ราชันอหังการ: Chapter0001 ตอนที่ 2
บทที่ 1 ซานกุ่ยเหยีย (1)
เกิดเสียง “ซวบ......” หลี่ชีเย่ที่ลอยอยู่ในน้ำถูกจ้วงขึ้นมา
“โอ้ย” หลี่ชีเย่ร้องเสียงดัง ผู้ถูกหยิกได้สติขึ้นมา ทันทีที่เขาฟื้นปฏิกิริยาแรกก็คือการกระโดด เขา “กระโดด” ขึ้นมา หลี่ชีเย่รู้สึกไม่คุ้นเคยกับร่างของตนอยู่ชั่วขณะ เซถลาจนเกือบจะล้ม
“ข้า ร่างกายของข้า!” ก้มหน้าลงมอง ร่างกายของตนยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี หลี่ชีเย่ทั้งตกใจและยินดี เป็นอีกาทมิฬมานับพันล้านปี ในที่สุดก็ชิงร่างกายของตนกลับมาได้ แม้เขาจะผ่านอุปสรรคมานับหมื่น ผ่านคลื่นลมนับไม่ถ้วน แต่ก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
ท้ายที่สุด หลี่ชีเย่สูดลมหายใจลึก แหงนหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงตาเฒ่าคนหนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา
“ฮะฮะฮ่า ข้าเองที่จ้วงเจ้าขึ้นมาจากน้ำ” ตาเฒ่าคนนี้พูดพรางยิ้มร่า ทันทีที่เขาเอ่ยปาก เผยให้เห็นฟันเหลืองซี่โตที่เหลือเพียงสามซี่ รอยยิ้มของเขา จะพูดว่าเจ้าเล่ห์ก็คงไม่ผิด
หลี่ชีเย่มองทอดออกไปตามแม่น้ำ ที่ไกลๆ นั้นสามารถมองเห็นโครงร่างของถ้ำมารเซียน ทันทีที่เห็นถ้ำมารเซียน เขาในร่างวัยสิบสามเผยสายตาเย็นยะเยือกทันที ภายใต้ความเงียบกริบ ร่างนั้นกลับมีกลิ่นอายที่ต่างจากอายุของเขาโดยสิ้นเชิง
หลี่ชีเย่สูดหายใจลึก มองไปยังผู้เฒ่า หลังผ่านไปครู่ใหญ่จึงพูดขึ้น: “เจ้าชื่ออะไร?”
“ซานกุ่ยเหยีย จากสำนักโบราณสี่เหยียน” ผู้เฒ่าพูดด้วยรอยยิ้ม อ้าปากเผยฟันเหลืองสามซี่ น้ำลายไหลย้อย
“สำนักโบราณสี่เหยียน......” หลี่ชีเย่พึมพำโดยไม่รู้ตัว ชั่วขณะหนึ่ง ความทรงจำที่ปิดผนึกของเขาถูกดึงขึ้นมา ท่ามกลางระยะเวลานับล้านปีที่เขาถูกกักตัวไว้ภายใต้ร่างของอีกาทมิฬ
“ตอนนี้ใครคือผู้ควบคุมชะตาฟ้า?” หลี่ชีเย่ตื่นจากภวังค์ ถามขึ้นทันที
“ชะตาฟ้า? ชะตาฟ้ายังไม่มีผู้ใดสามารถสืบทอดได้” ซานกุ่ยเหยียพูดด้วยรอยยิ้ม
“ราชันเซียนท่าคงล่ะ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลี่ชีเย่เปลี่ยนไปเล็กน้อย การหลับใหลของเขาในครั้งนี้ หลับไปนานกี่แสนปีกันแน่?
“ราชันเซียนท่าคงหายตัวไปเมื่อสามหมื่นปีก่อน” ซานกุ่ยเหยียยังคงพูดด้วยรอยยิ้ม เผยให้เห็นฟันเหลืองสามซี่เช่นเคย มันดูเจ้าเล่ห์อย่างที่สุด
“ราชามังกรดำที่เมืองเจิ้นเทียนไห่ล่ะ?” หลี่ชีเย่อดถามไม่ได้อีกครั้ง
ซานกุ่ยเหยียส่ายหน้า: “ไม่มีใครรู้ ราชามังกรดำก็หายตัวไปเมื่อสามหมื่นปีก่อนเช่นกัน”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของหลี่ชีเย่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แหงนหน้ามองไปยังถ้ำมารเซียนที่อยู่ไกลลิบ เวลานี้ เขาเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดตนจึงช่วงชิงร่างกายกลับมาได้สำเร็จ
“เราไปกันเถอะ......” สีหน้าของหลี่ชีเย่ตึงเครียด หมุนตัวเดินจากไป โดยไม่สนใจว่าซานกุ่ยเหยียจะตามมาหรือไม่ มีชีวิตยาวนานจนนับไม่ถ้วน ผ่านอุปสรรคมามากมาย เขารู้ดีว่าควรจะทำอย่างไร
เมืองเจิ้นเทียนไห่ ในยุคนั้น ถือเป็นผู้สืบทอดที่แข็งแกร่งที่สุด ในตอนนั้นสมัยที่ราชามังกรดำยังมีชีวิตอยู่ คอยดูแลพื้นที่เก้าฟ้าสิบแดน ไร้ผู้เทียมทาน! เรืองอำนาจถึงสามรุ่น!
แม้ว่าราชามังกรดำจะหายตัวไปนานกว่าสามหมื่นปีแล้ว ทว่า ทุกวันนี้เมืองเจิ้นเทียนไห่ก็ยังคงความยิ่งใหญ่ยืนหยัดอย่างผ่าเผยในโลกหล้า
นอกเมืองเจิ้นเทียนไห่ มีหนุ่มน้อยแรกรุ่นวัยสิบสามคนหนึ่งและผู้เฒ่าที่มีฟันเหลืองสามซี่กับท่าทางเจ้าเล่ห์เหนือคำบรรยายอีกคน
ที่ด้านนอกประตูเมือง หลี่ชีเย่กำลังเผากระดาษเงินอย่างเงียบๆ พลางพึมพำในใจ: “เสี่ยวเฮยจื่อ ไปสู่สุคติเถอะ ในชาตินี้เจ้าช่วยให้ข้าชิงร่างกลับมาได้ สักวันหนึ่ง ข้าจะทำลายดินแดนชั่วร้ายนั่นซะ เพื่อล้างแค้นให้กับเจ้า !”
ในที่สุด หลี่ชีเย่ก็เงยหน้าขึ้น มองดูเมืองเจิ้นเทียนไห่ที่ยิ่งใหญ่ สภาพแวดล้อมเดิมแต่คนเปลี่ยนไป ทุกอย่างล้วนไม่คุ้นตา ย้อนนึกไปถึงช่วงเวลานั้น การสถาปนาของเมืองสมุทรแห่งนี้ ล้วนมาจากความทุ่มเทปีแล้วปีเล่าของเขาและเสี่ยวเฮยจื่อ!
น่าเสียดาย สามหมื่นปีผ่านไป อีกาทมิฬที่เคยซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง จะมีใครล่วงรู้อีกเล่า?
“ฮ่า เรากลับสำนักโบราณสี่เหยียนกันเถอะ” ทันใดนั้น ซานกุ่ยเหยียพูดโพลงออกมา ภาพของฟันเหลืองสามซี่สะท้อนเข้าไปในดวงตาของหลี่ชีเย่
“เราไปกันเถอะ” หลี่ชีเย่พยักหน้าพูดขึ้นเรียบๆ ไม่ว่าซานกุ่ยเหยียจะทำตัวประหลาดแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะมีที่มาที่ไปอย่างไร ทว่า มันยังไม่มากพอที่จะทำให้หลี่ชีเย่ประหลาดใจ ผ่านอุปสรรคมานับหมื่น ถูกกักขังอยู่ในร่างของอีกาทมิฬนับพันล้านปี ผ่านวันเวลามาสมัยแล้วสมัยเล่า เคยอยู่เคียงข้างราชันเซียน เคยเดินร่วมกับเทพโอสถ ยังมีอะไรที่ทำให้เขาประหลาดใจได้อีก
หลังจากพวกหลี่ชีเย่จากไปไม่นานนัก ในเมืองเจิ้นเทียนไห่มีหญิงสาวที่ดูสะสวยเฉลียวฉลาดปรากฏตัวออกมา นางดูเหมือนนางฟ้าปี้ปอประหนึ่งธิดาเทพฮั่นไห่ ระหว่างที่นางเดินผ่านประตูเมืองเพื่อออกเดินทางไกล ทันใดนั้น หางตาพลันเหลือบเห็นเศษซากของกระดาษเงิน ที่มุมของซากกระดาษเงิน มีเครื่องหมายหนึ่งปรากฏอยู่
ทันทีที่เห็นเครื่องหมาย สีหน้าของธิดาเทพคนนี้เปลี่ยนไปทันที พูดขึ้นด้วยเสียงต่ำ: “ใครเผากระดาษเงินที่นี่เมื่อครู่!”
ข้ารับใช้ชราข้างกายนางได้คำตอบอย่างรวดเร็ว กล่าวตอบ: “ได้ยินยามบอกว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานมีผู้เฒ่าและเด็กหนุ่มอายุราว 13-14 ปีมาเผากระดาษเงินที่นี่ขอรับ”
“ตามไป หาพวกเขาให้พบ!” ธิดาเทพพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังทันที
“แต่ฝ่าบาทต้องไปยังเขาเทวะ” ข้ารับใช้ชราพูดอย่างอดไม่ได้
“ตามไป......” ทันทีที่สิ้นเสียงของธิดาเทพ ร่างนั้นได้ลอยขึ้นไปบนฟ้า ไล่ตามไปในพริบตา
ท้ายสุดท้าย ธิดาเทพก็ตามหาผู้ที่เผากระดาษเงินไม่พบ กลับมายังเมืองเจิ้นเทียนไห่ นิ่งเงียบไม่พูดจาอยู่นาน เครื่องหมายนั้นหายไปจากเมืองเจิ้นเทียนไห่นานมากแล้ว เหตุใดหลังผ่านมาหลายหมื่นปี เครื่องหมายที่ว่าจึงปรากฏขึ้นอีกครั้ง คือมิตรหรือศัตรูกันแน่?
“เรียนฝ่าบาท ไม่พบผู้เผากระดาษเงินขอรับ” ข้ารับใช้เฒ่าผู้ซื่อสัตย์กล่าวรายงานในที่สุด
“สั่งการลงไป ทุกคนที่พบเห็นสองคนนั่น ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ ทันทีที่มีเบาะแส รีบกลับมารายงานข้าทันที” ธิดาเทพพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ
คำพูดดังกล่าวทำให้ข้ารับใช้ชรารู้สึกพรั่นพรึง ทุกวันนี้เมืองเจิ้นเทียนไห่ของพวกเขายิ่งใหญ่เกรียงไกร ฝ่าบาทของพวกเขาธิดาเทพเจิ้นไห่เป็นบุคคลที่มีบารมีสูงส่งในยุคนี้ น้อยครั้งนักที่นางจะมีท่าทีจริงจังเช่นนี้
“ที่เขาเทวะ......” ข้ารับใช้ชราพูดด้วยน้ำเสียงลังเล
“ยกเลิก......” ธิดาเทพพูดเสียงนิ่ง: “ข้าต้องไปค้นคัมภีร์โบราณของบรรพชน เรื่องนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล!” นางพูดพลางเดินเข้าสู่พื้นที่ต้องห้ามที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของเมืองเจิ้นเทียนไห่
สำนักโบราณสี่เหยียน ตั้งอยู่บนแคว้นเจียงแห่งอาณาจักรเป่าเซิ่ง สำนักโบราณสี่เหยียน ถือเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นสายสำนักของราชันเซียน ในช่วงต้นของยุคเหล่าราชันนั้น ราชันเซียนหมิงเหรินผู้ปกครองเก้าฟ้าสิบแดนสร้างสำนักขึ้นที่นี่ ตั้งชื่อให้ว่าสำนักโบราณสี่เหยียน
น่าเสียดาย พันล้านปีผ่านไป ยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน สำนักโบราณสี่เหยียนไม่ได้เป็นสายสำนักของราชันเซียนที่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตอีกแล้ว วันเวลานับไม่ถ้วนที่ผ่านพ้นไป สำนักโบราณสี่เหยียนเริ่มเสื่อมอำนาจลง แม้ว่าในอดีตสำนักโบราณสี่เหยียนจะเคยรุ่งเรืองมากแค่ไหน ทว่า ก็ไม่อาจยื้อความเสื่อมสลายที่เกิดขึ้นได้
“ผู้อาวุโส แย่แล้ว มีมนุษย์คนหนึ่งบุกเข้ามาในสำนัก บอกว่าจะมาเป็นศิษย์เอกของเรา” ในวันนี้ หัวหน้าผู้อาวุโสตื่นแต่เช้า จู่ๆ ก็มีศิษย์ในสำนักรีบเร่งมารายงานเขา
“ไล่ลงเขาไปซะ!” หัวหน้าผู้อาวุโสไม่แม้แต่จะเหลือบมอง: “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ จำเป็นต้องรายงานด้วยงั้นรึ?”
มนุษย์ธรรมดาคนนึง อยากเป็นศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียน? ล้อเล่นอะไรอยู่? ศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียน มีความหมายหลายอย่าง ความหมายแฝงอีกนัยหนึ่งของศิษย์เอกก็คือทายาทที่จะสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ศิษย์เอก คือผู้ที่มีโอกาสจะเป็นเจ้าสำนักคนต่อไป แม้ว่าเจ้าสำนักจะไม่ได้อยู่ในสำนัก ทว่า เรื่องแบบนี้เหล่าผู้อาวุโสสามารถตัดสินใจได้เอง
“ตะ แต่ เขา เขาคือคนที่ซานกุ่ยเหยียแนะนำมา” ศิษย์คนนี้พูดงึมงำ
“ซานกุ่ยเหยีย?” หัวหน้าผู้อาวุโสสาดสายตาไปแวบหนึ่ง: “เขาคงไม่ได้อยากดื่มเหล้าจากใครสักคน เลยรับปากช่วยคนส่งเดชหรอกใช่ไหม?”
ซานกุ่ยเหยีย ใช่แล้ว เขาเป็นคนของสำนักโบราณสี่เหยียนจริงๆ ทว่า สำนักโบราณสี่เหยียนกลับไม่ยินดีที่จะยอมรับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของสำนัก
ซานกุ่ยเหยีย ชื่อนี้ฟังดูน่าเกรงขามทีเดียว ทว่า ชื่อนี้กลับทำให้สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสในสำนักโบราณสี่เหยียนเปลี่ยนไป ซานกุ่ยเหยีย มีความชอบสามอย่าง ชอบเงิน, ชอบXX, ชอบนารี เรียกตนเองว่าเหยีย (ท่าน) ดังนั้นใครต่อใครจึงเรียกเขาว่าซานกุ่ยเหยีย[footnoteRef:1] [1: 三鬼爷 คือฉายาของตัวละคร ซึ่งผู้แปลได้แปลเทียบเสียงอ่านว่า “ซานกุ่ยเหยีย” มีความหมายว่า “ท่านสามผี” ในที่นี้ผู้แต่งได้ขยายความว่าซานกุ่ยเหยียเป็นผู้ที่มีความชอบสามอย่าง ซึ่งโดยทั่วไปสามารถเรียกได้ว่า “ผี...” ได้แก่ ผีหน้าเงิน, ผี XX และผีผู้หญิง ]
ซานกุ่ยเหยียเรียนวิชาของสำนักได้เพียงไม่กี่วัน ทว่า กลับถือเป็นหนึ่งในบุคคลแถวหน้าของสำนักโบราณสี่เหยียน ว่ากันว่า เขาคือบุตรนอกสมรสของเจ้าสำนักคนก่อน ดังนั้น ก่อนที่เจ้าสำนักคนก่อนจะสิ้นใจ ได้กำชับให้เจ้าสำนักคนปัจจุบันดูแลซานกุ่ยเหยียให้ดี
แต่มีบางข่าวลือที่คิดว่า อันที่จริงซานกุ่ยเหยียเป็นบุตรนอกสมรสของเจ้าสำนักรุ่นก่อนก่อน เนื่องจากเจ้าสำนักรุ่นก่อนก่อนมีพระคุณกับเจ้าสำนักรุ่นก่อน ดังนั้น เจ้าสำนักรุ่นก่อนจึงช่วยรับบาปนี้แทน และคอยดูแลซานกุ่ยเหยียมาโดยตลอด ก่อนที่เจ้าสำนักรุ่นก่อนจะสิ้นใจ จึงได้กำชับกับเจ้าสำนักคนปัจจุบัน ให้ดูแลซานกุ่ยเหยียให้ดี
ไม่ว่าซานกุ่ยเหยียจะเป็นบุตรนอกสมรสของใคร ที่มาที่ไปที่ไม่ศิวิไลซ์ของเขา ทำให้เหล่าบุคคลระดับสูงในสำนักโบราณสี่เหยียนไม่คิดที่จะสืบหาความจริง และไม่คิดจะแพร่งพรายเรื่องนี้กับคนภายนอก
สำหรับคนที่ชอบเงิน, ชอบXX, ชอบนารีและไม่ได้มีคุณธรรมอะไรอย่างซานกุ่ยเหยีย ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสของสำนักโบราณสี่เหยียนหรือศิษย์ในสำนัก ต่างไม่มีใครอยากต้อนรับเขา
“ซานกุ่ยเหยียแนะนำแล้วยังไง ไล่เขาลงจากเขาไปซะ!” หัวหน้าผู้อาวุโสไม่สบอารมณ์ เช้าตรู่แบบนี้ กลับต้องอารมณ์เสียเพราะชื่อคนคนนี้
“ตะ ตะ แต่ว่า เขา เขา ในมือของเขามีป้ายโบราณสี่เหยียนของซานกุ่ยเหยีย” ศิษย์คนดังกล่าวพูดงึมงำ
“ป้ายโบราณสี่เหยียน!” ทันทีที่ได้ยินคำนี้ สีหน้าของหัวหน้าผู้อาวุโสเปลี่ยนไปทันที พึมพำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนออกคำสั่ง: “ตามผู้อาวุโสคนอื่นๆ มา ให้มนุษย์คนนั้นรอพบที่ห้องโถงใหญ่!”
สำนักโบราณสี่เหยียน มีผู้อาวุโสทั้งสิ้น 6 คน ทันทีที่ผู้อาวุโสอีก 5 คนได้ยินคำว่า “ป้ายโบราณสี่เหยียน” ต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที รีบรุดไปสมทบอย่างเลี่ยงไม่ได้
ป้ายโบราณสี่เหยียน คือป้ายโบราณ 3 ชิ้นที่ราชันเซียนหมิงเหรินผู้ก่อตั้งสำนักทิ้งเอาไว้ สองในสามป้ายนั้นถูกนำกลับคืนมานานแล้ว ทว่า ไม่รู้เพราะเหตุใด ป้ายโบราณชิ้นสุดท้ายจึงตกไปอยู่ในมือของซานกุ่ยเหยีย
นอกจากเพราะเจ้าสำนักคนก่อนกำชับให้ดูแลซานกุ่ยเหยียให้ดีแล้ว การที่ซานกุ่ยเหยียยังอยู่ในสำนักโบราณสี่เหยียนได้ โดยที่เหล่าผู้อาวุโสไม่สามารถทำอะไรเขา ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะเขามีป้ายโบราณสี่เหยียนในมือนั่นเอง
ผู้ครอบครองป้ายโบราณนี้ จะเปรียบเหมือนการปรากฏกายของราชันเซียนหมิงเหริน ผู้ถือป้ายโบราณ สามารถเสนอเงื่อนไขอย่างหนึ่งกับสำนักโบราณสี่เหยียนได้
นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ของสำนักโบราณสี่เหยียน มองดูห้องโถงใหญ่เก่าแก่แห่งนี้ มองดูรูปปั้นที่ถูกควันไฟปกคลุม หลี่ชีเย่พลันคิดถึงเรื่องราวในอดีตขึ้นมามากมายโดยไม่รู้ตัว
รูปปั้นในห้องโถงใหญ่นั้นเป็นรูปปั้นของราชันเซียนหมิงเหริน แม้ว่าวันเวลาจะล่วงเลยมานาน แต่รูปปั้นที่ถูกปกคลุมไว้นั้นกลับยังคงเปี่ยมไปด้วยบารมีที่น่าเกรงขาม สูงส่งเหนือเก้าฟ้า ใจแห่งศรัทธาถูกจุดให้ลุกโชน
มองดูรูปปั้น ในใจของหลี่ชีเย่มีอรรถรสมากมายเกิดขึ้น วันเวลาล่วงเลยไป ราชันเซียนหมิงเหรินไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว แต่ตัวเขากลับยังมีชีวิตผ่านมาสมัยแล้วสมัยเล่า วันนี้ ในที่สุดเขาก็ชิงร่างกายของตนกลับคืนมาได้ดังหวัง ทว่า บุคคลยอดฝีมือไม่น้อยกลับต่างเลือนหายไปท่ามกลางหมอกควัน
----------------------------------------------------------------------------