Miracle of God เทพนักรบผู้พิทักษ์

Miracle of God เทพนักรบผู้พิทักษ์: Chapter 049 ตอนที่ 49

#49Chapter 049

บทที่ 49 สามกิลด์ใหญ่

จะว่าไป ถึงผู้หญิงคนนี้จะเย็นชา แต่ว่าร่างกายตอบสนองไวมาก!

จางหยางรู้สึกได้ชัดเจนว่าภายใต้เสื้อเนื้อบาง ส่วนกลมนูนทั้งสองนั้นยังขยายตัวขึ้นอีกรอบหนึ่ง!

มิน่าล่ะ ถึงมีคนบอกว่ายิ่งผู้หญิงคนไหนเย็นชา คนนั้นยิ่งไวต่อสัมผัส เรื่องนี้ร่างกายของเธอได้แสดงออกมาให้เห็นอย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว!

จางหยางรีบปล่อยมือแล้วม้วนตัวลุกขึ้นมายืน

ตำรวจหญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นเช่นกัน พวงแก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อราวดอกกุหลาบ สวยงามน่าหลงใหลเป็นที่สุด

รอบด้านพลันมีเสียงร้องเพราะตื่นตะลึงในความงามออกมาเบาๆ

จางหยางรู้ดีว่าตัวเองเอาเปรียบเธอเข้าแล้ว ถ้ายังไม่เผ่นล่ะก็ จะต้องโดนจับข้อหาลามกอนาจารเข้าจริงๆ แน่! ดังนั้นแม้แต่หัวเขาก็ไม่หันกลับไปดูสักนิด ‘เฟี้ยว!’ รีบร้อนวิ่งจากไป

ตำรวจหญิงคนนั้นกระทืบเท้าอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้หน้าอกอวบอัดกระเพื่อมไหวไปทั่ว จากนั้นเธอก็หมุนตัวจับครอบครัวนักต้มตุ๋นสามคนยัดขึ้นรถตำรวจเอาตัวไปส่งที่โรงพัก

จางหยางวิ่งเหยาะๆ มาตลอดทาง เขาแวะซื้อติ่มซำ พอถึงบ้านของก็กินจนเกือบจะหมดพอดี เมื่อเงยหน้าขึ้นดูเวลาก็พบว่าตอนนี้เลยเก้าโมงครึ่งไปแล้ว เขาจึงรีบสวมหมวกแสดงผลของเกมเพื่อเข้าสู่ ‘เดอะ มิราเคิล ออฟ ก๊อด’

“หยางน้อย ทำไมมาสายขนาดนี้ เมื่อวานไปเที่ยวกลางคืนมาหรอ? พี่อ้วนจะบอกอะไรให้ พวกของข้างถนนน่ะมันไม่สะอาดทั้งนั้นเลย รออีกสองสามวัน พี่จะพานายไปโรงแรมแกรนด์ ‘มิคุ’ สาวๆ ที่นั่นแต่ละคนเทียบกับพวกดาราได้เลยนะ!” เจ้าอ้วนหานกระซิบมาทันที ยังคงไม่เปลี่ยนนิสัยต่ำช้าลามก

จางหยางส่งคำเชิญเข้าร่วมปาร์ตี้ไปให้ ขณะเดียวกันก็พูด “พอ นายมันขี้โม้เหอะ!”

จากนั้นก็เชิญไกวเสวี่ยเอ๋อร์ สุ่ยเยียนเอ๋อร์ และไป่ฟาอีจงมาเข้าปาร์ตี้ จางหยางพูด “โทษที งานเข้านิดหน่อย พวกเราไปรวมตัวกันที่ทิศเหนือของเมืองก่อนแล้วกัน!”

“คุณลุงสารเลว ถ้ารู้ก่อนว่านายจะมาสาย ฉันน่าจะนอนต่ออีกหน่อย” สุ่ยเยียนเอ๋อร์บ่นพึมพำ

จางหยางอดยิ้มขื่นไม่ได้ “ฉันอายุเยอะกว่าเธอไม่กี่ปีเอง ทำไมเธอต้องเรียกฉันว่าลุงด้วย?” ถึงแม้ว่าเขาไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองเป็นเด็ก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เต็มใจจะยอมรับว่าแก่ด้วย

“นายยี่สิบกว่าแล้วใช่มั้ย?” สุ่ยเยียนเอ๋อร์พูด

“อืม ยี่สิบสองแล้ว”

“ได้โปรดเหอะ คนเขาปีนี้เพิ่งจะสิบเจ็ด นายแก่กว่าฉันห้าปี ไม่ใช่ลุงแล้วจะเป็นอะไร?” สุ่ยเยียนเอ๋อร์พูดด้วยความมั่นใจในเหตุผล

“เชด! แก่กว่าห้าปีก็เป็นลุงแล้ว ถ้างั้นแก่กว่าสิบปีไม่เป็นปู่แล้วหรอ?” เจ้าอ้วนหานต่อบทสนทนา

“เจ้าอ้วน นายคิดจะเอาเปรียบฉันรึ?” ใบหน้าของสุ่ยเยียนเอ๋อร์เขียนคำว่าอันตรายอยู่ทั่วไปหมด

“ฮ่าๆ วันนี้อากาศไม่เลวเลยจริงๆ” เจ้าอ้วนหานรีบมองซ้ายมองขวาเปลี่ยนเรื่อง

เมื่อคนทั้งห้ามารวมตัวกันครบ จางหยางก็พาพวกเขาไปรับเควสต์ก่อนเข้าดันเจี้ยน เควสต์ง่ายมากแค่ฆ่ามอนสเตอร์จำนวนหนึ่งแถวๆ ดันเจี้ยน แล้วก็ไปหา NPC ที่ปากทางเข้าดันเจี้ยนเพื่อรายงานว่าทำเควสต์สำเร็จ จากนั้นก็สามารถเข้าดันเจี้ยนได้แล้ว

พวกเขาไปเช่าพาหนะที่สำนักงานผู้ดูแลกริฟฟิน[footnoteRef:1] จากนั้นคนทั้งห้าก็บินไปทางป่าไวท์พอปลาร์ ครึ่งชั่วโมงให้หลัง กริฟฟินก็ลดระดับความสูง แล้วปล่อยพวกเขาลงที่สำนักงานผู้ดูแลกริฟฟินของป่าไวท์พอปลาร์ [1: กริฟฟิน (Griffin) คือสัตว์ในเทพนิยายร่างกายเป็นครึ่งนกอินทรี ครึ่งสิงโต โดยส่วนหัว ขาคู่หน้าและปีก เป็นนกอินทรี ส่วนลำตัวและขาคู่หลังเป็นสิงโต และมีหางเป็นงู บางจำพวกก็มี หางของสิงโต ขนบนหลังเป็นสีดำ ขนที่อยู่ข้างหน้าเป็นสีแดง ส่วนขนปีกเป็นสีขาว อาศัยอยู่ในถ้ำตามภูเขา กริฟฟินนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ และบางครั้งยังถือว่ากริฟฟินเป็นสัญลักษณ์ของความหยิ่งยโสอีกด้วย ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/กริฟฟอน ]

นี่คือพาหนะชนิดหนึ่งในเกม ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เล่นที่ยังไม่มีพาหนะให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดเวลาวิ่งลงไปได้เยอะมาก

“ความรู้สึกตอนบินอยู่บนท้องฟ้านี่เจ๋งจริงๆ เลย” ใบหน้าของสุ่ยเยียนเอ๋อร์เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “เหมือนกับพวกเทพกระบี่เนอะ เฟี้ยว! ขี่กระบี่เดินทาง แค่พริบตาไปไกลหมื่นลี้ เฮ่อ! ถ้าเกมนี้เปลี่ยนเป็นแนวเทพเซียนจะดีแค่ไหน พวกเราฝึกตนเป็นเซียนก็สามารถบินได้ด้วยตัวเองแล้ว”

จางหยางหัวเราะไปพลางต่อบทสนทนาไปพลาง “นี่เป็นเกมระดับนานาชาติ ถ้าทำเป็นแนวเทพเซียนก็จะเอเชียไปหน่อย ไม่เหมาะจะทำให้แพร่หลายในระดับนานาชาติ”

“ทุเรศ เพื่อธุรกิจเลยทำให้เป็นแบบตะวันตก ขอเหยียดหยามหน่อยเหอะ!” สุ่ยเยียนเอ๋อร์พูดออกมาด้วยอารมณ์ของวัยรุ่นเลือดร้อนที่ไม่พอใจสังคมเต็มที่

“เอาล่ะๆ เดินทางได้แล้ว เมืองสโนว์โซลออกจากป่านี้ไปก็จะถึงแล้ว” จางหยางออกเดินนำทาง

ทันทีที่ออกจากป่าไวท์พอปลาร์ เมืองของเผ่ามนุษย์แห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคนทั้งห้า เพียงแต่ว่าอดีตเมืองของเผ่าพันธุ์มนุษย์แห่งนี้ได้เสื่อมลงกลายเป็นสวรรค์บนดินของสิ่งมีชีวิตประเภทธาตุไปเสียแล้ว มอนสเตอร์ธาตุทั้งสี่ น้ำ ไฟ ดิน ลม ออกอาละวาดไปทั่วทุกที่

“ฆ่ามอนทุกชนิดอย่างละ 10 ตัวก็ทำเควสต์สำเร็จแล้ว” จางหยางพลิกดูคำอธิบายเควสต์แล้วพูด “ไปได้!”

คนทั้งห้าบุกไปข้างหน้า ด้วยอุปกรณ์สวมใส่ของพวกเขาในตอนนี้ เท่ากับเป็นการมาบดขยี้ล้วนๆ เพียงไม่นานก็ฆ่าได้ครบตามจำนวนที่เควสต์ต้องการ จากนั้นก็เดินหน้าต่อจนมาถึงปากทางเข้าดันเจี้ยน

รังของมาจาเวย์ตั้งอยู่ที่พระราชวังในเมืองสโนว์โซลซึ่งเป็นเมืองร้างของเผ่าพันธุ์มนุษย์แห่งนี้ แบ่งออกเป็นสามส่วนคือ ตำหนักหน้า ตำหนักกลาง และตำหนักหลัก ทางเข้าดันเจี้ยนก็คือประตูใหญ่ของพระราชวัง โดยตำหนักหน้ามีบอสสองตัว ตำหนักกลางมีบอสสองตัว และสุดท้ายตำหนักหลักมีบอสตัวเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ ‘มาจาเวย์’ บอสใหญ่ที่ให้ผู้เล่นยี่สิบคนมาท้าสู้

“เอ๋?”

ถึงตอนนี้พวกของจางหยางต้องแปลกใจที่พบว่าพวกเขาไม่ได้เป็นผู้เล่นกลุ่มเดียวของที่นี่ แต่กลับมีผู้เล่นอื่นอีก 30 คน 6 ปาร์ตี้

เหนือศีรษะพวกเขาของไม่ได้ปิดบังข้อมูลตัวละคร ทำให้รู้ว่าคนพวกนี้ไม่ได้มาจากกิลด์เดียวกัน แต่มาจากสามกิลด์คือ กิลด์ป้าเจ่อ กิลด์หลิงเทียน และกิลด์อีนู่หงเหยียน ขึ้นเลเวล 20 กันหมดแล้วทุกคน!

ตามหลักแล้ว คนพวกนี้มีคุณสมบัติที่จะขึ้นทำเนียบอันดับเลเวล ทว่าพวกเขาแต่ละคนกลับไม่อวดให้คนส่วนใหญ่รู้! จางหยางเข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร ระหว่างกิลด์ใหญ่พวกนี้ แต่ละกิลด์ล้วนเป็นคู่แข่งซึ่งกันและกัน ดังนั้นไม่ว่าใครก็ไม่อยากจะเผยความสามารถที่แท้จริงของตัวเองออกมา การแสดงให้เห็นแต่ด้านที่อ่อนแอ นับเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ทำให้ศัตรูประมาท แต่อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าพวกกิลด์ใหญ่เหล่านี้ไม่ได้คลายการเฝ้าระวังเนื้อหาของทำเนียบอันดับเลเวลเลย ไล่ตามอันดับเลเวลติดๆ มาโดยตลอด ในที่สุดก็มาปรากฏตัวที่ปากทางเข้าดันเจี้ยนเลเวล 20 พร้อมกันอย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อเห็นว่าพวกของจางหยางมา คนของสามกิลด์ใหญ่ก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่านอกจากพวกเขา ยังจะมีปาร์ตี้เฉพาะกิจกลุ่มหนึ่งมาลงดันเจี้ยนด้วย!

“คนนี้คงจะเป็นจ้านอวี้?” เชียนเชียนจวินจื่อ หัวหน้ากิลด์ป้าเจ่อ กวาดสายตามมองผ่านพวกของเจ้าอ้วนหาน แล้วไปหยุดอยู่ที่ร่างของจางหยางที่ไม่ได้แสดงชื่อ

ไม่เสียทีที่เป็นหัวหน้ากิลด์ป้าเจ่อ สายตาแหลมคมมาก!

จางหยางยิ้มเล็กน้อยแล้วพูด “พวกนายก็มาลงดันหรอ?”

“.....เป็นนาย!” เสียงร้องเบาๆ อย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดังขึ้นมา หญิงสาวสวยคนหนึ่งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ มือกำลังเท้าเอวปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของจางหยาง ที่หน้าอกมีมะละกออยู่สองลูกเป็นอาวุธที่มีอานุภาพข่มขู่ผู้คน!

อ้อ! คือ ‘ชื่อเซวี่ยเหมยกุ้ย’ ที่เทรดแร่เหล็กบริสุทธิ์กับแร่เหล็กธรรมดากับจางหยางตอนอยู่หมู่บ้านผู้เล่นใหม่นี่เอง!

“ไฮ้!” จางหยางทักทาย

“สารเลว ถูกนายทำร้ายจนตายเลย!” ใบหน้างดงามของชื่อเซวี่ยเหมยกุ้ยแดงจัด

เจ้าอ้วนหานมีชีวิตชีวา ดวงตาเปล่งประกาบวาบขึ้นมาทันที เขาพูด “สาวสวยคนนี้ เจ้าเด็กนั่นรังแกอะไรเธอหรอ? ใช่ทำเธอท้องโตแล้วไม่รับรึเปล่า? ทุเรศเกินไปแล้ว หยางน้อย สาวสวยขนาดนี้นายก็ยังทิ้งได้ลงคอ พี่โคตรอิจฉานายเลย!”

ถูกเจ้าอ้วนหานป่วนเข้าแบบนี้ บรรยากาศจึงเปลี่ยนไปทันที ทุกคนมองจางหยางและชื่อเซวี่ยเหมยกุ้ยด้วยสายตาประมาณว่าตัวเองเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว

“คุณลุงนิสัยไม่ดี นายลามกจริงๆ ด้วยอะ!” สุ่ยเยียนเอ๋อร์รีบกระโดดเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของคณะผู้ลงทัณฑ์

“ไม่ ไม่ใช่!” ชื่อเซวี่ยเหมยกุ้ยเดือดจัด “สารเลว นายหลอกเอาแร่เหล็กไปจากพวกเราร้อยกว่าก้อน ทำเอาเม่ยเม่ยของพวกเราต้องส่งมอบเควสต์ช้าไปครึ่งวันเลย ทุเรศที่สุด!”

ที่แท้แล้วเป็นอย่างนี้นี่เอง!

ความจริงปรากฏแล้ว แต่ว่าความเด็ดดวงห่างไกลจากเรื่องซุบซิบเยอะ ทุกคนเลยรู้สึกจืดชืดไม่น่าสนใจขึ้นมาทันที

“เหมยกุ้ย เลิกก่อเรื่องได้แล้ว!” ผู้หญิงบุคลิกลักษณะชวนมองคนหนึ่งเดินออกมาข้างหน้า ปลอบชื่อเซวี่ยเหมยกุ้ยให้สงบลง เธอหันสายตาไปมองร่างของจางหยางแล้วพูด “ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็ได้เจอจ้านอวี้ผู้โด่งดัง นักรบป้องกันที่ผู้คนล่ำลือ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง!”

เสวี่ยเชียนสุน หัวหน้ากิลด์อีนู่หงเหยียน อนาคตสิบสุดยอดนักเวทแห่งภูมิภาคจีนลำดับที่สี่ ตัวหลักหญิงของทีม ‘หงเหยียน’ ทีมแกร่งของลีกอาชีพคลาส S

สำหรับตัวละครสำคัญอย่างเธอ จางหยางไม่กล้าทำเพิกเฉยจึงพูด “หัวหน้ากิลด์เสวี่ย ผมก็ได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้ว โชคดีจริงๆ!”

“พอแล้วๆ ไม่ต้องมาทำเป็นเกรงใจกันไปมาแล้ว วันนี้ที่ทุกคนมาที่นี่ไม่ใช่เพื่อมาแข่งกันทำเฟิร์สเคลียร์โหมดความตายรึไง ตูดหมา เลิกทำเป็นอบอุ่นอย่างกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกันได้แล้ว!” อูเทียน หัวหน้ากิลด์หลิงเทียนพูดเสียงเย็น

เสวี่ยเชียนสุนยิ้มอย่างอ่อนโยน สายตาหวาน ท่วงท่าสง่างามตามธรรมชาติไม่เสแสร้ง “พวกเรากิลด์อีนู่หงเหยียนเป็นผู้หญิงอ่อนแอทั้งนั้น ไม่มีใจทะเยอทะยานขนาดนั้น เล่นแค่โหมดยากก็พอแล้ว!”

แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อคำพูดนี้ของเธอ

เชียนเชียนจวินจื่อคิดเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น “ถ้างั้นพวกเรามาแข่งกันดีกว่าว่าใครจะทำเฟิร์สเคลียร์โหมดความตายดันเจี้ยนนี้ได้ก่อนกัน”

“ฮ่าๆ มีการแข่งขันถึงจะกระตือรือร้น หัวหน้าเสวี่ย ว่าไง พวกเรามาแข่งกันดีมั้ย?” อูเทียนพูดอย่างโอหังเต็มที่

เสวี่ยเชียนสุนยิ้มบางๆ แล้วพูด “ถ้าแข่งกันอย่างถูกต้องเที่ยงธรรรม พวกเรายินดีอยู่แล้ว กลัวก็แต่จะมีพวกไม่เคารพกฎกติกาของเกม เล่นตุกติกลับหลัง”

ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา สีหน้าของเชียนเชียนจวินจื่อและอูเทียนก็เปลี่ยนไปในฉับพลัน แสดงความไม่พอใจออกมา

จางหยางจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วกิลด์ใหญ่ทั้งสามนี้มีแค้นเก่าแค้นก่อนอะไรกันแน่ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา เขาคิดเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น “ในเมื่อจะแข่งกัน มีรางวัลอะไรบ้างมั้ย?”

“ฮ่าๆ ถ้างั้นก็วางเดิมพันสักหมื่นเหรียญทอง ฝ่ายที่แพ้ทั้งสามต่างต้องจ่ายให้กับปาร์ตี้ที่ชนะหมื่นนึง มีดันเจี้ยนแบบห้าคนสองดันเจี้ยนก็แข่งสองรอบ เป็นไง?” อูเทียนพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความมั่นใจ

“ฉันพูดไปแล้วว่ากิลด์อีนู่หงเหยียนของพวกเราจะเล่นโหมดยากเฉยๆ ไม่เดิมพันด้วยหรอกนะ” เสวี่ยเชียนสุนรีบปฏิเสธทันที “ทุกท่าน พวกเรากิลด์อีนู่หงเหยียนขอล่วงหน้าไปก่อนล่ะนะ!”

ขณะที่พูดเธอก็โบกมือ ทั้งสองปาร์ตี้ของกิลด์อีนู่หงเหยียนเข้าไปในดันเจี้ยนทันที เนื่องจากคนนอกมองไม่เห็นระดับความยากที่พวกเธอเลือก จึงรู้แค่พวกเธอเข้าไปที่ตำหนักหน้าเท่านั้น---------- ตำหนักหน้าและตำหนักกลางขอเพียงทำเควสต์ก่อนเข้าดันเจี้ยนสำเร็จก็สามารถเข้าไปได้แล้ว แต่ว่าตำหนักหลักจะต้องผ่านตำหนักหน้าและตำหนักกลางให้ได้เสียก่อน โดยไม่ได้กำหนดระดับความยากในการผ่านด่านทั้งสองไว้

“จวินจื่อ จ้านอวี้ ว่ายังไง พวกเราพนันกันมั้ย?” อูเทียนถาม

“พนัน!” เชียนเชียนจวินจื่อถลึงตาใส่อูเทียนไปทีหนึ่ง บรรายากาศระหว่างคนทั้งสองแผ่ซ่านความเป็นอริขึ้นมาในพริบตา นี่ก็คือรูปแบบที่กิลด์ทั้งสองใช้ตอบโต้กันตลอดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

จางหยางยิ้มแล้วพูด “ถ้าอย่างนั้นก็ขอสละชีวิตพนันเป็นเพื่อนจวินจื่อแล้ว!”

“ดี ฉับไวตรงไปตรงมาดี!” อูเทียนปรบมือแล้วพูด “น้องชายทั้งหลาย ทุกคนได้ยินมั้ย ตอนนี้พวกเราจะแข่งทำเฟิร์สเคลียร์กับกิลด์ป้าเจ่อและพวกของจ้านอวี้ พวกนายคิดว่าเราจะแพ้มั้ย?”

“ไม่มีทางแพ้!” คนทั้งเก้าของกิลด์หลิงเทียนตะโกนเสียงดังออกมาพร้อมกัน ความมุ่งมั่นในการต่อสู้เพิ่มสูงขึ้นในชั่วเสี้ยวขณะ

“เข้าดันเจี้ยน!” ทันทีที่อูเทียนโบกมือ คนของกิลด์หลิงเทียนก็หายลับเข้าไปในปากทางเข้าดันเจี้ยน

“ถ้างั้นพวกเราก็ควรจะไปได้แล้ว” เชียนเชียนจวินจื่อกวาดสายตามองจางหยางหนึ่งที “น้องจ้านอวี้ พ้นจากวันนี้ไปพวกเราหาโอกาสคุยกันสักหน่อย ตอนนี้ขอลาไปก่อนละ”

หลังจากที่คนของกิลด์ป้าเจ่อเข้าไปในดันเจี้ยน จางหยางก็พูดขึ้น “พวกเราก็รีบส่งมอบเควสต์ให้เร็วหน่อย แล้วเข้าดันเริ่มตี สหายทุกท่าน พวกเราวางเดิมพันไปตั้งหนึ่งหมื่นงเลยนะ!”

“ฮึ! นั่นมันนายไปพนันกับคนอื่นเอง ถ้าแพ้นายก็จ่ายเองเหอะ แต่ถ้าชนะ พวกเราแบ่งกำไรกัน!” สุ่ยเยียนเอ๋อร์พูดอย่างหน้าไม่อาย

“สาวน้อย เธอนี่เห็นเงินเป็นชีวิตจิตใจไปซะแล้ว!”

“คริๆ”

.....................................................................

Miracle of God เทพนักรบผู้พิทักษ์: Chapter 049 ตอนที่ 49