ราชันอหังการ: Chapter0055 ตอนที่ 56
ตอนที่ 55 เตาเทวะ(1)
ถ่ายทอดวิชาไขข้อสงสัย ฝึกฝนถกถามปัญหา จังหวะช่วงเวลาของหลี่ชีเย่ดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น วันเวลาได้ล่วงเลยผ่านมาแล้วหนึ่งเดือน จู่ๆ หนานหวยเหรินที่หายไปช่วงหนึ่งก็ปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง นอกจากหนานหวยเหรินแล้ว ยังมีผู้คุมกฎม่อที่มาพร้อมกัน
ช่วงหนึ่งที่หนานหวยเหรินไปทำหน้าทูตนอกสำนัก การไม่ได้พบเขา หลี่ชีเย่ไม่คิดว่าแปลกอะไร แต่การที่ผู้คุมกฎม่อมาในครั้งนี้ด้วย กลับทำให้หลี่ชีเย่รู้สึกแปลกใจมากกว่า
“แหะ แหะ แหะ ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเป็นมองการณ์ไกล รู้จริง มีทักษะเต๋าลึกซึ้ง ใช้พลังวิเศษ...” ทันทีที่พบกับหลี่ชีเย่ หนานหวยเหรินก็รีบปรับเปลี่ยนท่าที พูดประจบประแจงด้วยรอยยิ้มทันที
หลี่ชีเย่มองเขาก่อนพูดขึ้น “ในเมื่อเจ้าทำงานให้กับข้า ก็ไม่ต้อพูดจาประจบประแจงให้มาก มีอะไรก็รีบว่ามา ให้ตรงประเด็นก็พอ”
หนานหวยเหรินหน้าแดง แต่ท่าทีของเขายังดูเป็นธรรมชาติ ไม่เสียทีที่เขาเป็นคนมีไหวพริบ หนานหวยเหรินรีบพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มร่าอีกครั้ง “ศิษย์น้องอยากให้ศิษย์พี่ชี้แนะเรื่องการฝึกฝนบ้าง”
หลี่ชีเย่มองดูหนานหวยเหริน ต่อด้วยการมองไปยังผู้คุมกฎม่อ จากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นี่คือเจตนาของผู้คุมกฎม่อสินะ”
เมื่อถูกหลี่ชีเย่จับได้ ผู้คุมกฎม่อเองก็หน้าแดง เขามีอาการเขินเล็กน้อย จึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ พลางพูดขึ้น “ข้าอยากฟังคำชี้แนะของท่านดู”
อันที่จริง ขณะที่หลี่ชีเย่บรรยายเคล็ดวิชาตลอดหลายวันมานี้ หนานหวยเหรินออกไปทำหน้าที่ของทูตนอกสำนัก ส่วนผู้คุมกฎม่อนั้นอยู่ในสำนัก เขาจึงมีโอกาสได้ไปฟังหลี่ชีเย่บรรยายในบางเวลา ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจ เช่น ในเคล็ดวิชาธรรมดาๆ อย่าง ‘เคล็ดสว่านสีคราม’ แม้แต่อาจารย์ของเขาก็คงยังไม่สามารถบรรยายรายละเอียดได้ลึกซึ้งเท่ากับหลี่ชีเย่ เมื่อเขามีโอกาสฟังบรรยายเรื่อง ‘เคล็ดสว่านสีคราม’ จากหลี่ชีเย่ซึ่งทำให้เขาได้ประโยชน์ไปไม่น้อยทีเดียว
ดังนั้น มันจึงทำให้ผู้คุมกฎม่อได้คิด เวลานี้ในมุมมองของเขา หลี่ชีเย่มีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับสุดยอด การบรรยายมหาวิถีเต๋าของเขา เกรงว่าคงไม่มีใครในสำนักโบราณสี่เหยียนที่จะทำได้ดีเท่าหลี่ชีเย่อีก เขาอยากให้หลี่ชีเย่ทำอย่างที่แนะนำศิษย์ในเขาล้างศิลา แนะนำมหาวิถีเต๋าให้กับเขาบ้าง ทว่า เขาเองเป็นผู้คุมกฎ คงไม่เหมาะหากจะไปขอคำชี้แนะจากหลี่ชีเย่โดยตรง บวกกับที่ตัวเขาเองเป็นคนพูดน้อย ไม่ถนัดเรื่องการสื่อสาร จึงไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากกับหลี่ชีเย่อย่างไร
ดังนั้น เมื่อหนานหวยเหรินกลับมา เขาจึงแนะนำให้หนานหวยเหรินมาขอคำชี้แนะจากหลี่ชีเย่
หนานหวยเหรินพลางรีบช่วยอาจารย์ของตนแก้ตัว รีบพูดด้วยรอยยิ้มร่า “อาจารย์บอกว่าศิษย์พี่ใหญ่บรรยายเคล็ดวิชาได้ลึกซึ้ง ดังนั้น ศิษย์น้องจึงบากหน้ามาเพื่อขอคำชี้แนะ”
หลี่ชีเย่มองดูหนานหวยเหริน มองดูผู้คุมกฎม่อ พลางพูดขึ้นเรียบๆ “ในเมื่อเป็นคนกันเอง มีอะไรพูดกันตรงๆ ก็พอแล้ว” เมื่อพูดจบ เขาไม่ได้พูดอะไรอีก ได้แต่ยืนมองดูคนทั้งสองตรงหน้า
ผู้คุมกฎม่อเข้าใจคำพูดดังกล่าวดี ในเมื่อพวกเขาศิษย์อาจารย์ยินดีที่จะยืนอยู่ข้างเดียวกับหลี่ชีเย่ ตอนที่อวี้เหอมาเยือน คำพูดเพียงประโยคเดียวของหลี่ชีเย่ก็สามารถเลื่อนฐานะของพวกเขาศิษย์อาจารย์ให้สูงขึ้นได้ ตอนนี้เมื่อหลี่ชีเย่พูดแบบนี้ ไม่ว่าผู้คุมกฎม่อจะโง่เง่าแค่ไหน เขาย่อมเข้าใจความหมายของมันอยู่ดี
“สิ่งที่พวกเจ้าฝึกคือ ‘เคล็ดเมฆาม่วง’ ที่เป็นวิชาราชันใช่ไหม” หลี่ชีเย่พูดขณะมองดูพวกเขาทั้งสองคน
“ใช่” ผู้คุมกฎม่อรีบพยักหน้าตอบทันที “วันนี้ข้าเลื่อนระดับเป็นเทียนหยวน (จิตฟ้า) ทว่า การฝึกจิตเทพชะตาฟ้าค่อนข้างเปลืองแรง” ในฐานะผู้คุมกฎของสำนักโบราณสี่เหยียน พรสวรรค์ของผู้คุมกฎม่อไม่ได้ถือว่าอยู่ในระดับสูงสุด ทว่า เขาเองยังคงมุ่งมั่นฝึกฝน จนสามารถเลื่อนขั้นทักษะเต๋ามาอยู่ในระดับเทียนหยวนได้ในที่สุด
“ทักษะสุดท้ายยังไงก็เป็นทักษะสุดท้าย การฝึกจิตเทพชะตาฟ้าไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น” หลี่ชีเย่พยักหน้าพลางพูดขึ้น
ระดับเทียนหยวน (จิตฟ้า) ถือเป็นหนึ่งในช่วงทางแยกของการฝึกฝน เมื่อมาถึงระดับนี้ บางครั้งการเลื่อนขั้นต่อของผู้บำเพ็ญตนอาจยากมากถึงยากที่สุด ในระดับนี้ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยความเข้าใจ พรสวรรค์เท่านั้น ผู้บำเพ็ญตนยังอาจต้องพึ่งพาเคล็ดวิชาและของวิเศษอีกด้วย
หลี่ชีเย่พูดขึ้น “ ‘เคล็ดเมฆาม่วง’ คือวิชาราชันแก่นแท้ของราชันเซียนหมิงเหริน เป็นทักษะสุดท้ายของ ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ เมื่อถึงระดับเทียนหยวน(จิตฟ้า) หากฝึก ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ เช่นนั้นคงเหมือนมังกรรวมร่าง น้ำไฟรวมเป็นหนึ่ง ทักษะเต๋าจะสามารถพัฒนาแบบก้าวกระโดด!”
“หากในสำนักยังคงมี ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ ข้าคงเลือกเคล็ดวิชานี้” ผู้คุมกฎม่อหัวเราะแห้งๆ และถอนหายใจเบาๆ
“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ามีบางอย่างที่ไม่เข้าใจ ได้ยินอาจารย์ปู่บอกว่า ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ ที่มีในสำนักของเรานั้นไม่สมบูรณ์ มันเสียหายอย่างหนัก จึงไม่มีใครกล้าที่จะทดลองฝึกมัน เพื่อเลื่อนขั้นในระดับที่สูงขึ้นหลังจากที่อาจารย์ปู่ฝึกไปถึงระดับเทียนหยวน (จิตฟ้า)เขาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นเคล็ดวิชาของผู้วิเศษอีกแขนงหนึ่งเพื่อฝึกฝนต่อ” หนานหวยเหรินรีบพูดสมทบ
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ชีเย่เงียบไปครู่หนึ่ง ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ เป็นวิชาราชันที่ราชันเซียนหมิงเหรินเป็นผู้คิดค้นขึ้นเอง มันมีอานุภาพที่แข็งแกร่ง เวลานี้เคล็ดวิชาดังกล่าวได้หายไปจากสำนักโบราณสี่เหยียนแล้ว
อันที่จริง การที่หลี่ชีเย่จะเรียกคืนความทรงจำของ ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ นั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไร เขาไม่จำเป็นต้องดูเศษชิ้นส่วนของ ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ ด้วยซ้ำ ขอเพียงได้ทำความเข้าใจ ‘เคล็ดเมฆาม่วง’ เขาก็จะสามารถดึงความทรงจำเกี่ยวกับ ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ ให้กลับมาได้
ทว่า สำหรับตอนนี้ หลี่ชีเย่มีแผนการอยู่ในใจ เวลานี้เขายังไม่สามารถดึงความทรงจำของ ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ มาให้กับหนานหวยเหรินศิษย์อาจารย์ได้
“เคล็ดสิบตะวันม่วง” หลี่ชีเย่เผยรอยยิ้มจางๆ “ข้ากล้าเดิมพัน ไม่เกินหนึ่งปี พวกเจ้าจะได้เรียน ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ ฉบับสมบูรณ์อย่างแน่นอน ส่วน...”
เมื่อพูดจบ หลี่ชีเย่มองไปยังศิษย์อาจารย์เผยรอยยิ้มพร้อมพูดขึ้นอีกครั้ง “เคล็ดเมฆาม่วง เคล็ดวิชานี้ไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก ก่อนหน้านี้ ข้าเคยลองสำรวจคุณสมบัติของพวกเจ้ามาแล้ว ฐานเต๋าของผู้คุมกฎม่อนั้นมั่นคงมาก ของศิษย์น้องหนานอาจเบาบางไปบ้าง หากฝึกวิชานี้ต่อ เมื่อเคล็ดวิชาเริ่มมีความมั่นคง เมื่อถึงเวลาฝึก ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ การฝึกฝนก็จะง่ายขึ้นมาก”
สิ่งที่หลี่ชีเย่พูดทำให้ผู้คุมกฎและหนานหวยเหรินเกิดความสงสัย คำพูดของเขาช่างมีความมั่นใจเหลือเกิน พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมหลี่ชีเย่จึงมั่นใจขนาดนั้นว่าภายในระยะเวลาหนึ่งปี พวกเขาจะสามารถฝึก ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ ฉบับสมบูรณ์ได้สำเร็จ เพราะในความเป็นจริง เวลานี้ภายในสำนักโบราณสี่เหยียนไม่ได้มี ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ ฉบับสมบูรณ์อีกแล้ว!
หากเป็นคนอื่น พวกเขาคงคิดว่าหลี่ชีเย่กำลังคุยโว เป็นแค่คำพูดเพื่อปลอบใจพวกเขาเท่านั้น ทว่า เมื่อมีโอกาสได้เห็นความร้ายกาจของหลี่ชีเย่กับตาในหลายๆ ครั้ง ผู้คุมกฎม่อและหนานหวยเหรินจึงไม่สงสัยในคำพูดของเขาอีก สิ่งที่พวกเขาข้องใจก็คือ หลี่ชีเย่จะสามารถหา ‘เคล็ดสิบตะวันม่วง’ ได้จากที่ไหน
หลี่ชีเย่พูดกับผู้คุมกฎม่อและหนานหวยเหรินที่ยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย “แม้ว่าการฝึกฝนของผู้คุมกฎม่อจะเข้าสู่ช่วงภาวะคอขวดแล้ว แต่ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทะลวงสภาวะนี้ได้ ขณะที่ทำการฝึก ‘เคล็ดเมฆาม่วง’ เช้ากลืนตะวัน เย็นรับเมฆา รับแก่นเพลิงจากตะวัน รวบรวมเมฆายามค่ำ แก่นเพลิงตะวันและพลังเมฆายามค่ำถูกสะกัดเข้าไปยังพลังแก่นฟ้าดิน แปลงสภาพเป็นเลือดวัฒนะ นี่คืออีกหนึ่งเส้นทางในการฝึก ‘เคล็ดเมฆาม่วง’ พวกเจ้าสามารถฝึกได้ทั้งสองคน”
เคล็ดวิชาของสำนักโบราณสี่เหยียน หากเป็นส่วนที่เขาหรือราชันเซียนหมิงเหรินคิดค้นเอง เกรงว่าคงไม่มีใครคุ้นเคยมากไปกว่าเขาอีกแล้ว ถึงเขาจะยังไม่สามารถนำความทรงจำของ ‘เคล็ดเมฆาม่วง’ กลับมาได้ แต่เขาก็รู้อยู่ดีว่าเคล็ดวิชานี้คิดค้นขึ้นมาได้อย่างไร
“เราจะลองดู” ศิษย์อาจารย์ทั้งสองต่างรับฟังคำแนะนำของหลี่ชีเย่
แต่แล้ว หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่วัน แม้ผู้คุมกฎม่อจะไม่ได้มาด้วยตนเอง แต่หนานหวยเหรินกลับเร่งรีบมาหาเขาด้วยท่าทีตื่นเต้น เขาพูดกับหลี่ชีเย่อย่างยินดี “ศิษย์พี่ใหญ่ มันมหัศจรรย์จริงๆ ข้าฝึกฝนวิชานี้ตามที่ท่านบอก มันสำเร็จง่ายขึ้นจริงๆ ฝึกไปแค่ 1 วัน มันได้ผลมากกว่าที่ข้าฝึกก่อนหน้านี้ 5-6 วันด้วยซ้ำ ท่านคิดวิธีการนี้ได้อย่างไรงั้นเหรอ? ท่านไม่เคยฝึก ‘เคล็ดเมฆาม่วง’ ด้วยซ้ำ”
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่หนานหวยเหรินคาดไม่ถึง อันที่จริง แม้แต่อาจารย์ของเขาเองก็รู้สึกแปลกใจ ผลลัพธ์แบบนี้ ทำให้พวกเขาศิษย์อาจารย์รู้สึกพรั่นพรึงเหลือเกิน หลี่ชีเย่พูดแนะนำด้วยประโยคธรรมดาๆ เท่านั้น แต่มันกลับสามารถทำให้พวกเขาได้พบกับเส้นทางในการฝึกฝนแบบใหม่ที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน
“ก็แค่แนะนำธรรมดาเท่านั้น” หลี่ชีเย่พูดอย่างสบายอารมณ์
หนานหวยเหรินย่อมไม่เชื่อว่าหลี่ชีเย่แค่แนะนำส่งๆ เท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งทำให้เขารู้สึกพรั่นพรึงมาก วิธีการฝึกฝนแบบนี้ แม้แต่อาจารย์ปู่ของเขาผู้อาวุโสซุนก็คงไม่รู้ แล้วเหตุใดหลี่ชีเย่ถึงเรื่องราวต่างๆ ได้ถูกต้องแม่นยำขนาดนี้ ทว่า ในเมื่อหลี่ชีเย่ไม่พูด หนานหวยเหรินจึงไม่กล้าถามอีก มีโอกาสได้อยู่กับหลี่ชีเย่มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขาจึงเริ่มเข้าใจอุปนิสัยของอีกฝ่าย
หลังจากที่หลี่ชีเย่แนะนำพวกเขาศิษย์อาจารย์ คิดไม่ถึงว่ายังไม่ถึงเดือน ผู้คุมกฎม่อกลับพาคนอีกคนมาพบกับหลี่ชีเย่ เพื่อมาขอคำแนะนำจากเขา คนคนนั้นก็คืออาจารย์ของผู้คุมกฎม่อ หนึ่งในหกผู้อาวุโสอย่างผู้อาวุโสซุนนั่นเอง
ผู้อาวุโสซุน หนึ่งในหกผู้อาวุโสแห่งสำนักโบราณสี่เหยียน ภายในสำนักโบราณสี่เหยียน เขาถือเป็นบุคคลที่มีอำนาจสูงในสำนัก ทักษะเต๋าที่เขามีสามารถเป็นถึงระดับวีรบุรุษได้ด้วยซ้ำ!
หากพูดว่า ผู้อาวุโสแห่งสำนักโบราณสี่เหยียน บุคคลระดับสูงที่มีความสามารถเป็นถึงวีรบุรุษ แต่กลับกล้ามาขอคำแนะนำกับศิษย์รุ่นที่สามของสำนัก อันที่จริงมันควรเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
ในความเป็นจริง ระยะนี้ผู้อาวุโสซุนกำลังเจอปัญหาด้านการฝึกฝน ในฐานะศิษย์อย่างผู้คุมกฎม่อ เขาย่อมต้องอยากแบ่งเบาภาระให้กับอาจารย์อยู่แล้ว ดังนั้นคนคนแรกที่เขาคิดถึงก็คือหลี่ชีเย่นั่นเอง
หลังจากรู้ว่าศิษย์ของตนคิดจะทำอะไร ความรู้สึกแรกของผู้อาวุโสซุนก็คือ มันช่างเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี หากเป็นเมื่อก่อน เกรงว่าผู้อาวุโสซุนคงตะโกนไล่ผู้คุมกฎม่อด้วยซ้ำ ทว่า วันนี้ตำแหน่งของผู้คุมกฎม่อไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ผู้อาวุโสซุนในฐานะอาจารย์ เขาเองก็รักใคร่ศิษย์คนนี้มากกว่าเมื่อก่อน
ผู้คุมกฎม่อเล่าเทคนิคการฝึก ‘เคล็ดเมฆาม่วง’ ของหลี่ชีเย่ให้ผู้อาวุโสซุนฟัง เมื่อผู้อาวุโสซุนลอง ผลลัพธ์นั้นเห็นได้ชัดเจนขึ้นจริงๆ มันทำให้เขารู้สึกสงสัย ท้ายที่สุด ภายใต้คำชักชวนของผู้คุมกฎม่อ ผู้อาวุโสซุนจึงยอมลดเกียรติของตนเอง เดินทางมายังเขาเดียวดายแห่งนี้ เพื่อมาพบกับหลี่ชีเย่
แม้จะมีผู้อาวุโสมาพบ แต่หลี่ชีเย่กลับยังคงท่าทีเดิม ถึงในใจของผู้อาวุโสซุนจะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เขายังพอทนได้ เวลานี้ กระทั่งทายาทของสำนักปีศาจนพเก้า องค์หญิงของแคว้นแคว้นกู่หนิวเจียงยังยอมเชื่อฟังคำของหลี่ชีเย่ เขาซึ่งเป็นเพียงแค่ผู้อาวุโสจึงไม่จำเป็นต้องถือสาอะไรมาก
หลี่ชีเย่ตรวจสอบรอบชีวิต ลัคนาและคุณสมบัติกายของผู้อาวุโสซุน เมื่อเขาดูเสร็จจึงพูดขึ้น: “ฐานเต๋าของผู้อาวุโสถือว่ามั่นคง แต่ก่อนหน้านี้ช่วงที่ทำการฝึกในระดับเนี่ยอวี้ (หวนกำเนิด) เนื่องจากใจร้อนอยากสำเร็จเร็วเกินไป จึงทำให้เกิดช่องโหว่เล็กๆ ที่ฐานเต๋า ส่วนในระดับเทียนหยวน (จิตฟ้า) หากเปลี่ยนจากการฝึกเคล็ดเมฆาม่วงเป็นการฝึกเคล็ดวิชาผู้วิเศษก็คงไม่ใช่ปัญหา แม้ว่าสองเคล็ดวิชานี้อาจไม่สามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากรอบชีวิตอยู่ในอันตราย มันก็ไม่ถึงขั้นที่หมายเอาชีวิต”
เมื่อหลี่ชีเย่พูดจบ มันทำให้ผู้อาวุโสซุนตกอยู่ในอาการพรั่นพรึง เมื่อแรกเริ่ม เขาไม่ได้คิดว่าหลี่ชีเย่จะช่วยอะไรได้ เขาแค่ทดลองดูเพราะไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น