ราชันอหังการ

ราชันอหังการ: Chapter0002 ตอนที่ 3

#3Chapter0002

บทที่ 2 ซานกุ่ยเหยีย (2)

ย้อนนึกไปถึงตอนนั้น ยุคกู่หมิงสิ้นสุดลง ยุคของเหล่าราชันเริ่มต้นขึ้น ดวงวิญญาณของเขาถูกกักอยู่ในตัวอีกาทมิฬ ในตอนนั้นเขาทุ่มเทเวลานับไม่ถ้วน จนได้หลุดพ้นจากการครอบงำของถ้ำเซียนมารได้ชั่วคราว

ย้อนนึกไปถึงตอนนั้น ตอนที่เขาได้รู้จักกับราชันเซียนหมิงเหริน ราชันเซียนหมิงเหรินที่ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มที่ไม่เคยสัมผัสกับมหาวิถีเต๋า เด็กหนุ่มที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อและรักการฝึกวรยุทธ์!

ย้อนนึกไปถึงตอนนั้น ตอนที่เขาชักนำราชันเซียนหมิงเหรินให้เข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญตน น่าเสียดาย วันเวลานับพันล้านปีผ่านไปเร็วเหลือเกิน บุคคลยอดฝีมือในยุคนั้น ล้วนแล้วแต่จากไปเสียแล้ว

เมื่อสายตาของหลี่ชีเย่ทอดไปบนกระบองไม้สีเขม่าดำอันหนึ่งที่วางอยู่ข้างเตาไฟเบื้องล่างรูปปั้น เขาอดที่จะประหลาดใจไม่ได้ มุมปากพลันยกขึ้นปรากฏเป็นรอยยิ้ม วันเวลาผ่านไปเนิ่นนาน นึกไม่ถึงว่ากระบองไม้อันนี้จะยังอยู่

ย้อนนึกไปถึงตอนนั้น เขาตีเด็กกลุ่มนั้นจนร้องเสียงหลง กลุ่มเด็กน้อยในเวลานั้นที่เต็มไปด้วยความคึกคะนอง......

เวลานี้เอง ผู้อาวุโสทั้งหกของสำนักโบราณสี่เหยียนทยอยเดินเข้ามา แม้ผู้อาวุโสทั้งหกของสำนักโบราณสี่เหยียนจะมีอายุอานามไม่น้อย แต่ทั้งหมดยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม ผู้อาวุโสทุกคนล้วนแล้วแต่ดูทรงพลังน่าเกรงขาม มีแสงสว่างเรืองรองรอบตัว

แม้ว่าสำนักโบราณสี่เหยียนอยู่ในยุคที่เสื่อมอำนาจลง ทว่า ถึงยังไงสำนักโบราณสี่เหยียนก็เป็นสายสำนักราชันเซียน หากเหล่าผู้อาวุโสยินยอมรับตำแหน่งจากแคว้นเป่าเซิ่ง ก็คงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงวีรบุรุษ!

สายตาอันคมกริบของผู้อาวุโสทั้งหกพุ่งเป้าไปที่หลี่ชีเย่ กระนั้น การเผชิญหน้ากับความน่าเกรงขามของผู้อาวุโสทั้งหกสายตาที่เฉียบคม หลี่ชีเย่กลับยังดูผ่อนคลาย นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีเรียบเฉย

“ป้ายโบราณสี่เหยียนล่ะ?” ท้ายที่สุด หัวหน้าผู้อาวุโสเอ่ยด้วยเสียงทุ้ม พูดอย่างเยือกเย็น สำหรับสำนักโบราณสี่เหยียน ป้ายโบราณสี่เหยียนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก มันคือสิ่งที่ราชันเซียนหมิงเหรินปรมาจารย์ของพวกเขาเหลือทิ้งเอาไว้

หลี่ชีเย่ค่อยๆ กางฝ่ามือออก เผยให้เห็นป้ายโบราณชิ้นหนึ่ง หลังจากซานกุ่ยเหยียส่งเขามาถึงเมือง ณ เชิงเขาสำนักโบราณสี่เหยียน แม้แต่หลี่ชีเย่เองก็นึกไม่ถึงว่าซานกุ่ยเหยียจะมุ่งหน้าไปยังหอชุ่ยหงในทันที

และก่อนที่ซานกุ่ยเหยียจะไป ได้ทิ้งป้ายโบราณสี่เหยียนนี้ไว้ให้กับเขา อันที่จริง หลี่ชีเย่คาดไม่ถึงเช่นกันว่าซานกุ่ยเหยียจะมีป้ายโบราณนี้

เวลานั้นหลังจากที่ราชันเซียนหมิงเหรินสืบทอดชะตาฟ้า แม้เขาจะเป็นเพียงแค่อีกาทมิฬตัวหนึ่ง ทว่า ราชันเซียนหมิงเหรินกลับมอบป้ายโบราณสี่เหยียนให้กับเขา 3 ชิ้น ภายหลังหลี่ชีเย่ก็ได้มอบป้ายโบราณสี่เหยียนทั้ง 3 ให้กับคนอื่น!

พันล้านปีผ่านไป มีโอกาสได้พบป้ายนี้อีกครั้ง หลี่ชีเย่รู้สึกใจหาย นึกไม่ถึงว่า เขาผู้ซึ่งไม่เคยต้องการป้ายโบราณสี่เหยียนในเวลานั้น กลับจำเป็นต้องใช้ป้ายที่ว่าในวันนี้

ผู้อาวุโสทั้งหกดูป้ายโบราณสี่เหยียนอย่างละเอียด ท้ายที่สุดจึงยืนยันได้ว่า ป้ายโบราณสี่เหยียนชิ้นนี้เป็นของจริง ซึ่งทำให้ผู้อาวุโสทั้งหกสบตากันโดยไม่รู้ตัว

อันที่จริง สำนักโบราณสี่เหยียนอยากได้ป้ายโบราณนี้คืนกลับมาโดยตลอด สำนักโบราณสี่เหยียนเคยใช้วิธีการไม่น้อยเพื่อนำป้ายโบราณสี่เหยียนกลับคืนมาจากมือของซานกุ่ยเหยีย แต่ ซานกุ่ยเหยียรู้ดีว่าป้ายโบราณชิ้นนี้เป็นเหมือนยันต์คุ้มกายของเขา ตลอดมาจึงไม่ยอมคืนให้กับสำนักโบราณสี่เหยียน นึกไม่ถึงว่า ในวันนี้ซานกุ่ยเหยียกลับยอมมอบป้ายโบราณนี้ให้กับมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

“ซานกุ่ยเหยียล่ะ?” หัวหน้าผู้อาวุโสถามขึ้นอย่างเยือกเย็น สำหรับคนที่ชอบเงิน, ชอบXX, ชอบนารีอย่างซานกุ่ยเหยีย หัวหน้าผู้อาวุโสไม่เคยเผชิญหน้ากับเขาด้วยดีเลยสักครั้ง ถึงเขาจะเป็นบุตรนอกสมรสของเจ้าสำนักคนก่อนก็ตามที หัวหน้าผู้อาวุโสก็ไม่เคยคิดที่จะปฏิบัติกับเขาด้วยดีมาก่อน!

“เขาไปที่หอชุ่ยหง” หลี่ชีเย่พูดอย่างผ่อนคลาย

คำพูดนี้ ทำให้ผู้อาวุโสทั้งหกแทบไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แม้ว่าใจของพวกเขาจะไม่ยอมรับว่าซานกุ่ยเหยียเป็นคนของสำนักโบราณสี่เหยียน แต่ในความเป็นจริง เขาคือคนของสำนักอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ สถานที่อย่างหอชุ่ยหง ผู้อาวุโสทั้งหกย่อมต้องรู้จักแน่นอน มันเป็นหอคณิกาที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในระยะพันลี้นี้!

เรื่องทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ซานกุ่ยเหยียก็ไม่ได้ไปเที่ยวหอชุ่ยหงครั้งแรกเช่นกัน! ในใจของผู้อาวุโสทั้งหกรู้สึกสลดเหลือเกิน พวกเขาหวังจริงๆ ว่าสำนักโบราณสี่เหยียนจะไม่ต้องมีคนที่ชอบเที่ยวหญิงคณิกาคนนี้!

“เจ้ามีเงื่อนไขอะไร!” ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งพูดเสียงขรึม พวกเขาไม่รู้ว่าหลี่ชีเย่ใช้วิธีการอะไรจึงทำให้ซานกุ่ยเหยียยอมมอบป้ายโบราณสี่เหยียนให้กับเขา ทว่า ป้ายโบราณสี่เหยียนที่เห็นตรงหน้านั้นเป็นของจริงแน่นอน

“ได้ยินว่าตำแหน่งศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียนยังว่างอยู่ ซานกุ่ยเหยียเองก็พยายามผลักดันให้ข้าเป็นศิษย์เอก ดังนั้น ข้าจึงอยากเป็นศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียน” หลี่ชีเย่พูดช้าๆ

คำพูดนี้ ทำให้สีหน้าของผู้อาวุโสทั้งหกขมึงทึงทันที เมื่อไหร่กันที่นักเที่ยวหญิงคณิกาอย่างซานกุ่ยเหยียมีคุณสมบัติแนะนำศิษย์เอกให้กับสำนักโบราณสี่เหยียน อีกอย่าง การคัดเลือกศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียน มีความเข้มงวดมากมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เช่นนั้น ตำแหน่งคงไม่ว่างมาจนถึงทุกวันนี้แน่นอน

“ตำแหน่งศิษย์เอก ไม่ใช่เรื่องตลก!” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งพูดอย่างเย็นชา

“ข้ารู้” หลี่ชีเย่พูดอย่างผ่อนคลาย: “แต่ว่า ผู้ที่ถือป้ายโบราณสี่เหยียนเอาไว้ สามารถเสนอเงื่อนไขได้หนึ่งอย่าง นี่คือกฎที่ปรมาจารย์ราชันเซียนหมิงเหรินของพวกเจ้าตั้งเอาไว้”

“ป้ายโบราณในมือเจ้า อาจได้มาโดยไม่ชอบธรรมก็ได้” หัวหน้าผู้อาวุโสพูดอย่างเย็นชา ตำแหน่งศิษย์เอกของสำนัก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ จะมาเล่นตลกได้อย่างไร

หลี่ชีเย่ไม่มีอาการตระหนก พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ: “ ข้าเข้าใจ ผู้อาวุโสทุกท่านอาจคิดว่าข้าชิงมันมาจากมือของซานกุ่ยเหยีย หากผู้อาวุโสทุกท่านไม่เชื่อ สามารถส่งคนไปขอคำยืนยันที่หอชุ่ยหงก็ได้”

เมื่อได้ยินคำว่า “หอคณิกา” สีหน้าของผู้อาวุโสทั้งหกพลันขมึงทึง แต่ พวกเขาได้ส่งศิษย์เพื่อไปยืนยันความจริงทันที

ศิษย์ที่ถูกส่งไปกลับมาอย่างรวดเร็ว ศิษย์คนดังกล่าวยืนยันว่าป้ายโบราณสี่เหยียนของหลี่ชีเย่นั้นได้มาจากซานกุ่ยเหยียด้วยความสมัครใจ แน่นอนว่า ศิษย์ที่กลับมาได้ข้ามเรื่องที่ซานกุ่ยเหยียกำลังสนุกกับการ xx ที่หอคณิกาไป ไม่เช่นนั้น คงทำให้ใบหน้าของผู้อาวุโสทั้งหกบิดเบี้ยวไปมากกว่านี้

ผู้อาวุโสทั้งหกไม่เต็มใจอย่างยิ่งที่ต้องยอมรับเรื่องป้ายโบราณสี่เหยียนในมือของหลี่ชีเย่ ทว่า คำสั่งปรมาจารย์ไม่อาจฝ่าฝืน สำนักโบราณสี่เหยียนเป็นสายสำนักราชันเซียน แม้สำนักจะตกต่ำลงแค่ไหน แต่พวกเขาจะลืมบุคคลนี้ไปไม่ได้

“นำกระจกส่องความจริงออกมา” ป้ายโบราณสี่เหยียนเป็นของจริง ผู้อาวุโสทั้งหกไม่อาจปฏิเสธ หัวหน้าผู้อาวุโสจึงจำต้องพูดขึ้นอย่างเย็นชา

ไม่นาน ศิษย์สำนักก็นำกระจกส่องความจริงออกมา ส่องไปยังร่างของหลี่ชีเย่ มนุษย์คนใดที่ต้องการเข้าสำนักเพื่อฝึกตน จะต้องถูกส่องด้วยกระจกส่องความจริงประจำสำนัก เพื่อส่องดูคุณสมบัติกาย รอบชีวิตและดวงชะตา

ภายในกระจกส่องความจริงนี้ สะท้อนเงาของหลี่ชีเย่ เงาของหลี่ชีเย่ดูเลือนลางไม่ชัดเจน ราวกับเปลวไฟที่พร้อมจะดับได้ทุกเวลา ด้านหลังเงานั้น มีวงแสงสีเลือดวงหนึ่งปรากฏอยู่ ที่ศีรษะ มีวงแสงกลมลางๆ ทว่า ไม่ว่าจะเป็นวงแสงสีเลือดหรือเงาแสงต่างก็ดูเลือนลางไม่ชัดเจน

“คุณสมบัติกายเป็นกายปุถุชน, รอบชีวิตเป็นรอบปุถุชน, ชะตาชีวิตเป็นชะตาปุถุชน” หลังจากที่ศิษย์สำรวจคุณสมบัติกาย รอบชีวิตและชะตาของหลี่ชีเย่แล้ว จึงพูดขึ้นในท้ายที่สุด

มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติกาย รอบชีวิตและชะตา คุณสมบัติกายมีความสัมพันธ์กับความแข็งแรงหรืออ่อนแอของสภาพร่างกายโดยตรง รอบชีวิตมีความสัมพันธ์กับความสั้นยาวของชีวิต ส่วนชะตามีความสัมพันธ์กับจุดเด่นและจุดด้อยของพรสวรรค์!”

ทันทีที่เห็นว่าหลี่ชีเย่เป็นกายปุถุชน รอบชีวิตปุถุชน ชะตาปุถุชน ชั่วขณะหนึ่งที่ผู้อาวุโสทั้งหกพูดอะไรไม่ออก คุณสมบัติกาย รอบชีวิตและชะตาแบบนี้สามารถพบเจอได้ทั่วไปในโลกมนุษย์ แค่เป็นมนุษย์ เกรงว่าก็คงมีคุณสมบัติตามที่ว่ามาแล้ว!”

“ศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียน หากไม่ใช่กายกษัตรา, กายเทวะ อย่างน้อยๆ ก็ควรเป็นกายฟ้า ในส่วนของรอบชีวิตก็คงไม่ต่างกัน คุณสมบัติของเจ้า ไม่เหมาะสมที่จะเป็นศิษย์เอกของสำนัก” หัวหน้าผู้อาวุโสพูดอย่างเย็นชา

“ข้ารู้” หลี่ชีเย่กลับไม่แปลกใจ ยังคงพูดอย่างไม่รีบร้อน: “เงื่อนไขของข้า ก็คือการเป็นศิษย์เอกของสำนัก!”

“เจ้า......” การที่หลี่ชีเย่พูดแบบนี้ ทำให้ผู้อาวุโสคนอื่นๆ บันดาลโทสะขึ้นทันที คุณสมบัติกายของหลี่ชีเย่ไม่สามารถเป็นศิษย์เอกได้อยู่แล้ว ไม่เพียงพอสำหรับการเข้าสำนักโบราณสี่เหยียนด้วยซ้ำ แต่เวลานี้เขากลับอยากจะเป็นศิษย์เอก มันจะไม่ทำให้พวกเขาบัลดาลโทสะได้อย่างไร

“ข้าเชื่อว่า ทายาทของราชันเซียนหมิงเหรินคงไม่ละเมิดคำสอนของปรมาจารย์ และทำเรื่องผิดต่อบรรพชนหรอกจริงไหม” หลี่ชีเย่แสดงป้ายโบราณสี่เหยียนในมือ พูดอย่างเชื่องช้า: “หากป้ายโบราณนี้ตกอยู่ในมือของคนอื่น ผลลัพธ์คงยากที่จะคาดเดา”

ใบหน้าของผู้อาวุโสทั้งหกบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดอย่างที่สุด หัวหน้าผู้อาวุโสพูดอย่างเยือกเย็น: “ถึงจะเป็นเช่นนั้น ศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียน ไม่ว่าจะเป็นชาติกำเนิด ภูมิหลัง ล้วนต้องผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นศิษย์เอกไม่ได้!”

“นั่นเป็นเรื่องของพวกท่านเจ้า” หลี่ชีเย่มองไปยังผู้อาวุโสทั้งหกพูดอย่างผ่อนคลาย: “อีกอย่าง ถ้าพวกเจ้าคิดว่าข้าถูกสำนักอื่นส่งมาเพื่อเรียนวิชาราชันเซียนของพวกเจ้าล่ะก็ ข้าไม่จำเป็นต้องเป็นศิษย์เอกหรอก ใช้ป้ายนี่ ข้าก็สามารถค้นหาคัมภีร์ได้แล้ว จุดนี้ พวกเจ้าน่าจะรู้ดีกว่าข้า! มีป้ายอยู่ในมือ หากข้าคิดร้ายกับสำนักโบราณสี่เหยียนจริง ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก!

สิ่งที่หลี่ชีเย่พูดทำให้ผู้อาวุโสทั้งหกสบตากันโดยไม่รู้ตัว ทว่า ในใจของพวกเขาก็ยังไม่อาจเชื่อใจหลี่ชีเย่ได้!

“สิ่งที่เขาพูดก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล” ผู้อาวุโสสงหนึ่งในหกผู้อาวุโสพูดอย่างเคร่งขรึม: “หากปล่อยให้ป้ายโบราณสี่เหยียนอยู่นอกสำนักต่อไป คงเป็นภัยแฝงที่อาจส่งผลร้ายกับสำนัก คำขอจากผู้ถือป้าย คือสิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ เราควรมาลงความเห็นกัน”

“หึ...... เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเล่นตลก!” หัวหน้าผู้อาวุโสพูดอย่างเย็นชา

“หลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา ศิษย์เอกล้วนเป็นศิษย์ที่เจ้าสำนักเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาด้วยตนเอง จะเป็นได้หรือไม่ เราควรไปสอบถามความเห็นจากเจ้าสำนัก” ผู้อาวุโสอีกท่านพูดเสียงทุ้ม

“มีเหตุผล ในเมื่อ นี่คือศิษย์ที่ต้องรับการถ่ายทอดวิชาจากเจ้าสำนัก” ผู้อาวุโสอีกท่านพูดสมทบ

ท้ายที่สุด หลังจากผู้อาวุโสทั้งหกหารือกันหัวหน้าผู้อาวุโสพูดขึ้นอย่างเยือกเย็นอีกครั้ง “ส่งข่าวให้เจ้าสำนัก”

ผู้อาวุโสทั้งหกให้คนที่อยู่ด้านนอกออกไปส่งข่าวให้กับเจ้าสำนักซูยงหวง นึกไม่ถึงว่า เพียงไม่นานเจ้าสำนักซูยงหวงก็ส่งข่าวกลับมา และที่ยิ่งทำให้พวกเขาคาดไม่ถึงก็คือ เจ้าสำนักกลับเห็นด้วยที่จะรับหลี่ชีเย่เป็นศิษย์เอก

“เจ้าสำนักเลอะเลือน ไม่จริง!” หัวหน้าผู้อาวุโสอ่านสาสน์ที่เจ้าสำนักส่งมาถึง 3 รอบ เมื่อแน่ใจแล้ว เขาไม่พอใจอย่างยิ่ง ส่งเสียงคำรามในลำคอ

“พี่กู่ ในเมื่อเจ้าสำนักเห็นด้วย แล้วเรายังจะพูดอะไรได้อีก? ในเมื่อศิษย์เอกคือศิษย์ที่จะได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเจ้าสำนัก ซึ่งหากเจ้าสำนักตกลงก็ถือเป็นอันสรุป” ผู้อาวุโสสงพูดเกลี้ยกล่อม

“เจ้าสำนักกำลังเลอะเลือน” ผู้อาวุโสบางคนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ

ผู้อาวุโสสงยิ้มฝืนๆ พูดพลางส่ายหน้า: “นอกจากทำแบบนี้ พวกเรายังมีทางเลือกอื่นอีกหรือ? การที่เราได้ป้ายโบราณสี่เหยียนกลับมา ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี!”

----------------------------------------------------------------------------

ราชันอหังการ: Chapter0002 ตอนที่ 3