้นนี้ไหนเลยมีค่าหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง!” จั่วเยี่ยนจือหน้าแดงตวาดขึ้น
คำนี้เสมียนร้านฟังไม่เข้าหูแล้ว
“คุณหนูจั่ว ราคานี้ไม่ใช่พวกเราเรียก แต่เป็นท่านขอเสนอมาเอง คุ้มค่าไม่คุ้มค่า ท่านยังไม่รู้หรือ?” เขาแค่นเสียงพูดขึ้น
จั่วเยี่ยนจืออยากจะพูดว่าผีถึงจะให้ราคานี้ แต่ความเป็นจริงก็อยู่ที่ตรงนี้ ยิ่งเห็นสายตามาดร้ายของเสมียนร้าน คนในร้านเครื่องประดับแห่งนี้ตามที่คนในตระกูลบอกมามีคนหนุนหลังล่วงเกินด้วยไม่ได้
นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำไมนางต้องมาท้าทายจวินเจินเจินที่นี่
ก็เพื่อรอถึงเวลาจวินเจินเจินก่อเรื่องขึ้นมา ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมทำให้เบื้องหลังของร้านเครื่องประดับแห่งนี้โกรธขึ้นมา ย่อมนำหายนะมาให้ ไม่คิดว่าคิดขุดหลุมดักสุดท้ายกลับเป็นนางตกลงไปเอง
นางไม่กล้าไม่จ่ายเงิน
แต่หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง...
หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงสำหรับนางแล้วไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ อีกทั้งไม่ใช่เพียงเรื่องเงิน หลังจากวันนี้เรื่องที่นางจั่วเยี่ยนจือเสียเงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงซื้อปิ่นชั้นเลวชิ้นหนึ่งก็จะแพร่สะพัดไปทั่ว
นางมองไปรอบด้านครั้งหนึ่ง สายตาของบรรดาคุณหนูคุณหญิงรอบด้านล้วนจับจ้องมาที่นาง หันหน้าเอียงคอกระซิบกระซาบหัวเราะ
ตอนนี้นางจั่วเยี่ยนจือกำลังจะกลายเป็นเรื่องตลก
จวินเจินเจิน
ผู้หญิงชั้นต่ำคนนี้ถึงกับวางหลุมพรางนาง
จั่วเจียงจือมองจวินเจินเจินที่เดินออกไปแล้ว ริมฝีปากกัดจนเป็นแผล
“จ่ายเงิน พวกเราไป!” นางตวาดขึ้น
สาวใช้ข้างกายรีบรวมเงินให้วุ่น คุณหนูออกมาซื้อของใครจะพกเงินมามากถึงเพียงนั้น สุดท้ายก็ต้องให้สาวใช้คนหนึ่งวิ่งกลับไปเอาเงิน สาวใช้คนหนึ่งรั้งอยู่เป็นตัวประกันที่นี่
ตระกูลจั่วก็เป็นตระกูลใหญ่ในหยางเฉิง ย่อมไม่อาจชักดาบ คนในร้านไม่ได้ทำให้นางลำบากใจ ยินดีส่งนางออกมา
“คุณหนูจั่วร้านของเรายินดีต้อนรับท่านอีกนะขอรับ” เสมียนร้านเอ่ยลาอย่างยินดี ด้านหนึ่งห่อปิ่นแดงอย่างดีส่งมอบให้นาง “ปิ่นแดงของท่าน ท่านเก็บให้ดีนะขอรับ”
จั่วเยี่ยนจือรับปิ่นแดงไป โยนลงกับพื้นอย่างแรง ขึ้นรถม้าจากไปอย่างรวดเร็ว
มาอีกงั้นเหรอ ชีวิตนี้นางจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว
……………………………………….