ราชันอหังการ

ราชันอหังการ: Chapter0003 ตอนที่ 4

#4Chapter0003

บทที่ 3 สำนักโบราณสี่เหยียน (1)

หัวหน้าผู้อาวุโสไม่พอใจอย่างมาก จำใจต้องพูดอย่างเยือกเย็นในที่สุด “สามวันให้หลัง เมื่อกราบปรมาจารย์ เจ้าก็จะกลายเป็นศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียน”

หลี่ชีเย่นั่งอยู่ตรงนั้น ไม่แสดงอาการประหลาดใจกับผลลัพธ์นี้แม้แต่น้อย พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มผ่อนคลาย: “ในเมื่อข้าได้เป็นศิษย์เอกแล้ว ข้าก็ควรมีอาวุธป้องกันตัวสักชิ้นสองชิ้นหรือเปล่า?”

กับท่าทีสบายอารมณ์ของหลี่ชีเย่ ทำให้ผู้อาวุโสอีกคนประหลาดใจเล็กน้อย หลี่ชีเย่ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบสามปี ทว่า เขากลับดูสุขุมราวกับผู้ใหญ่ ท่าทีที่ว่านั้นไม่เหมือนการแสร้งทำ แต่คนธรรมดาอย่างเขามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีจิตวิญญาณแบบนี้

ผู้อาวุโสท่านนั้นมองไปที่หลี่ชีเย่แวบหนึ่ง ส่ายหัวพร้อมพูดว่า: “แม้ตอนนี้เจ้าจะเป็นศิษย์เอก อาวุธทั่วไปคงพอจะให้เจ้าได้สักชิ้นสองชิ้น แต่หากเจ้าอยากได้ของวิเศษ ก็อย่าฝันไปเลย ถ้าอยากได้ของวิเศษที่แข็งแกร่งหรือเคล็ดวิชาราชันเซียน เจ้าจะต้องสร้างผลงานให้กับสำนักโบราณสี่เหยียนให้มากพอ นี่คือกฎของสำนัก”

หลี่ชีเย่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่วิชาราชันเซียนหรือสุดยอดเคล็ดวิชา สายตาของเขาทอดไปที่กระบองไม้ที่ถูกเผาเป็นเขม่าดำนั้น: “งั้นข้าขอกระบองไม้อันนั้นได้ไหม?”

“กระบองไม้นั่น?” เมื่อได้ยินคำขอของหลี่ชีเย่ ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างอยู่ในอาการตะลึง เพราะกระบองไม้ที่ว่าเป็นกระบองที่ใช้สำหรับเขี่ยขี้เถ้าขณะเผากระดาษเงินให้กับบรรพชน กระบองไม้นี้ดูเหมือนจะถูกวางไว้ที่นั่นมาโดยตลอด อีกอย่าง มันก็แค่กระบองไม้อันหนึ่ง ไม่มีใครสนใจ

เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ตรงนั้นเข้าใจว่าหลี่ชีแย่จะใช้ฐานะของศิษย์เอกร้องขอของวิเศษหรือพลังราชัน แต่นึกไม่ถึงว่า เขากลับอยากได้เพียงกระบองไม้อันหนึ่ง ซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายของพวกเขา!

หลี่ชีเย่พูดอย่างสบายๆ : “ในเมื่อข้าเป็นศิษย์เอก ภายในสำนักโบราณสี่เหยียน ไม่ว่าจะเป็นฐานะหรือตำแหน่ง ข้าย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบ เป็นตัวแทนของความโดดเด่นที่มีมาอย่างยาวนาน กระบองอันนี้เกิดที่วิหารแห่งนี้ วิหารแห่งนี้เป็นวิหารบรรพชนของสำนักโบราณสี่เหยียนของเรา ความหมายนั้นลึกซึ้งนัก จะว่าไป กระบองนี้ก็มีจุดกำเนิดที่ไม่ธรรมดา เป็นตัวแทนแห่งพลังอำนาจของสำนักโบราณสี่เหยียนของเรา ยิ่งเหมาะสมกับฐานะศิษย์เอกของข้า......”

หลี่ชีเย่เอ่ยปาก พร้อมอธิบายหลักการยืดยาว ส่วนพวกผู้อาวุโสสงต่างมองดูหลี่ชีเย่ราวกับกำลังมองดูคนสติไม่ดี เวลานี้ พวกเขาคิดเพียงอย่างเดียวว่า หรืออาจมีเพียงนักเที่ยวหญิงคณิกาอย่างซานกุ่ยเหยียเท่านั้นที่พอจะสมน้ำสมเนื้อกับคนสติไม่ดีอย่างหลี่ชีเย่!

“ได้ กระบองอันนี้เป็นของเจ้าแล้ว” หัวหน้าผู้อาวุโสพูดตัดบทหลี่ชีเย่อย่างรำคาญใจ สำหรับเขา มันเป็นแค่กระบองที่เอาไว้เขี่ยไฟเท่านั้น ไม่เห็นน่าพูดถึงตรงไหน เขาคร้านที่จะรับฟังคำพูดเพ้อเจ้อมากมายของหลี่ชีเย่!

“ต้องขอบคุณผู้อาวุโสที่มอบกระบองให้” นี่คือประโยคที่หลี่ชีเย่รอคอย เขาคว้ามันมาอยู่ในมือ พร้อมนำมาเหน็บไว้ที่เอว จากท่าทางของเขา ในสายตาของเหล่าผู้อาวุโส มันดูไม่ต่างจากการกระทำของคนสติไม่ดีมากนัก

“หวยเหริน! พาเขาไปพักยังที่พักที” ท้ายที่สุด ผู้อาวุโสท่านหนึ่งออกคำสั่งกับศิษย์อย่างรำคาญใจ เพื่อส่งหลี่ชีเย่ไปให้พ้นๆ

สำหรับผู้อาวุโสทั้งหกเรื่องราวในวันนี้จะว่าน่าอึดอัดใจก็คงใช่ คนไม่เอาไหนคนหนึ่ง กลับกลายมาเป็นศิษย์เอกของสำนักโบราณสี่เหยียน แม้ว่า สำนักโบราณสี่เหยียนของพวกเขาจะไม่รุ่งเรืองเหมือนในอดีต ทว่า ก็คงไม่ถึงขั้นต้องรับคนไม่เอาไหนแบบนี้มาเป็นศิษย์เอก!

หลี่ชีเย่ถูกศิษย์สำนักโบราณสี่เหยียนพาไปยังยอดเขาที่ตั้งอยู่อย่างเดียวดายแห่งหนึ่ง ยอดเขานี้ไม่ได้เล็กมากนัก บริเวณยอดเขามีพื้นที่กว่าสิบไร่ บนยอดเขามีอาคารขนาดเล็กหลังหนึ่ง

อาคารแห่งนี้ ดูเหมือนจะขาดการซ่อมบำรุงมาหลายปี มีวัชพืชปกคลุมหนาทึบ แม้ว่ายอดเขาแห่งนี้จะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างห่างไกล แต่อย่างน้อยมันก็ยังอยู่ในพื้นที่ของสำนักโบราณสี่เหยียน

ขณะเปิดอาคาร ศิษย์คนดังกล่าวพูดกับหลี่ชีเย่: “ศิษย์น้องเจ้า ไม่สิ ศิษย์พี่ต่อไปท่านพักที่นี่นะ” ศิษย์คนนี้มีไหวพริบในการพลิกลิ้นได้ไวทีเดียว

หากวัดช่วงเวลาที่เข้าสำนัก หลี่ชีเย่คงไม่อาจเทียบกับเขาได้ ทว่า ตอนนี้หลี่ชีเย่คือศิษย์เอก ดังนั้น หากพูดถึงตำแหน่ง ไม่ว่าอายุจะมากหรือน้อยกว่า ขอเพียงเป็นศิษย์รุ่นที่ 3 ทุกคนจะต้องเรียกหลี่ชีเย่ว่าศิษย์พี่

หลี่ชีเย่เหลือบมองศิษย์ที่สามารถพลิกลิ้นได้ทันควันคนนั้น มองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบ ไม่อยากมากความ เขาพยักหน้าพร้อมพูด: “ขุนเขาเดียวดายทิวทัศน์ไกล ถือเป็นสถานที่ที่ดี”

“บังเอิญจริง เขาลูกนี้มีชื่อว่าเขาเดียวดายพอดี” ศิษย์คนนี้พูดพลางอดยิ้มไม่ได้ พูดถึงตรงนี้ ศิษย์คนที่ว่าจึงเหลือบมองหลี่ชีเย่อีกหลายครั้งโดยไม่รู้ตัว จากนั้นจึงหัวเราะแห้งๆ: “อีกหน่อยศิษย์พี่ก็ต้องย้ายไปที่ยอดเขาหลักอยู่ดี”

อันที่จริง ตามกฎของสำนักโบราณสี่เหยียน ในฐานะศิษย์เอก ย่อมมีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าสู่ยอดเขาหลัก สำนักโบราณสี่เหยียนมียอดเขาหลักจำนวนไม่น้อย ศิษย์เอกถือว่ามีคุณสมบัติมากพอที่จะเลือกหนึ่งในยอดเขาเหล่านั้น

ทว่า เวลานี้ยอดเขาหลักทั้งหมดของสำนักโบราณสี่เหยียนล้วนแล้วแต่มีเจ้าของ ผู้อาวุโสทั้งหกเองก็ดูไม่พอใจกับการที่จู่ๆ หลี่ชีแย่ก็มาเป็นศิษย์เอกของสำนัก ย่อมไม่ยอมให้เขาเข้าไปอยู่ในยอดเขาหลักแน่นอน

หากเข้าไปอยู่ยอดเขาหลัก แน่นอนว่าย่อมมีข้อดีหลายอย่าง ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดก็คือบริเวณยอดเขาหลักมีพลังแก่นฟ้าดินที่เข้มข้นกว่ายอดเขารองหรือยอดเขาโดยรอบ

“พักที่นี่ก็พอแล้ว” หลี่ชีเย่พูดสบายๆ กับเรื่องพวกนี้ เขาไม่อยากถือสามากความ ใจที่สงบย่อมไม่มีคลื่นลมใดๆ

“ข้านำของของศิษย์พี่มาหมดแล้ว” ศิษย์คนนี้จัดการเรื่องต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว ทำงานรอบคอบ เขานำสิ่งของจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันทั้งหมดมอบให้กับหลี่ชีเย่: “หากศิษย์พี่ต้องการอะไร ไปหาข้าได้ที่หอชั้นนอกนะ”

“เจ้าชื่ออะไร?” ก่อนที่ศิษย์คนนี้จะออกไป หลี่ชีเย่เรียกรั้งเขาไว้ พร้อมสอบถาม

ศิษย์คนดังกล่าวเผลอสะดุ้งตกใจ พูดตามจริง เขาไม่ได้รู้สึกดีกับหลี่ชีเย่มากนัก จากคุณสมบัติของหลี่ชีเย่ มันไม่เพียงพอสำหรับการเป็นศิษย์ของสำนักโบราณสี่เหยียนด้วยซ้ำ ยิ่งสำหรับการเป็นศิษย์เอกของสำนักยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ระหว่างที่อยู่ในวิหารใหญ่ การแสดงออกของหลี่ชีเย่อาจดูงี่เง่าไปบ้าง ทว่า เวลานี้ท่าทีของเขากลับดูสุขุม ทำให้ศิษย์คนนี้อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ นี่เพราะหลี่ชีเย่เป็นคนไร้กาลเทศะหรือเขามีแผนอะไรบางอย่างในใจกันแน่?

“เรียนศิษย์พี่ ศิษย์น้องชื่อหนานหวยเหริน ทูตประจำหอชั้นนอก” ศิษย์คนนี้ตั้งสติได้ และตอบหลี่ชีเย่ในที่สุด

“ข้าชื่อหลี่ชีเย่” หลี่ชีเย่แค่พยักหน้าน้อยๆ ผ่านช่วงเวลามานับพันล้านปี คนที่รู้ที่มาและชื่อจริงของเขา มีอยู่น้อยมากถึงมากที่สุด

หลังจากที่หนานหวยเหรินจากไป หลี่ชีเย่ไม่ได้อยู่เฉยเขาลงมือปัดกวาดอาคารทันที พร้อมทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบเขาเดียวดาย หลังจากที่เขาลงมือจัดการอยู่ครู่ใหญ่ เขาเดียวดายที่ทิ้งร้างมานานก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง

สิ่งที่หลี่ชีเย่ทำ เป็นระเบียบขั้นตอน หากมีคนนอกอยู่ที่นี่ด้วย คงมีบางส่วนที่ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มีอายุเพียงสิบสามเท่านั้น เขาทำสิ่งต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว ดูไม่เข้ากับรูปลักษณ์ในช่วงอายุของเขาเลยสักนิด

หลังเหน็ดเหนื่อยอยู่ครู่ใหญ่ ท้องฟ้าเริ่มมืด หลี่ชีเย่ทั้งหิวทั้งเหนื่อย เขาหย่อนก้นนั่งลงที่หน้าประตู เมื่อพักหายใจครู่หนึ่ง เขาจึงหยิบกระบองเขี่ยไฟที่เหน็บไว้ที่เอวขึ้นมา

มองดูกระบองไม้เขม่าดำที่ถูกคนนำมาเขี่ยกระดาษเงินอันนี้ จู่ๆ เรื่องราวที่ยาวนานและเลือนลางนั้นก็ลอยขึ้นมาในหัว ท้ายที่สุด เขาได้เผยรอยยิ้มอันขมขื่นออกมา

ในโลกต่างร่ำลือว่า เมื่อราชันเซียนสืบทอดชะตาฟ้าจะสามารถเป็นอมตะ ทว่า วันนี้ ผู้ซึ่งไร้เทียมทานอย่างราชันเซียนหมิงเหริน ราชันเซียนทุนยื่อ พวกเขาหายไปไหน?

หลังจากที่หลี่ชีเย่ตื่นจากภวังค์ ปัดเขม่าออกจากกระบองไหม้ไฟช้าๆ เผยให้เห็นหน้าตาที่แท้จริงของกระบองไหม้ไฟ มันเป็นกระบองไม้ที่มีความยาวสามฟุตกว่า กระบองไม้สีดำขลับ แม้กระบองไม้นี้จะถูกไฟเผามาอย่างยาวนาน แต่ มันกลับไม่ถูกเผาเสียหายเลยสักนิด แต่ นอกจากจุดนี้ กระบองไม้ที่ว่าก็ไม่มีความพิเศษอะไรอีก

หลี่ชีเย่ลูบกระบองอย่างแผ่วเบา พูดพึมพำ: “กระบองตีงู!” เสียงกระซิบเพียงเบาๆ เรื่องราวในอดีตบางส่วนปรากฏขึ้นในหัว วันนี้มีโอกาสได้ถือกระบองนี้อีกครั้ง ความรู้สึกอีกแบบปรากฏขึ้นในใจเขา

ในตอนนั้น ราชันเซียนหมิงเหรินยังไม่ได้สืบทอดชะตาฟ้า ในฐานะผู้นำทางของราชันเซียนหมิงเหริน เขาเคยช่วยฝึกฝนคนกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นกองหนุนให้กับราชันเซียนหมิงเหริน เวลานั้นเพื่อที่จะฝึกฝนคนกลุ่มนี้ให้ดี เขาจึงตั้งใจไปนำกระบองตีงูนี้ออกมาจากป่าผี

ภายหลังชื่อของคนกลุ่มนี้ก็โด่งดังในใต้หล้า บุคคลผู้มีบารมีน่าเกรงขามเหล่านี้ต่างเคยถูกกระบองอันนี้ทุบตีอย่างหนัก! เวลานั้นหลังจากสั่งสอนเด็กกลุ่มนี้จนสำเร็จ เขาจึงทิ้งกระบองที่ว่าไว้ที่สำนักโบราณสี่เหยียน นึกไม่ถึงว่า มันจะยังคงอยู่ที่วิหารบรรพชน

กุมกระบองตีงูเอาไว้ หลี่ชีเย่เผลอเข้าสู่วังวนแห่งความเงียบ จากความพยายามหลายยุคหลายสมัย ในที่สุดเขาก็ชิงร่างของตนกลับมาได้ ดวงวิญญาณของเขาสามารถหลุดพ้นจากการกักขังของอีกาทมิฬได้ในที่สุด

แต่แล้ว คนมากมายกลับทยอยตายจากไป ครอบครัวของเขา คนที่เคยเป็นเพื่อนกับเขา เทพโอสถ ราชันเซียนเซวี่ยสี่ ราชันเซียนหมิงเหริน...... แม้แต่ราชามังกรดำที่มีชีวิตผ่านมาถึงสามภพ ท้ายที่สุดต่างลาจากเขาไปนิรันดร์!

ในช่วงเวลาอันยาวนาน ในยุคสมัยที่ยังไร้ซึ่งอารยธรรม เขาเป็นเพียงแค่เด็กเลี้ยงแพะธรรมดาในวัยสิบสามปี แต่แล้ว เพื่อตามหาแพะตัวหนึ่งที่หายไป เขากลับตกลงไปยังถ้ำเซียนมาร ดวงวิญญาณของเขาจึงถูกกักอยู่ในร่างของอีกาทมิฬอมตะมายาวนานหลายชาติภพ!

ในช่วงต้นเขามีแต่ความหวาดกลัว ร่างที่ไม่อาจควบคุม กลายร่างเป็นอีกาทมิฬ ทำได้เพียงบินทะยานไปทั่วฟ้าและดินตามเส้นทางที่ถ้ำเซียนมารกำหนดอยู่อย่างนั้น เขาเคยเข้าไปในดินแดนสุสาน ก้าวข้ามแผ่นดินเก่า ผ่านไปยังเก้าแดน...... แต่ในทุกภพเขาจะถูกบีบให้ต้องกลับไปยังถ้ำเซียนมารหนึ่งครั้ง

แม้ว่าเขาจะกลายร่างเป็นอีกาทมิฬ ทว่า หลังจากที่เข้าออกแผ่นดินโบราณดินแดนสุสานอันน่ากลัวที่แม้แต่ผู้วิเศษยังไม่กล้าย่างกลายเข้าไป ทำให้เขาได้ล่วงรู้ความลับนับไม่ถ้วน หลังผ่านอุปสรรคนานัปการ มันทำให้จิตใจของเขาหนักแน่นขึ้น

ภายหลัง เขาไม่อยากเป็นเพียงอีกาหุ่นเชิดที่ต้องผ่านช่วงชีวิตภพแล้วภพเล่า ดังนั้น เขาจึงได้เตรียมแผนการครั้งใหญ่ เพื่อตัดช่องทางที่ถ้ำเซียนมารชักใยดวงวิญญาณของเขา

เพื่อหนีจากพันธนาการของอีกาทมิฬ เพื่อช่วงชิงร่างของตนกลับมา เขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเคยชักนำคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในตัวเองให้เข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญตนมาหลายต่อหลายคน กระทั่งชักนำพวกเขาไปถึงจุดของผู้ไร้เทียมทาน ผู้ที่มีคุณสมบัติพอที่จะสืบทอดชะตาฟ้า!

แม้ในวันนี้ เขาจะสามารถชิงร่างของตนกลับมาได้ดังหวัง กลายเป็นคนอีกครั้ง ทว่า มีใครสักกี่คนที่หายไป?

ท้ายที่สุด หลี่ชิงเย่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ไม่นานเขาก็สูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งอีกครั้ง กำหมัดของตนแน่น ในภพนี้ ไม่ว่ายังไง เขาก็จะต้องก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดกลายเป็นผู้ไร้เทียมทาน สักวันหนึ่ง เขาจะปกครองถ้ำมารเซียนให้ได้!

----------------------------------------------------------------------------

ราชันอหังการ: Chapter0003 ตอนที่ 4